- หน้าแรก
- อ๋องน้อยผู้โหดเหี้ยม
- 28 - ก็แค่เรื่องเท่านี้?
28 - ก็แค่เรื่องเท่านี้?
28 - ก็แค่เรื่องเท่านี้?
28 - ก็แค่เรื่องเท่านี้?
ก่อนหน้านี้ไม่นาน สวีปู้หลิงได้กลับมาที่ตรอกในถนนฉางเล่อ
จูม่านจื่อโอบกระบี่ยาวไว้ในอ้อมอก ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ นางวิ่งเข้ามาใกล้แล้วพินิจมองเขา
"คุณชายสวี ท่านช่างร้ายกาจยิ่งนัก ท่านสี่เฉินผู้นั้นถือเป็นยอดฝีมือในถนนสายนี้ วิชาคงกระพันของเขามีชื่อเสียงโด่งดัง..."
"อย่างเขาน่ะหรือ หมัดสามหมัดก็ต้านทานไม่ไหว จะนับเป็นวิชาคงกระพันประเภทใดกัน"
สวีปู้หลิงรับกระบี่ยาวมาแขวนไว้ที่เอว แล้วพาจูม่านจื่อมุ่งหน้าไปยังถนนหู่ไถ
จูม่านจื่อยังคงจูงม้าตามมา นางครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้นว่า "คุณชายสวี ข้าได้ยินมาว่าท่านต้องพิษ ไม่อาจขยับเขยื้อนรุนแรงได้..."
"ที่ข้าทำไปคือการยืดเส้นยืดสาย ไม่ใช่การลงมือรุนแรง"
"..."
จูม่านจื่อกะพริบตา รู้สึกเหมือนพูดคุยกันคนละเรื่อง นางจึงล้มเลิกคำทักทายตามมารยาทที่จะสานสัมพันธ์ แล้วเปลี่ยนเรื่องแทน "ความจริง... ข้ายังมีเรื่องไม่เข้าใจ คุณชายเพียงแค่บอกชื่อออกไปก็จัดการเรื่องได้สำเร็จแล้ว เหตุใดต้องลงมือด้วย?"
สวีปู้หลิงเลิกคิ้ว "การบอกชื่อทำให้คนยอมสยบเพียงแค่เปลือกนอก แต่การตีให้หมอบจะทำให้คนยอมสยบมาจากใจจริง"
จูม่านจื่อส่งเสียง 'อ้อ' แล้วเดินตามไปอีกช่วงหนึ่ง ก่อนจะถามต่อว่า
"คุณชายวรยุทธสูงส่งเพียงนี้ ตอนเด็กๆ คงต้องลำบากไม่น้อยกระมัง? การฝึกวิชาเป็นเรื่องที่ทรมานคนที่สุด ตอนข้ายังเด็กข้าร้องไห้ทุกวัน ท่านพ่อจะสอนข้าให้ได้ ส่วนท่านแม่ก็คอยปกป้องข้า ผลคือข้าต้องลำบากไปไม่น้อยแต่วรยุทธกลับยังฝึกได้ไม่ดี..."
สวีปู้หลิงหวนนึกถึงความทรงจำอันเลือนลางในวัยเยาว์ แล้วพยักหน้าอย่างจริงจัง
"ลำบากไม่น้อยจริงๆ ทุกวันยามเฉิน (07.00 - 09.00 น.) ต้องตื่นนอน กินอาหารจำนวนมาก แล้ววิ่งรอบจวนอ๋องหนึ่งรอบ กลับมาก็กินต่อ ตอนกลางคืนยังต้องอ่านตำราลับวิชายุทธสะเปะสะปะ บางครั้งเหนื่อยจนฟุบหลับไปบนโต๊ะ"
จูม่านจื่อตั้งใจฟัง รออยู่ครู่หนึ่งเห็นสวีปู้หลิงเงียบไป จึงเงยหน้าถาม
"แล้วอย่างไรต่อ?"
สวีปู้หลิงนึกทบทวนอย่างละเอียด "อ้อ จริงด้วย บางครั้งยังต้องยกตุ้มน้ำหนักหิน ท่านแม่บอกว่าหากตัวใหญ่เทอะทะจะไม่สง่างาม เพื่อที่จะฝึกวรยุทธให้ดี ข้าจึงแอบยกมันลับหลัง"
"..."
จูม่านจื่อชะงักฝีเท้า นางมองสวีปู้หลิงด้วยสีหน้าที่อธิบายไม่ถูก เหมือนอยากจะด่าแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปาก นางอั้นไว้นานจนกระทั่งหลุดปากออกมาคำหนึ่ง
"ก็แค่เรื่องเท่านี้?"
