- หน้าแรก
- อ๋องน้อยผู้โหดเหี้ยม
- 29 - ผู้พเนจรนิ้วเหยี่ยว
29 - ผู้พเนจรนิ้วเหยี่ยว
29 - ผู้พเนจรนิ้วเหยี่ยว
29 - ผู้พเนจรนิ้วเหยี่ยว
โคมไฟแกว่งไกวตามสายลม หิมะโปรยปั้นในลานกว้าง
ที่ขอบลานประลองวรยุทธ สวีปู้หลิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองไปยังจูเฉิงเลี่ยและครูฝึกวรยุทธสองคนที่อยู่เบื้องหน้า
ประโยคที่ว่า "เจ้าเกี่ยวอะไรด้วย?" เห็นได้ชัดว่าทำให้จูเฉิงเลี่ยและพวกโกรธจัด การบังอาจเปิดโรงฝึกสอนวรยุทธในถนนหู่ไถย่อมมีผู้มาท้าดวลทุกวัน แต่ตามกฎแล้วต้องส่งเทียบท้ากำหนดเวลาประลองก่อน การบุกเข้ามาโดยไม่เห็นหัวกฎระเบียบเช่นนี้ถือเป็นครั้งแรก
จูเฉิงเลี่ยเลิกชายเสื้อยาวขึ้นผูกไว้ที่เอว แล้วมองไปยังกระบี่ในมือของสวีปู้หลิง
"ล้างแค้นหรือท้าดวล?"
สวีปู้หลิงวางกระบี่ลงบนแท่น แล้วกระดิกนิ้วเรียก ถือเป็นการตอบแทน
"ไอ้หนูนี่มันโอหังนัก!"
จูเฉิงเลี่ยสีหน้าเข้มขึ้น เท้ากระทบพื้นหิมะอย่างแรง ทิ้งรอยเท้าไว้สองรอยบนพื้น ร่างพุ่งออกไปดุจลูกศรที่หลุดจากคันศร มือทั้งสองข้างกางออกนิ้วทั้งห้าประดุจขอเหล็ก พุ่งเข้าหาสวีปู้หลิงที่นั่งอยู่บนแท่นเหมือนเหยี่ยวโฉบกระต่าย
ดังคำที่ว่า 'ผู้เชี่ยวชาญลงมือ ย่อมรู้ว่ามีดีหรือไม่' จูม่านจื่อที่โผล่หัวออกมาจากกำแพงพลันเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เพียงแค่กระบวนท่านี้ก็เหนือกว่าพวกนักเลงข้างถนนอย่างเห็นได้ชัด นี่คือความแตกต่างระหว่างมืออาชีพและมือสมัครเล่น
ครูฝึกวรยุทธสองคนเห็นสวีปู้หลิงถือดีนั่งรับกระบวรท่า ในดวงตาก็ฉายแววดูแคลนออกมาเล็กน้อย
วิชากรงเล็บเหยี่ยวตระกูลจูได้รับสืบทอดมาจากสำนักกรงเล็บเหยี่ยว ถือเป็นวิชาชั้นเลิศในยุทธภพ โดดเด่นเรื่องความคล่องแคล่วและรวดเร็ว ผู้ที่บรรลุขั้นสูงพลังมือนั้นรุนแรงพอจะทลายขุนเขาและแยกศิลาได้
นักสู้ต้องใช้พลังจากพื้นดิน เมื่อนั่งอยู่ย่อมส่งแรงได้ยาก จะต้านทานจูเฉิงเลี่ยที่ระเบิดพลังออกมาอย่างดุดันได้อย่างไร?
