- หน้าแรก
- อ๋องน้อยผู้โหดเหี้ยม
- 32 - เตรียมพร้อมรับมือ
32 - เตรียมพร้อมรับมือ
32 - เตรียมพร้อมรับมือ
32 - เตรียมพร้อมรับมือ
ยามเที่ยงวัน สวีปู้หลิงบังคับรถม้าข้ามผ่านถนนจูเชวี่ยที่คลาคล่ำไปด้วยรถและม้า เขาอยู่ในชุดวิทยายุทธที่พบเห็นได้ทั่วไปตามองครักษ์ กระบี่ล้ำค่าที่เอวถูกเปลี่ยนเป็นดาบยาวสี่ฟุตสะพายไว้บนหลังห่อด้วยผ้าดำ บนศีรษะสวมหมวกฟาง และที่คอยังมีผ้าคลุมหน้าสีดำห้อยอยู่สำหรับใช้พรางตา
ภายในห้องโดยสาร เซียวถิงนั่งตัวตรงสนิท พลางบ่นงึมงำอย่างภาคภูมิใจ
"ปู้หลิง เมื่อก่อนปู่ข้าจูงม้าให้ปู่เจ้า มาตอนนี้โชคชะตาผันเปลี่ยน ถึงตาเจ้ามาขับรถม้าให้ข้า เรื่องนี้เรียกว่าอะไร?"
"สามสิบปีแม่น้ำฝั่งตะวันออก สามสิบปีแม่น้ำฝั่งตะวันตก อย่าได้ดูแคลนหนุ่มน้อยยามยาก"
สวีปู้หลิงตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ
ดวงตาของเซียวถิงเป็นประกาย ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "อืม... ไม่เลวๆ อายุยังน้อยกลับมีความเข้าใจเยี่ยงนี้ นับว่าสั่งสอนได้..."
สวีปู้หลิงคร้านจะใส่ใจเจ้าเครื่องมือผู้นี้ เขาตรองดูเล็กน้อยก่อนหันไปกำชับ
"เรื่องที่วันนี้ข้าไปหมู่บ้านม้าขาว อย่าให้ลู่ฮูหยินรู้เข้าล่ะ"
เซียวถิงยิ้มบางๆ "เรื่องเล็ก ขอเพียงคุณชายผู้นี้เล่นสนุกจนพอใจ ย่อมจะช่วยเจ้าเก็บความลับเอง..."
สวีปู้หลิงหยุดรถม้าตรงประตูย่านต้าเยี่ย กวักมือเรียกจูม่านจื่อที่กำลังมองหาอยู่รอบๆ
จูม่านจื่อเปลี่ยนมาสวมชุดธรรมดาตามคำสั่งของสวีปู้หลิง เสื้อสีขาวนวลปักลายกลีบดอกท้อ กระโปรงพื้นแดงลายดอกขาว เกล้าผมทรงคู่ (ซวงผิงจี้) ที่ติ่งหูยังห้อยตุ้มหูสีเขียวมรกตสองข้าง ด้วยวัยสิบหกปีทำให้ดูเหมือนเด็กสาวข้างบ้านที่มีความอ่อนต่อโลกยิ่งนัก เพียงแต่ทรวงอกที่อวบอิ่มนั้นดูจะไม่ค่อยเข้ากับอายุเท่าใดนัก
เมื่อเห็นรถม้า จูม่านจื่อตาเป็นประกาย ถกกระโปรงวิ่งตรงมา พลางร้องทักมาแต่ไกลด้วยความร่าเริง
"คุณชายสวี แต่งกายเช่นนี้ใช้ได้หรือไม่?"
"ใช้ได้"
สวีปู้หลิงขยับที่นั่งไปด้านข้างเล็กน้อย จูม่านจื่อจึงกระโดดขึ้นรถม้าอย่างแคล่วคล่อง นั่งลงตรงขอบด้านนอก ยื่นมือไปรับแส้ม้า
"เรื่องเช่นนี้ให้ข้าทำเองเถิด ท่านกายพันชั่งมาขับรถม้าไม่เหมาะสม..."