สวีปู้หลิงพยักหน้า "ไม่เช่นนั้นเล่า?"
จูม่านจื่อสูดลมหายใจเข้า แล้วก็ถอนหายใจออกมาอย่างรวดเร็ว "สวีซื่อจื่อ ท่านอย่าได้ปั่นหัวข้า การฝึกยุทธคืองานหนักที่ต้องอาศัยความพยายามอย่างยิ่งยวดเสมือนน้ำหยดลงหิน พรสวรรค์และความขยันขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ ฝีมือของท่านที่หน้าเหลาฝูม่านนั้นหาได้ยากยิ่งในใต้เพลามือ หากพิษหนอนกู่ขังมังกรถูกสลายไป จะยังมีใครสู้ท่านได้อีก ท่านคงเป็นปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักได้เลย"
สวีปู้หลิงยิ้มเบาๆ "เรื่องนี้ไม่แน่ ในดินแดนหมื่นลี้ของต้าเยว่มีผู้พิสดารปรากฏขึ้นมากมาย ย่อมมีบางคนที่เก่งกว่าข้า และผู้ที่คู่ควรกับคำว่า 'ปรมาจารย์' นั้น ไม่เพียงแต่ต้องมีวรยุทธสูงส่ง แต่ที่สำคัญกว่าคือต้องก้าวหน้าไปอีกขั้นจากจุดสูงสุด ข้าเป็นได้เพียงผู้สืบทอด ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ริเริ่ม จึงไม่กล้ารับคำว่าปรมาจารย์"
จูม่านจื่อเห็นพ้องกับเรื่องนี้ "ถึงแม้จะยังไม่ถึงขั้นปรมาจารย์ แต่ก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม ข้ารู้สึกว่าวรยุทธของท่านได้มาง่ายดายเกินไปหน่อย ดูไม่ค่อยมั่นคงนัก"
"ข้าเป็นบุตรชายของท่านอ๋อง วรยุทธจะสูงส่งเพียงใดก็ไม่ถึงคราวที่ข้าต้องลงมือเอง การสู้กับใครล้วนเป็นการลดตัวลง แต่หากไม่ลดตัวลงก็ไม่อาจลงมือหนักได้ วรยุทธทั้งร่างนี้นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ความจริงก็ไม่มีประโยชน์อันใดเลย"
จูม่านจื่อครุ่นคิดอย่างละเอียด "ก็จริง ผู้ที่อยู่เบื้องบนควรอยู่เบื้องหลังเพื่อวางแผนกลยุทธ์ การถือดาบออกไปฟันแทงดูไม่สมฐานะ... น่าเสียดายนัก หากคุณชายสวีเป็นจอมยุทธพเนจรในยุทธภพ ย่อมต้องมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วใต้หล้าแน่"
สวีปู้หลิงยิ้มอย่างถ่อมตัว "ช่างเถอะ อย่าพูดเรื่องไร้ประโยชน์พวกนี้เลย เรื่องของจูม่านหลงแห่งถนนหู่ไถ เจ้ารู้มากน้อยเพียงใด?"
จูม่านจื่อกดดาบข้างเอวเดินนำหน้า พยายามนึกอยู่ครู่หนึ่ง
"จูม่านหลงเป็นเจ้าสำนักกรงเล็บเหล็กแห่งถนนหู่ไถ มีชื่อเสียงพอตัวในเมืองฉางอัน ตามที่พี่น้องในที่ว่าการบอกมา เขาได้รับสืบทอดวิชามาจากสำนักกรงเล็บเหยี่ยวแห่งกวนจง ใต้เท้าจางผู้เป็นหัวหน้าของข้าประเมินเขาไว้ว่า 'ฝีมือที่มือยอดเยี่ยม แต่เท้าแย่ไปนิด' ถือว่าเป็นคำชมที่สูงมากทีเดียว อื้ม... ลูกชายของเขาจูเฉิงเลี่ยก็เก่ง มีพรสวรรค์และสร้างชื่อตั้งแต่วัยเยาว์ เป็นผู้นำของคนรุ่นใหม่ในถนนหู่ไถ... ดูเหมือนจะมีเพียงเท่านี้"
"ฝีมือที่มือยอดเยี่ยม แต่เท้าแย่ไปนิด... หึๆ... เหยี่ยวขาเป๋สินะ"
"คิก—"
เมื่อได้ยินคำประเมินนี้ จูม่านจื่อหลุดหัวเราะออกมาทันที "คำประเมินของคุณชายสวีช่างเผ็ดร้อนนัก หากจูม่านหลงได้ยินเข้าคงต้องอกแตกตายแน่ อย่างไรเขาก็มีคำว่า 'ม่าน' เหมือนกับข้า ถือว่าเก่งกาจมาก ใต้เท้าจางของข้าใช้วิชาดาบแปดทิศอันเป็นเอกลักษณ์ ประลองกับเหล่ายอดฝีมือทั่วใต้หล้ามาเมื่อสิบกว่าปีก่อน ย่อมมองข้ามครูฝึกในโรงฝึกวรยุทธเป็นธรรมดา ท่านอย่าได้ประมาทเชียว..."