แต่สิ่งที่ครูฝึกทั้งสองคาดไม่ถึงคือ ชายสวมหมวกสานที่นั่งบนแท่น ในยามที่จูเฉิงเลี่ยพุ่งเข้ามาถึงระยะสามก้าว รองเท้าหนังของเขาก็กดลงบนขอบแท่นหินเบาๆ ร่างก็ทะยานขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่รีบร้อนแต่กลับรวดเร็วอย่างประหลาด
ครูฝึกทั้งสองเห็นภาพนั้นม่านตาก็พลันหดเล็ก คำว่า 'ระวัง' ยังไม่ทันออกจากปาก ก็ได้เห็นฉากที่เหลือเชื่อ
สวีปู้หลิงเผชิญหน้ากับกรงเล็บเหล็กสองข้างที่พุ่งเข้ามา เขากางนิ้วทั้งห้าเป็นรูปกรงเล็บเช่นกัน แต่ไม่ดุดันเหมือนจูเฉิงเลี่ย แขนของเขาพุ่งออกไปเหมือนงูเลื้อย พันรอบแขนของจูเฉิงเลี่ยขึ้นไป และพุ่งเข้าหาลำคอของจูเฉิงเลี่ยโดยตรง
จูเฉิงเลี่ยตกใจมาก รู้ตัวว่าประมาทศัตรู จึงรีบเปลี่ยนท่าจากรุกเป็นรับ เอนหลังไปข้างหลังแล้วยกแขนขึ้นปัดนิ้วที่พุ่งเข้าหาคอหอยออกไป
แควก—
เสียงเสื้อคลุมฉีกขาดดังขึ้น
จูเฉิงเลี่ยรีบถอยกึ่งวิ่งไปข้างหลัง 'ตึกๆๆ—' เว้นระยะห่างออกไปกว่าหนึ่งจั้ง เมื่อหยุดยืน ชายเสื้อที่แขนซ้ายก็ขาดเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ บนท่อนแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อปรากฏรอยเลือดสี่ทาง เหมือนถูกเสือโคร่งตะปบเข้าอย่างจัง
ครูฝึกทั้งสองต่างตกตะลึง ในหน้าไม่มีแววดูแคลนเหลืออยู่อีกต่อไป
เมื่อครู่หากจูเฉิงเลี่ยปฏิกิริยาไม่ไวพอ กรงเล็บนี้ลงไป คอหอยคงขาดสะบั้นไปแล้ว
"หัตถ์คว้ากระเรียน!?"
แขนของจูเฉิงเลี่ยเลือดไหลไม่หยุด เขาหยิบกำหมัดเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด จ้องมองสวีปู้หลิงเขม็ง
"เจ้าเป็นใคร! เหตุใดถึงใช้วิชาของสำนักกรงเล็บเหยี่ยวได้?"
สำนักกรงเล็บเหยี่ยวตามชื่อเลยคือฝึกฝนวิชาที่มือ 'กรงเล็บเหยี่ยว, คว้ากระเรียน' ล้วนเป็นวิชาลับ หนึ่งแกร่งหนึ่งอ่อน ในจำนวนนั้นหัตถ์คว้ากระเรียนถือว่าเหนือชั้นกว่า ใช้ความอ่อนสยบความแข็งด้วยพลังที่ประณีต ถือเป็นวิชาเชิดหน้าชูตาของสำนักกรงเล็บเหยี่ยวที่ไม่เคยถ่ายทอดให้คนนอก แม้แต่จูม่านหลงยังไม่ได้เรียน
ชายสวมหมวกสานผู้นี้ใช้ 'หัตถ์คว้ากระเรียน' ได้อย่างช่ำชอง ย่อมทำให้จูเฉิงเลี่ยสงสัยในที่มาของเขา
สวีปู้หลิงเลิกหมวกสานขึ้นเล็กน้อย ไม่ตอบคำถาม เขาใช้เท้าทั้งสองกระทืบพื้นอย่างแรงแล้วทะยานขึ้นฟ้า ลูกเตะข้างที่รวดเร็วถึงขีดสุดกวาดเข้าหาจูเฉิงเลี่ย ชุดขาวม้วนเอาหิมะปลิวว่อนไปทั่วฟ้า
จูเฉิงเลี่ยสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เขาเอนหลังหลบหลีกโดยไม่ลังเล มือซ้ายค้ำไว้บนพื้นหิมะด้านหลัง มือขวาคว้าเข้าหาเป้ากางเกงของสวีปู้หลิง