เซียวถิงได้ยินเสียงจึงเลิกม่านรถโผล่หัวออกมา "เหตุใดจะไม่เหมาะสม? ขับรถให้ข้าถือเป็นบุญวาสนาของเขา..."
พอหันไปเห็นจูม่านจื่อ เซียวถิงก็ชะงักไป พิจารณาดูอยู่อึดใจหนึ่ง สีหน้าพลันเปลี่ยนไป กลายเป็นท่าทางของคุณชายผู้สง่างาม
"ข้าน้อยเสียมารยาทแล้ว! ผู้น้อยเซียวถิง บังอาจถามชื่อเสียงเรียงนามของคุณหนู?"
จูม่านจื่อคิดไม่ถึงว่าในรถม้าจะมีคนอื่นอยู่ด้วย นางหันไปมองแวบหนึ่ง ขมวดคิ้วเล็กน้อย
"คุณชายสวี เจ้าคนผู้นี้คือใครหรือ?"
"บุตรชายคนที่สองของอัครเสนาบดีเซียว หลานชายของไทเฮาองค์ปัจจุบัน สายตรงของตระกูลเซียวแห่งไหวหนาน"
"..."
สีหน้าจูม่านจื่อเปลี่ยนไปทันที ตระกูลเซียวแห่งไหวหนานคือขุนนางตระกูลใหญ่ระดับแนวหน้า หากพูดกันตามตรง ฐานะของเจ้าคนโง่ตรงหน้านี้แทบไม่ต่างจากสวีปู้หลิงเลย
จูม่านจื่อนั่งตัวตรงขึ้นเล็กน้อย "ที่แท้คือคุณชายใหญ่เซียว ได้ยินชื่อเสียงมานานไม่สู้ได้พบเห็นจริง ช่างสง่างามดั่งต้นหยกต้องลม กลิ่นอายสูงส่งเหนือโลกจริงๆ"
เซียวถิงทำท่าทางถ่อมตัว ใช้นิ้วปัดปอยผมที่ปรกหน้าผาก "ชมเกินไปแล้ว ทั้งหมดสหายล้วนยกยอไปเอง คุณชายผู้นี้เป็นคนเป็นกันเองที่สุด... จริงด้วย สวีปู้หลิง เมื่อครู่ลู่ฮูหยินบอกว่าข้ากับเจ้าคือ 'ความต่างระหว่างเมฆากับโคลนตม'"
"นั่นแน่นอนอยู่แล้ว!" จูม่านจื่อพยักหน้าอย่างจริงจัง "คุณชายเซียวกับคุณชายสวี ย่อมต่างกันดั่งเมฆากับโคลนตม"
"เช่นนั้นหรือ? ข้านึกว่าลู่ฮูหยินหลอกข้าเสียอีก..."
สวีปู้หลิงมีสีหน้าประหลาดพิกล เขาเอื้อมมือไปดึงม่านรถปิดลง เพื่อช่วยจูม่านจื่อที่ไม่รู้จักรับคำอย่างไรต่อ... ---
หมู่บ้านม้าขาวตั้งอยู่ชานเมืองทางเหนือของฉางอัน ที่นาดีนับพันมู่ล้วนเป็นทรัพย์สินของตระกูลหลี่ หลี่โหวผู้ซื่อสัตย์กล้าหาญได้รับบรรดาศักดิ์โหวเพราะปกป้องเจ้านายด้วยชีวิต บรรพบุรุษไม่ได้มีความชอบทางทหารมากนัก เมื่อตระกูลขุนพลไม่มีความชอบทางทหารหนุนหลัง ต่อให้ได้รับความโปรดปราน ตระกูลขุนพลอื่นก็ไม่ยอมรับ ดังนั้นจึงไม่เคยได้ดำรงตำแหน่งสำคัญ
ตระกูลหลี่ไม่ได้คิดจะแย่งชิงกับตระกูลขุนศึกในแคว้นต้าเยว่ พวกเขาอาศัยอยู่ในฉางอันอย่างสงบเสี่ยมเพื่อสร้างสายสัมพันธ์ ปัจจุบันเจ้าบ้านหลี่เป่าอี้ดำรงตำแหน่งขุนพลเมฆาเหิน (อวิ๋นฮุยเจียงจวิน) ขั้นสาม ซึ่งในแคว้นต้าเยว่ที่นักรบมีฐานะสูง ก็นับว่าเป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนัก
บุตรชายคนโตของตระกูลหลี่ปัจจุบันเฝ้าชายแดนทางใต้ ส่วนบุตรชายคนที่สองหลี่เทียนลู่ตามธรรมเนียมของตระกูลใหญ่ มีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของตระกูลและคบค้าสมาคมกับเหล่าบุตรหลานตระกูลสูงศักดิ์ที่ถนนขุยโซ่ว หน้าที่นี้แทบไม่ต่างจากเซียวถิง
หมู่บ้านม้าขาวแม้จะบอกว่าเป็นหมู่บ้านเกษตรกรรม แต่ผ่านการก่อสร้างของตระกูลหลี่มาหลายปี ปัจจุบันจึงไม่ต่างจากอุทยาน เนื่องจากเป็นสวนส่วนตัวจึงไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าชม ต้องมีเทียบเชิญเท่านั้นจึงจะเข้าไปได้
ช่วงบ่าย
กลุ่มอาคารในหมู่บ้านม้าขาวดูสงบและร่มเย็น ชาวนาถือจอบเดินไปมาตามทางเล็กๆ ในทุ่งนา ส่วนถนนสายหลักตรงกลางมักมีรถม้าและม้าฝีเท้าดีวิ่งผ่านไปมาบ่อยครั้ง
ด้านนอกซุ้มประตูหมู่บ้าน มีองครักษ์พกดาบเดินตรวจตรา ในที่ลับก็มีรอดฝีมือคอยเฝ้าดูอยู่ไม่ขาด เมื่อมีแขกมาถึง พ่อบ้านที่รออยู่หน้าหมู่บ้านจะเข้าไปต้อนรับอย่างกระตือรือร้น
ทว่า ในหมู่บ้านเกษตรกรรมที่ดูเงียบสงบแห่งนี้ บรรยากาศในวันนี้กลับดูแปลกประหลาดอยู่บ้าง
ภายในโถงหลักของหมู่บ้านม้าขาว มีคนสองคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือด้านข้าง จูเฉิงเลี่ยแห่งสำนักกรงเล็บเหยี่ยวสวมชุดวิทยายุทธยืนอยู่เบื้องหลังชายชราผมขาวผู้หนึ่ง ใบหน้าละม้ายคล้ายกันเจ็ดแปดส่วน เพียงแต่ชายชรามีข้อนิ้วใหญ่โต กล้ามเนื้อทั่วร่างดูแน่นหนากว่าจูเฉิงเลี่ยเสียอีก ดวงตาเหยี่ยวคู่นั้นเป็นประกายเจิดจ้า เขาคือจูม่านหลง ผู้ได้รับสมญานาม 'หัตถ์สยบมังกร'
ฝ่ายตรงข้ามคือจางเฉา เจ้าสำนักทงเป้ยแห่งถนนหู่ไถ จางเฉาใช้เพลงหมัดทงเป้ย ซึ่งมีชื่อเสียงในยุทธภพว่า 'สองแขนเชื่อมถึงกัน เย็นเฉียบ ยืดหยุ่น รวดเร็ว' สืบทอดมาจากตระกูลฉีแห่งสวีโจว ต่างจากจูม่านหลงที่เข้าฉางอันมาเพียงลำพัง จางเฉาเป็นอาจารย์สอนมวยที่ตระกูลฉีแห่งสวีโจวส่งมาโดยเฉพาะ ถือได้ว่ามาจากสำนักยุทธที่มีชื่อเสียงอย่างแท้จริง
โถงหลักตกแต่งอย่างหรูหรา ที่นั่งประธานด้านบนมีชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอยู่อย่างผ่อนคลาย แววตาโอหัง ในมือถือจอกเหล้าแกว่งไปมาเบาๆ พลางฟังบทสนทนาของทั้งสอง
"เจ้าสำนักจู ท่านแน่ใจหรือว่าคนผู้นั้นเมื่อวาน ใช้ท่า 'มังกรทองสบถ' ในเพลงหมัดทงเป้ย?"
