เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

34 - เลือดย้อมหมู่บ้านม้าขาว

34 - เลือดย้อมหมู่บ้านม้าขาว

34 - เลือดย้อมหมู่บ้านม้าขาว


34 - เลือดย้อมหมู่บ้านม้าขาว

หมู่บ้านม้าขาวเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของตระกูลหลี่ หลังจากผ่านการก่อสร้างและปรับปรุงมาหลายปี ที่นี่ก็มิได้เน้นการทำเกษตรกรรมเป็นหลักอีกต่อไป แต่กลับมีลักษณะคล้ายกับสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในยุคปัจจุบัน เป็นสถานที่ที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อให้เหล่าเศรษฐีและผู้มีอำนาจในเมืองฉางอันมาหาความสำราญ

ในเมืองฉางอันนั้นมีหอคณิกาและบ่อนพนันอยู่ดาษดื่น หากต้องการกอบโกยเงินทองจากบุคคลที่ร่ำรวยล้นฟ้าเหล่านี้ ย่อมต้องสร้างสรรค์รูปแบบความบันเทิงที่ไม่สามารถหาดูได้จากที่อื่น

เซียวถิงมาเยือนโดยกะทันหัน ทั้งยังเป็นการมาครั้งแรก แม้หลี่เทียนอวี้จะรู้ดีว่าสติปัญญาของนายน้อยผู้นี้ไม่คู่ควรกับฐานะ แต่สิ่งที่ควรระแวดระวังก็ยังต้องระวัง เขาจึงเพียงแต่พาเซียวถิงไปยังเรือนหลัก ภายในมีสาวงามและสุราเลิศรสคอยปรนนิบัติ ซึ่งไม่ต่างจากสถานที่หาความสำราญทั่วไปนัก จึงไม่มีสิ่งใดให้ต้องกล่าวถึง

ทว่า ณ ลึกเข้าไปในหมู่บ้านม้าขาว ภายในสวนแห่งหนึ่ง มีภูเขาจำลองที่สร้างจากหินแปลกตาตั้งตระหง่านอย่างงดงาม รอบภูเขาจำลองมีองครักษ์พกดาบหลายนายเดินตรวจตราไปมา กลิ่นอายที่แผ่ออกมาดูน่าเกรงขามและแข็งแกร่งกว่าองครักษ์ที่หน้าหมู่บ้านมากนัก

ใต้ภูเขาจำลองมีปากถ้ำอยู่แห่งหนึ่ง มีผู้คนที่สวมอาภรณ์หรูหราเดินเข้าไปเป็นระยะๆ และสามารถได้ยินเสียงอื้ออึงแว่วมาเบาๆ ซึ่งเสียงนั้นดังมาจากใต้ดิน...

---

"ท่านพ่อ ท่านว่าเจ้านกอินทรีนิ้วเดียวนั่น วันนี้จะมาหรือไม่?"

ภายในวังใต้ดินขนาดมหึมาใต้ภูเขาจำลอง ผู้คนจำนวนมากนั่งอยู่ในห้องหับที่จัดแบ่งไว้โดยรอบ ตรงกลางเป็นลานประลองยุทธที่มีลูกกรงขนาดใหญ่ล้อมรอบ ดูราวกับกรงขังขนาดยักษ์

จูเฉิงเลี่ยหน้าซีดเผือด เขานั่งอยู่ด้านนอกกรงขังยักษ์ พลางเหลียวมองไปรอบๆ อย่างไม่หยุดหย่อน

จูม่านหลงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือในมือกุมถ้วยชา ข้างกายคือจางเฉา ส่วนเหล่านักเลงที่สวมชุดองครักษ์กระจายตัวอยู่ทั่วทุกจุดในวังใต้ดิน

เมื่อได้ยินคำถามของบุตรชาย จูม่านหลงก็แค่นเสียงเย็นออกมาคำหนึ่ง "มีพ่อกับอาจารย์จางอยู่ที่นี่ มั่นใจได้สิบส่วนว่ามันจะมาได้แต่ไม่มีวันได้กลับไป"

จูเฉิงเลี่ยพยักหน้า สีหน้ายังคงมีความกังวล อาจเป็นเพราะ 'หากไม่ได้ทำเรื่องผิดมโนธรรม ย่อมไม่กลัวผีเคาะประตู' เมื่อทำเรื่องผิดมโนธรรมไปแล้ว ย่อมอดไม่ได้ที่จะระแวงไปสารพัด