สายตาของสวีปู้หลิงฉายแววดูแคลนเล็กน้อย เขาชักขาลงกลางอากาศแล้วร่อนลงสู่พื้น หลบหลีกกระบวนท่าสกปรกที่หวังจะล้วงเป้าได้ทัน
จูเฉิงเลี่ยพลาดท่าหนึ่งกระบวนท่า ยังไม่ทันทรงตัวได้จากการตีลังกากลับหลัง สวีปู้หลิงก็รวบหมัดไว้ที่เอว แล้วชกออกไปราวกับค้อนเหล็กสองอัน พุ่งเข้าหาหน้าอกของจูเฉิงเลี่ยโดยตรง
จูเฉิงเลี่ยรับมือไม่ทัน ได้แต่ยกแขนที่โชกเลือดขึ้นต้านทาน
ตึ้ง—
ชายเสื้อสะบัดเสียงดังปังจากการปะทะ จูเฉิงเลี่ยรับหมัดเข้าจังๆ แขนกระแทกเข้ากับหน้าอก ร่างทั้งร่างปลิวละลิ่วไปข้างหลัง
สวีปู้หลิงชกออกไปหนึ่งหมัด ร่างกายไม่หยุดชะงักแม้แต่น้อย เขาวิ่งตามออกไปทันที คว้าเข้าที่หน้าแข้งของจูเฉิงเลี่ยแล้วกระชากกลับมา จากนั้นเปลี่ยนหมัดเป็นฝ่ามือ ประกบมือเข้าด้วยกัน เป็นท่าแม่ไม้มวยมาตรฐาน 'วานรเฒ่าถวายตรา' พุ่งเข้าหาจูเฉิงเลี่ยที่ลอยอยู่กลางอากาศ
"ยั้งมือด้วย!"
ครูฝึกวรยุทธทั้งสองหน้าซีดเผือด ท่าวานรเฒ่าถวายตราเป็นท่าสังหารของมวยสิงอี้ (มวยไร้ลักษณ์) หากโดนเข้าไปครั้งนี้ถ้าไม่ตายก็ต้องพิการ พวกเขารีบพุ่งออกไปหมายจะขัดขวาง แต่ก็ไม่มีความเร็วพอจะพุ่งเข้าไปถึงตัวได้ทัน
ตึ้ง—
เพิ่งจะวิ่งออกมาได้ไม่กี่ก้าว จูเฉิงเลี่ยก็โดนฝ่ามือสองข้างและเข่าหนึ่งข้างเข้าอย่างจัง ร่างทั้งร่างปลิวออกไปดุจลูกปืนใหญ่ กระแทกเข้ากับพื้นหิมะกลิ้งไปไกล เมื่อหยุดลงเลือดก็เต็มปาก มีเสียงไอแหบพร่าดังออกมาไม่ขาดสาย
ครูฝึกทั้งสองโกรธจัด แต่ไม่กล้าบุกเข้าไปโดยตรง ได้แต่จ้องมองด้วยความโกรธแค้น "จอมยุทธน้อย ท่านช่างไร้กฎระเบียบนก การประลองเหตุใดถึงต้องลงมือถึงตายเช่นนี้!" พูดพลางรีบวิ่งไปพยุงจูเฉิงเลี่ย
จูเฉิงเลี่ยหมอบอยู่บนพื้นไอออกมาอย่างทรมาน มือตะเกียกตะกายบนอิฐหิมะหลายครั้งแต่ก็ลุกไม่ขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยจ้องมองสวีปู้หลิง
"ท่ามังกรสะบัดหางของสำนักเท้าวายุ ท่ามังกรทองสบถของสำนักมวยทอง ท่าวานรเฒ่าถวายตราของมวยสิงอี้... เจ้าเป็นใครกันแน่?"
"ผู้พเนจรนิ้วเหยี่ยว สวีซ่านซ่าน"
สวีปู้หลิงรวบหมัดยืนนิ่ง หยิบน้ำเต้าเหล้าจากบนแท่นขึ้นมาจิบคำหนึ่ง สายตาเรียบเฉย "ที่ไว้ชีวิตเจ้า เพราะมีคำถามจะถามเจ้า ซานไฉเจ้าเจ้ารู้จักหรือไม่? เจ้าผีพนันที่เสียเงินไปสองร้อยตำลึงเมื่อไม่กี่วันก่อนคนนั้น"
จูเฉิงเลี่ยยืนขึ้นโดยมีครูฝึกพยุง มุมปากเต็มไปด้วยคราบเลือด เขากัดฟันจ้องสวีปู้หลิงเขม็ง
"เขาเป็นอะไรกับเจ้า?"