คนที่พูดคือจางเฉา ยุทธภพมีกฎของยุทธภพ ไม่ว่าตระกูลใหญ่หรือสำนัก การสืบทอดวิทยายุทธล้วนไม่ใช่เรื่องเล็ก พ่อสอนลูกอาจารย์สอนศิษย์ ปรมาจารย์ผู้ทรงคุณธรรมหากเห็นว่าศิษย์หรือบุตรชายจิตใจไม่เที่ยงธรรม ยอมให้วิชาตายไปกับตัวดีกว่าสอนออกไปทำร้ายคน
และในแต่ละสำนักพื้นฐานจะมีวิชาไม้ตายอยู่ไม่กี่ท่า ไม่ใช่เพียงแค่ดูคนอื่นรำหนเดียวจะเรียนรู้ได้ หากไม่มีอาจารย์พร่ำสอนด้วยตนเอง ทั้งชีวิตก็เป็นได้แค่ท่ารำที่สวยงามแต่ไร้พลัง
ท่า 'มังกรทองสบถ' ในเพลงหมัดทงเป้ย ก็คือหนึ่งในนั้น
จูม่านหลงถือถ้วยชา พยักพเยิดหน้าเป็นสัญญาณ
จูเฉิงเลี่ยที่ใบหน้ายังคงขาวซีดดั่งคนป่วย เดินไปกลางโถงแล้วเปลื้องชุดวิทยายุทธออก กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ปรากฏสู่สายตาในอากาศที่หนาวเย็น เห็นได้ชัดว่าที่หลัง หน้าอก และแขนล้วนมีรอยฟกช้ำ
จางเฉาวางถ้วยชา ลุกเดินเข้าไปพิจารณาบาดแผลอย่างละเอียด คิ้วขมวดมัด
"เป็นท่ามังกรทองสบถจริงๆ หากไม่ฝึกฝนอย่างหนักสิบปี ย่อมใช้ไม่ออกถึงระดับนี้"
จูเฉิงเลี่ยสวมเสื้อผ้ากลับตามเดิม มองไปยังคนด้านบน "คนผู้นั้นกำลังไล่ตามผีพนันคนหนึ่ง ทั้งยังถามถึงเรื่องหมู่บ้านม้าขาว คุณชายหลี่ท่านเห็นว่า..."
หลี่เทียนลู่ที่แกว่งจอกเหล้าอยู่ แค่นเสียงเหอะออกมาคำหนึ่ง
"อาจจะเป็นคนในยุทธภพที่ถูกผีพนันหลอกเงินไป... ฟังพวกท่านว่าวิชาฝีมือสูงส่งมาก เพื่อความปลอดภัย เจ้าสำนักทั้งสองโปรดพักอยู่ที่นี่สักสองสามวัน ขอเพียงมันกล้าบุกเข้ามา ก็ไม่ต้องออกไปอีกแล้ว"
จูม่านหลงและจางเฉาพยักหน้าเบาๆ "คุณชายหลี่โปรดวางใจ"
จูเฉิงเลี่ยลังเลเล็กน้อย "วิชาที่คนผู้นี้เรียนมานั้นหลากหลายนัก ที่มาคงไม่ธรรมดา หากว่าเป็นคนของทางการ..."
"ในเมืองฉางอัน ขอเพียงไม่ใช่คนจากหลังซุ้มประตูแปดเหลี่ยมสามแห่งที่ถนนขุยโซ่ว ล้วนต้องไว้หน้าคุณชายผู้นี้หลายส่วน"
หลี่เทียนลู่แววตาโอหัง แค่นเสียงเหอะออกมาเบาๆ ลุกขึ้นเดินไปนอกโถง "ทั้งสองท่านลงมือได้เต็มที่ ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง หากเกิดเรื่องขึ้นคุณชายผู้นี้จะรับผิดชอบให้เอง"
"น้อมส่งคุณชายหลี่!"
จูม่านหลงและจางเฉาต่างพยักหน้า...
---