ภายในกรงขังยักษ์เบื้องหน้าของจูเฉิงเลี่ย มีเสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังออกมาเป็นระยะ เสือโคร่งลายเหลืองตัวหนึ่งกำลังคำรามอยู่ภายในกรงเหล็กติดผนัง ดวงตาสีแดงฉานเต็มไปด้วยสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่เกิดจากความหิวโหย มันกวาดสายตามองไปยังแหล่งที่มาของเสียงโห่ร้องมากมายภายนอกกรง

คนที่นั่งอยู่ในห้องหับรอบๆ มองไม่เห็นว่าเป็นใคร แต่จูเฉิงเลี่ยจำเสียงของบางคนได้ พวกเขาล้วนเป็นเศรษฐีผู้มั่งคั่งในเมืองฉางอัน ในเวลานี้คนเหล่านั้นต่างพกความตื่นเต้น โยนเงินทองเงินตำลึงลงในถาดของเจ้าหน้าที่ดูแล พลางร้องตะโกนว่า

"เร็วเข้า เร็วเข้าหน่อย..."

เร็วเข้าเพื่อทำอะไรนั้น แม้จูเฉิงเลี่ยจะมาเป็นครั้งแรก แต่เขาก็เดาได้แล้ว

ตระกูลจูเปิดสำนักยุทธ คอยจัดหาองครักษ์ให้ตระกูลใหญ่หลายตระกูล และยังเคยทำงานสกปรกให้คนเหล่านั้น เช่น แย่งชิงที่ดิน หรือลอบทำร้ายผู้อื่น เมื่อปีที่แล้วในการเลี้ยงฉลองครั้งหนึ่ง เขาได้พบกับหลี่เทียนลู่ หลังจากคบหากันไม่กี่ครั้ง หลี่เทียนลู่ก็มอบงานที่รายได้ดีงานหนึ่งให้เขา นั่นคือการจับตัวคนที่ไม่สำคัญส่งมาที่หมู่บ้านม้าขาว โดยต้องเป็นคนที่ทางการจะไม่สืบสาวราวเรื่อง

หมู่บ้านม้าขาวเป็นลานปศุสัตว์ชนบท จูเฉิงเลี่ยจึงคิดว่าเป็นเจ้าที่ดินต้องการหาแรงงานเถื่อนมาทำนา เขาจึงตอบตกลงอย่างยินดี ตระกูลจูเป็นเบื้องหลังให้บ่อนพนันหลายแห่งในเมือง ทุกวันจะมีพวกผีพนันที่แพ้พนันจนสิ้นเนื้อประดาตัวและยังมีหนี้สินล้นพ้นตัว จนแตกหักกับคนในครอบครัว ซึ่งไม่มีใครสนใจคนพวกนี้อยู่แล้ว

คนที่ติดหนี้บ่อนพนันแล้วไม่มีเงินจ่าย จูเฉิงเลี่ยย่อมพาลูกน้องไปมัดตัวแล้วส่งมาที่หมู่บ้านม้าขาว ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ไม่มีใครไปแจ้งความต่อทางการเลยแม้แต่คนเดียว

จูเฉิงเลี่ยกอบโกยเงินทองจากเรื่องนี้ไปไม่น้อย และเขายังเคยสงสัยว่าทำไมตระกูลหลี่ถึงไม่จ้างคนงานด้วยเงินโดยตรง จนกระทั่งวันนี้เขาถึงเพิ่งเข้าใจว่า คนที่เขาส่งมาทั้งหมดนั้น ล้วนไปพบยมบาลเสียแล้ว

วังใต้ดินแห่งนี้ คือบ่อนพนันใต้ดินที่เป็นการต่อสู้ระหว่างคนกับสัตว์ เพื่อเดิมพันผลแพ้ชนะ

เสือโคร่งหิวโหยในกรงนั้นตัวไม่ใหญ่นัก หนักประมาณสองร้อยกว่าจิน แม้จะตัวเล็กแต่ก็คือเสือ จูเฉิงเลี่ยยอมรับว่าตนเองไม่มีความสามารถพอจะสู้ตัวต่อตัว แล้วพวกผีพนันที่อดอยากจนไม่มีแรงจะกินข้าวเหล่านั้นจะสู้ได้อย่างไร?