สวีปู้หลิงยกกระบี่ยาวขึ้น รองเท้าหนังเหยียบผ่านพื้นหิมะ น้ำเสียงเรียบเย็น "ข้าถาม เจ้าตอบ พวกที่เปิดบ่อน ค้าเกลือเถื่อน ในสายตาข้าไม่นับว่าเป็นคน"
จูเฉิงเลี่ยกัดฟัน มองดูกระบี่ยาวในมือสวีปู้หลิง อั้นไว้นานจึงกล่าวเสียงหนักว่า
"ติดเงินข้าอยู่ จึงถูกส่งไปที่หมู่บ้านม้าขาวเพื่อขัดดอกแล้ว"
สวีปู้หลิงขมวดคิ้ว "หมู่บ้านม้าขาวคือที่ใด? เป็นกิจการของใคร?"
จูเฉิงเลี่ยแค่นเสียงเหอะ "เจ้าล่วงเกินไม่ไหวหรอก..."
คำพูดยังไม่ทันจบ กระบี่ยาวในมือสวีปู้หลิงก็ออกจากฝักเสียง 'เช้ง' พุ่งออกไปเหมือนลิ้นงูขาวแล้วชักกลับทันที
ครูฝึกที่อยู่ข้างกายจูเฉิงเลี่ยรู้สึกเย็นวาบที่หน้าอก ความเจ็บปวดเพิ่งจะแล่นเข้ามา เสียงร้องโหยหวนยังไม่ทันพ้นคอ มือข้างหนึ่งก็คว้าคอของครูฝึกผู้นั้นไว้ กลายเป็นเสียง 'เอื้อๆ—' ในลำคอ บนหน้าอกมีรอยเลือดหนึ่งทาง ค่อยๆ ซึมเปียกเสื้อคลุม
"หากไม่ห้ามเลือดรักษา อย่างมากแค่ครึ่งก้านธูปเขาก็ต้องตายที่นี่ เจ้าลองคิดดู"
สวีปู้หลิงใช้มือข้างเดียวบีบคอครูฝึกไว้ หมวกสานเผยให้เห็นคาง โดยไม่มีอารมณ์ใดๆ ปรากฏบนใบหน้า
คำพูดของจูเฉิงเลี่ยหยุดชะงักลงทันที เขามองดูครูฝึกที่มีใบหน้าบิดเบี้ยวและชักกระตุกไม่หยุด ในดวงตามีความตกตะลึงที่ยากจะอธิบาย เห็นได้ชัดว่าไม่เคยพบคนใจอำมหิตเช่นนี้มาก่อน เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสียงหนัก
"หมู่บ้านม้าขาวเป็นหมู่บ้านของคุณชายหลี่เทียนลู่แห่งถนนขุ่ยโซ่ว มักจะต้องการพวกผีพนันที่แพ้พนันจนหมดตัว ข้าก็ไม่รู้ว่าเอาไปทำอะไร..."
สวีปู้หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเคยได้ยินเจิ้งซานเตาพูดถึงว่าในเมืองฉางอันมักจะมีผีพนันหายสาบสูญไปบ่อยๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับหมู่บ้านม้าขาวนอกเมือง นึกไม่ถึงว่าวนไปวนมาจะกลับมาที่จุดเริ่มต้น
ส่วนหลี่เทียนลู่ สวีปู้หลิงพอจะรู้จัก เขาเป็นบุตรชายคนที่สองของจงหย่งโหวหลี่เป่าอี้ อาศัยอยู่ที่ท้ายถนน บรรพบุรุษไม่มีความดีความชอบใหญ่อันใด เพียงแต่ได้อวยยศเพราะยอมให้คนฟันร่างเพื่อช่วยชีวิตฮ่องเต้เสี้ยวจง ผ่านมาหลายชั่วอายุคน ก็นับว่าเป็นตระกูลชั้นนำในเมืองฉางอันแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนี้ สวีปู้หลิงจึงปล่อยมือจากครูฝึก "จะเข้าไปได้อย่างไร?"