สวีปู้หลิงยิ้มบางๆ ไม่ได้ตอบคำถาม
พวกเขาเดินตามถนนมาจนถึงถนนหู่ไถ ที่นี่เป็นที่รวมของผู้คนหลากหลายและมีสายตาของขุมกำลังต่างๆ ฝังตัวอยู่ สวีปู้หลิงจึงหาหมวกสานริมทางมาปิดบังใบหน้าก่อนจะเข้าไปในถนนที่รกร้างผู้คนกับจูม่านจื่อ เมื่อมาถึงใกล้โรงฝึกตระกูลจู ก็เห็นกงซุนลู่เดินออกมาจากโรงฝึกพอดี
จูม่านจื่อที่กำลังพึมพำอย่างจริงจัง ทันใดนั้นก็ถูกดึงแขนเข้าไปในตรอก นางตกใจมาก เสียงอุทานยังไม่ทันหลุดออกมา ก็ถูกมือใหญ่ปิดปากไว้ ได้แต่เบิกตากว้าง มองดูสวีปู้หลิงที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมด้วยความงุนงงทำตัวไม่ถูก
เนื่องจากระยะที่ใกล้เกินไป กลิ่นหอมจางๆ จึงโชยเข้ากระทบจมูก ไม่มีกลิ่นเหงื่ออย่างบุรุษทั่วไป กลับมีกลิ่นที่ชวนดมยิ่งนัก
จูม่านจื่อยกมือเล็กขึ้น เดิมทีคิดจะผลักสวีปู้หลิงออกไป แต่ก็ไม่กล้าลงมือ จึงได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
ตึกตัก—
เสียงเกือกม้าผ่านถนนไป ร่างของกงซุนลู่วูบผ่านปากตรอกไปอย่างรวดเร็ว
จูม่านจื่อเห็นกงซุนลู่แล้วก็งุนงงอยู่ครู่หนึ่ง นางเฝ้าอยู่ที่เหลาฝูไหลมาสามวัน นักเลงที่ถูกฆ่าคนนั้นเคยอ้างชื่อของจูม่านหลง เมื่อเชื่อมโยงกับทหารองค์รักษ์อวี้หลินและพ่อลูกตระกูลกงซุนที่ปรากฏตัวในภายหลัง...
จูม่านจื่อพลันตระหนักได้ทันที ไม่น่าเล่าเหลาฝูม่านถึงได้ยโสโอหังเพียงนี้ คดีเกลือเถื่อนถึงจบลงได้ในไม่กี่วัน ที่แท้มีจวนจงเว่ยเป็นผู้อยู่เบื้องหลังนี่เอง!
มือที่ปิดปากคลายออก จูม่านจื่อรีบร้อนจะเอ่ยปาก แต่กลับเห็นสวีปู้หลิงทะยานขึ้นกำแพงไปเพียงสามก้าว แล้วหายลับไปหลังกำแพง
"เอ๊ะ! รอข้าด้วยสิ~"
จูม่านจื่อร้อนรนรีบตามไป แต่กำแพงนี้สูงกว่าตัวนางถึงสองเท่า หากไม่มีตะขอเกี่ยวคงปีนขึ้นไปไม่ได้ นางจึงจูงม้าเข้ามาแล้วสั่งกำชับว่า "ม้าผู้น่ารัก อย่าขยับเชียวนะ หากข้าตกลงมาตาย ท่านอ๋องน้อยของเจ้าคงเชือดเจ้าไปกินเนื้อแน่"
ม้าจุยเฟิงพ่นลมหายใจออกทางจมูก แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน แต่ก็ยังเชื่อฟังยืนนิ่งอยู่ใต้กำแพงอย่างว่าง่าย
จูม่านจื่อใช้ผ้าเช็ดหน้าวางรองบนอานม้า ค่อยๆ ปีนขึ้นไปยืนบนนั้น นางโผล่หัวออกมาครึ่งหนึ่งจากกำแพง ก็เห็นสวีปู้หลิงนั่งอยู่บนลานประลองวรยุทธที่อยู่ไกลออกไป พร้อมท่าทางที่ดูเป็นจอมยุทธผู้กล้ายิ่งนัก...
---