ขณะที่ในกรงยังเตรียมการไม่เสร็จ จูเฉิงเลี่ยกลับนั่งไม่ติดเสียแล้ว เพราะอย่างไรเสียคนเหล่านี้เขาก็เป็นคนจับมาเอง

แต่เหล่านักเลงก็มีกฎของนักเลง เมื่อผู้ว่าจ้างจะทำสิ่งใด ตระกูลจูรับเงินมาแล้วก็ต้องทำหน้าที่ให้ดี ไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่าย

"โฮก——"

เสียงเสือคำรามสนั่นหวั่นไหวเลื่อนลั่นไปทั้งกรง เสือโคร่งลายเหลืองกระโดดไปมาหลังลูกกรงเหล็กอย่างบ้าคลั่งจนฝุ่นตลบ

เสียงโซ่เหล็กดังเคร้งคร้างมาจากประตูกลที่อยู่ติดกำแพงด้านหนึ่งของกรง

ผู้คนที่นั่งอยู่ในห้องหับรอบๆ ต่างพากันโห่ร้องขึ้นมาทันที เศรษฐีบางคนที่พุงพลุ้ยถึงกับยืนขึ้นที่หน้าต่างห้องพัก แล้วเลิกม่านมุกออกเพื่อรับชม

แกร๊ก——

เสียงกลไกดังขึ้น ประตูกลที่กำแพงเปิดออก ชายสองคนที่สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งถูกโยนออกมา ในจำนวนนั้นมี 'ซานไฉ' ลูกจ้างของร้านตระกูลซุนรวมอยู่ด้วย

"ปล่อยข้าออกไป——"

"ช่วยด้วย——"

เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังขึ้น ชายทั้งสองตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้นทราย แล้วหันหลังวิ่งกลับไปทันที แต่น่าเสียดายที่ลูกกรงปิดลงเสียแล้ว พวกเขาทำได้เพียงเกาะลูกกรงร้องไห้โฮ โดยไม่กล้าหันไปมองกรงเหล็กที่อยู่ข้างๆ เลย

บางทีอาจเพื่อเพิ่มโอกาสชนะให้กับทั้งสองคน หลังลูกกรงจึงมีการโยนดาบหนึ่งเล่มและทวนยาวหนึ่งเล่มออกมา

ที่ด้านนอกกรง ผู้ดูแลหยิบฆ้องทองเหลืองขึ้นมาเคาะ 'ดัง——' หนึ่งครั้ง

"เริ่มได้!"

เคร้ง เคร้ง——

ลูกกรงเหล็กค่อยๆ ถูกดึงขึ้น เสือโคร่งลายเหลืองที่อดอยากมาสามวันมีน้ำลายไหลเต็มปาก มันตะกุยลูกกรงเหล็กด้วยความกระวนกระวายและโกรธแค้น พยายามจะแทรกตัวออกมา

"มารดามันเถอะ หยิบดาบขึ้นมาสิวะ!"

"ฆ่าไอ้สัตว์เดรัจฉานตัวนี้ซะ แล้วข้าจะตบรางวัลให้เจ้าหนึ่งพันตำลึง!"

เสียงโห่ร้องดังราวกับคลื่นทะเล ทุกสายตาต่างจดจ้องอย่างไม่วางตา

ชายสองคนในเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งภายในกรง ตอนแรกต่างล้มฟุบลงกับพื้นคลานหาทางออกไปทั่ว เมื่อเห็นหัวของเสือโคร่งลายเหลืองมุดออกมาจากใต้ลูกกรงเหล็กแล้ว สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดในยามคับขันก็เข้าครอบงำ คนทั้งสองที่หน้าซีดเผือดเหมือนคนตาย ต่างตะเกียกตะกายหยิบดาบและทวนขึ้นมา แล้วไปยืนพิงขอบกรงด้วยความสั่นเทา

"เข้าไปพร้อมกันสิ!"

"แยกกันจะสู้ได้อย่างไร! เข้าไปพร้อมกันเหมือนฆ่าหมูนั่นแหละ อ้อมไปข้างหลังหาโอกาสแทงดาบเดียวก็ตายแล้ว..."

ผู้ชมทั้งสี่ทิศต่างเกาะลูกกรง ตะโกนเร่งเร้าด้วยความตื่นเต้น อาการนั้นดูราวกับอยากจะลงไปสู้เสียเอง

"โฮก——"

พร้อมกับเสียงเสือคำรามที่ดังสนั่นวังใต้ดิน เสือโคร่งลายเหลืองก็หลุดออกจากกรงขัง อุ้งเท้าเสือเหยียบย่ำพื้นทรายจนฝุ่นคลุ้งและเกิดเสียงดังทึบ มันกระโจนเพียงครั้งเดียวก็ได้ไกลเกือบหนึ่งจั้ง เพียงพริบตาก็พุ่งไปถึงขอบกรง

"อ๊าก——"

เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นทันที

ความกล้าหาญอันน้อยนิดที่ชายทั้งสองเพิ่งรวบรวมได้เมื่อครู่ มลายหายไปสิ้นเมื่อได้เห็นความดุร้ายของเสือหิว พวกเขาคิดแต่จะวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง ชายคนที่วิ่งช้ากว่าถูกกรงเล็บเสือขนาดใหญ่ตะปบเข้าที่หลังจนเป็นแผลลึกเห็นกระดูกสี่รอย เขาทำได้เพียงร้องออกมาด้วยความสิ้นหวัง ก่อนที่ลำคอจะถูกคมเขี้ยวเสือขย้ำ เสียงนั้นก็เงียบหายไปในทันที

ซานไฉที่เหลืออยู่ขวัญกระเจิงไปนานแล้ว แม้แต่ดาบก็โยนทิ้งไว้บนพื้น คิดแต่จะวิ่งหนีไปให้ไกลจากเจ้าเสือใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้

หลังจากเสือหิวฆ่าคนไปหนึ่งคนแล้ว มันก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเพื่อรอรับดาบ แต่มันกลับพุ่งเข้าใส่ซานไฉติดๆ อย่างไม่ลดละ

"ไอ้หลานเต่า จะวิ่งหนีไปไหน! เอาดาบฟันมันสิ!"

"ไอ้ขยะ ข้าลงเงินพนันพวกเจ้าไปตั้งร้อยตำลึง..."

เสียงด่าทอดังระงม

พวกผีพนันที่ปะปนอยู่ในชนชั้นล่างของตลาด ส่วนใหญ่เป็นพวกเกียจคร้าน แม้แต่ชายฉกรรจ์ปกติก็ยังวิ่งสู้ไม่ได้ นับประสาอะไรกับการวิ่งแข่งกับเสือ

ซานไฉแบกกระสอบมาครึ่งปี และอาหารของร้านตระกูลซุนก็ถือว่าดี ในตอนนี้นเขาจึงวิ่งได้เร็วมาก ทว่าหากฆ่าเสือโคร่งลายเหลืองไม่ได้ ก็เป็นเพียงการยื้อชีวิตต่อไปได้อีกเพียงไม่กี่ช่วงลมหายใจเท่านั้น

จูเฉิงเลี่ยเดิมทีก็รู้สึกผิดอยู่ในใจอยู่แล้ว ในเวลานี้เขาทนดูต่อไปไม่ได้จริงๆ "ท่านพ่อ ให้ผู้ดูแลหยุดเถอะ นี่มิใช่คนสู้กับเสือแล้ว แต่นี่คือการเอาชีวิตคนมาสร้างความบันเทิง มันทำลายกุศลและสร้างบาปหนาเกินไป"

จูม่านหลงถือถ้วยชาและนิ่งเงียบไม่กล่าววาจา

ส่วนจางเฉาที่อยู่ข้างๆ มีแววตาเฉยเมย "ชีวิตและความตายล้วนถูกกำหนดโดยโชคชะตา ทำตัวเองแท้ๆ จะไปโทษใครได้?"

"ช่วยด้วย——"

ภายในกรงขัง ซานไฉร้องไห้โฮอย่างบ้าคลั่ง สองขาสับวิ่งจนเห็นเป็นภาพลางๆ พยายามจะหนีห่างจากเสือดุที่ใกล้เข้ามาข้างหลังทุกที

แต่มันไร้ผล

ผู้ชมรอบๆ เริ่มลุกขึ้นยืนด่าทอ เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจกับการแสดงฉากใหญ่นี้

ในขณะที่เสือโคร่งลายเหลืองกระโจนออกไป ปากขนาดใหญ่ที่เปื้อนเลือดกำลังจะงับเข้าที่ท้ายทอยของซานไฉ ทันใดนั้นก็มีเสียงตะคอกดังสนั่นขึ้นภายในวังใต้ดิน

"ไอ้สัตว์เดรัจฉาน!"

เสียงนั้นราวกับเสียงฟ้าผ่า กลบเสียงอื้ออึงของคนทั้งสนาม และก้องสะท้อนไปทั่ววังใต้ดิน

ถ้วยชาในมือของจูม่านหลงสั่นไหวเล็กน้อย ดวงตาประดุจเหยี่ยวของเขาจ้องเขม็งไปยังทางเข้าอุโมงค์หินของวังใต้ดิน...

---

จบบทที่ 34 - เลือดย้อมหมู่บ้านม้าขาว

คัดลอกลิงก์แล้ว