"คุณชายหลี่รับเฉพาะคนคุ้นเคย คนทั่วไปเข้าไปไม่ได้เด็ดขาด"
"คนคุ้นเคย..."
สวีปู้หลิงครุ่นคิดอยู่รอบหนึ่ง แล้วพยักหน้าเบาๆ หมุนตัวกระโดดข้ามกำแพงออกจากโรงฝึกวรยุทธไป
จูเฉิงเลี่ยถอนหายใจยาว ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นพลางกุมหน้าอก
ครูฝึกพยุงพี่น้องที่บาดเจ็บ มองไปยังทิศทางที่สวีปู้หลิงจากไป
"คนผู้นี้ไม่ธรรมดา มีวรยุทธเพียงนี้ไม่รวยก็ต้องสูงศักดิ์ แต่ฉายา 'ผู้พเนจรนิ้วเหยี่ยว' ไม่เคยได้ยินมาก่อน คงจะเป็นชื่อที่อ้างขึ้นมาลอยๆ ควรทำอย่างไรดี?"
จูเฉิงเลี่ยไม่ใช่คนโง่ ผู้ที่มีวรยุทธเหนือชั้นและกล้าอาละวาดในเมืองฉางอันได้เช่นนี้ ถ้าไม่ใช่หมาป่าองครักษ์แห่งค่ายเทียนจื้อ ก็ต้องเป็นคนสนิทของขุมกำลังใดขุมกำลังหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนล้วนล่วงเกินไม่ได้ ในยามนี้ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับความซวยไป
"ดูจากเจตนาของเขา เขาคงจะไปตรวจสอบคุณชายหลี่ ไปบอกท่านพ่อก่อน แล้วค่อยรอดูสถานการณ์..."
ภายในตรอก จูม่านจื่อเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมด หลังจากได้เห็นรูปแบบการลงมืออันโหดเหี้ยมของสวีปู้หลิงมาหลายครั้ง นางก็ไม่รู้สึกแปลกใจอีกต่อไป เมื่อเห็นสวีปู้หลิงพลิกกำแพงออกมาถอดหมวกสานออก นางจึงรีบประจบประแจงทันที
"คุณชายสวี ฝีมือเมื่อครู่ของท่านร้ายกาจยิ่งนัก โดยเฉพาะประโยค 'ข้าถาม เจ้าตอบ' นั้น ช่างดูน่าเกรงขามเหลือเกิน..."
สวีปู้หลิงยิ้มเบาๆ "อย่าได้ประจบสอพลอนักเลย"
"ฮิๆ..." จูม่านจื่อไพล่มือเดินตามไป พลางคิด "คุณชายเหตุใดถึงเรียกตนเองว่า 'สวีซ่านซ่าน' (สวีวิบวับ 55555)?"
"ช่างเถอะ เจ้าฟังไม่เข้าใจหรอก"
"อ้อ... แล้ว 'ผู้พเนจรนิ้วเหยี่ยว' คืออะไรหรือ?"
*"คาโต้ ทากะ... เจ้ายังเด็กนัก ไว้ภายหลังข้าค่อยอธิบายให้ฟัง"
สวีปู้หลิงมองดูท้องฟ้า "เลยยามจื่อ (23.00 - 01.00 น.) มาแล้ว กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ พรุ่งนี้ไปลางานที่กรมสืบสวนหนึ่งวัน เปลี่ยนเป็นชุดธรรมดา ช่วงเที่ยงไปรอข้าที่หน้าประตูเรือนในเขตต้าเยี่ยจะไปดูที่หมู่บ้านม้าขาวสักหน่อย"
จูม่านจื่อส่งเสียง 'อืม' คิดดูแล้วจึงกดดาบข้างเอวเดินออกไป เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ไม่ลืมหันกลับมา "ฟ้ามืดทางลื่น คุณชายสวีเดินทางระมัดระวังด้วย!"
สวีปู้หลิงยกมืออำลา จากนั้นจึงควบม้าพุ่งทะยานจากไป...
---
*(คาโต้ ทากะ พระเอกหนัง AV ฉายาดรรชนีทลายเขื่อน 555555)
………