เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

21 - ตะเกียงใสค่ำคืน

21 - ตะเกียงใสค่ำคืน

21 - ตะเกียงใสค่ำคืน


21 - ตะเกียงใสค่ำคืน

ราตรีกาลเงียบสงัด ห้องเล็กเงียบเชียบ

ดวงตาของหนิงชิงเย่มีความระแวดระวังอยู่บ้าง แต่มีความสงสัยมากกว่า นางเม้มปากเพื่อบรรเทาความไม่สบายที่ลำคอ ก่อนจะเอ่ยปากอย่างอ่อนแรง

"ทำไมเจ้ายังไม่ไป?"

สวีปู้หลิงซ่อมหน้าต่างไปพลาง กล่าวอย่างสบายอารมณ์ไปพลาง "เมื่อครู่เดินไปไม่ไกล ก็เห็นเจ้านอนล้มลงบนพื้น อากาศหนาวเช่นนี้ หากทนไปจนถึงเช้าพรุ่งนี้ต้องถูกหิมะกัดแน่ จึงอุ้มเจ้ามาที่นี่... เรือนหลังนี้คงไม่มีคนอยู่ การจุดไฟเกรงว่าเจ้าของบ้านจะวิ่งมา ทั้งยังไม่มีฟืน..."

น้ำเสียงราบเรียบ มีเสน่ห์ ประหนึ่งสนทนากับสหายเก่าที่ไม่ได้พบกันหลายปี ไม่มีความโอหังของบุตรตระกูลรวยทั่วไปแม้แต่น้อย

หนิงชิงเย่หลับตาตั้งสมาธิครู่หนึ่ง สีหน้าค่อยๆ กลับมาดีขึ้น ลมหายใจคล่องขึ้นเล็กน้อย ความคิดจึงเริ่มแจ่มใส นางเอียงคอรับฟังคำพูดพร่ำบ่นของสวีปู้หลิง นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่

"ทำไมต้องช่วยข้า?"

สวีปู้หลิงกระพริบตา ดูขบขันเล็กน้อย "พบเห็นคนกำลังจะตาย ย่อมปล่อยไว้เฉยๆ ไม่ได้ อืม... เมื่อครู่เจ้าบอกว่าข้าเป็นคนดีไม่ฆ่าคน ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะเป็นจอมยุทธหญิง ประเภทที่ยึดถือคุณธรรม..."

หนิงชิงเย่ฝืนลุกขึ้นนั่ง กำชุดขนสุนัขจิ้งจอกที่นุ่มฟูบนร่าง ยังคงมีความระแวดระวังอยู่บ้าง

"เจ้าแจ้งทางการจับข้าถือเป็นความดีความชอบครั้งใหญ่... หากช่วยข้า ยมทูตคร่าวิญญาณแห่งสำนักจีเจิน ย่อมจะหาเรื่องเจ้าเป็นแน่..."

สวีปู้หลิงได้ยินเช่นนั้น ก็ส่ายหน้ายิ้มออกมา

"ข้าคือบุตรชายคนโตของซูอ๋องสวีโหย่ว เจ้าใจกล้าบ้าบิ่นลักพาตัวข้าไป ข้ากลับไปไม่หาเรื่องสำนักจีเจินก็บุญแล้ว จะมีปัญหาอะไรได้?"

หนิงชิงเย่ชะงักไป จึงนึกขึ้นได้ว่าฐานะของสวีปู้หลิงสูงส่งเพียงใด สำนักจีเจินที่ไหนจะกล้าหาเรื่องตระกูลสวีที่เป็นอ๋องต่างแซ่ นางครุ่นคิดครู่หนึ่ง

"ชื่อเสียงอันเกรียงไกรของท่านแม่ทัพเฒ่าสวีข้าได้ยินมานานแล้ว วันนี้เป็นเหตุสุดวิสัย ล่วงเกินคุณชายแล้ว... ข้าชื่อหนิงชิงเย่ ติดค้างน้ำใจเจ้าครั้งหนึ่ง วันหน้าจะตอบแทนแน่นอน..."

สวีปู้หลิงส่ายหน้า หยิบน้ำเต้าเหล้าออกจากเอว ส่งให้หนิงชิงเย่

"ฆ่าขุนนางเท่ากับก่อกบฏ ข้าช่วยเจ้าเพราะไม่อยากเห็นคนถูกแช่แข็งจนตาย หากเจ้าเป็นกบฏทางที่ดีควรตัดความสัมพันธ์กับข้าเสีย ให้ถือว่าเรื่องคืนนี้ไม่เคยเกิดขึ้น"

หนิงชิงเย่รับน้ำเต้าเหล้าไป พยักหน้าเล็กน้อย "ข้าลอบสังหารจางเสียงเพียงเพื่อแก้แค้นส่วนตัว เมื่อสิบปีก่อนจางเสียงทำร้ายแม่ข้าจนตาย คนในยุทธภพมีความแค้นต้องชำระ มีบุญคุณต้องตอบแทน ไม่ใช่การกบฏ..."

พูดพลางหยิบน้ำเต้าเตรียมจะจ่อที่ปาก นึกขึ้นได้ว่าเป็นน้ำเต้าเหล้าของสวีปู้หลิง จึงเงยหน้าขึ้นเทกรอกปากแทน ด้วยเหตุที่ข้อมือไม่มั่นคงจึงเทมากเกินไปอย่างเห็นได้ชัด เหล้าต้วนอวี้เชาแรงมาก ในสภาพที่ร่างกายอ่อนแอเมื่อดื่มเข้าไปย่อมทนไม่ไหว ถูกสำลักจนไออยู่หลายครั้งจึงสงบลง

สวีปู้หลิงยกมุมปาก "คุณหนูงามจริงๆ"

"..."

อาจเป็นเพราะไม่เคยพบเห็นวิธีการเกี้ยวพาราสีที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้ คิ้วของหนิงชิงเย่เลิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด หากเป็นวันวาน ย่อมต้องตอบโต้อย่างเจ็บแสบ แต่ทว่าอีกฝ่ายมีบุญคุณต่อนาง ยามนี้จึงเพียงแต่เม้มปากยิ้ม เปลี่ยนหัวข้อสนทนา

"เจ้าชื่อสวีปู้หลิงหรือ?"

"ใช่แล้ว คุณหนูเคยได้ยินชื่อข้าหรือ?"

หนิงชิงเย่นึกย้อนไป พยักหน้าเบาๆ "เมื่อก่อนเคยได้ยินยอดฝีมือในยุทธภพพูดว่า ทางฝั่งซีเหลียงมีอัจฉริยะถือกำเนิดขึ้น ดูเหมือนจะเป็น 'เอ็นมังกรกระดูกเสือพลังกิเลน' ผู้มีพรสวรรค์เชิงยุทธที่ร้อยปีจะพบสักคน... คนในยุทธภพมากมายอยากไปรับเป็นศิษย์ เพียงแต่น่าเสียดายที่คนผู้นั้นฐานะสูงเกินไป ดูแคลนคนในยุทธภพ จึงขับไล่ทุกคนออกมา... ที่พูดถึงย่อมเป็นเจ้าใช่หรือไม่?"

สวีปู้หลิงพยักหน้า ในอดีตเขาวางโตไม่เห็นหัวใคร ขับไล่ผู้อาวุโสในยุทธภพออกจากประตูบ้านไปไม่น้อยจริงๆ

"ตอนนั้นยังเด็กไม่ประสีประสา หากตอนนี้ผู้อาวุโสในยุทธภพเหล่านั้นมาเยือนอีกครั้ง..."

"เจ้าจะกราบเป็นอาจารย์?"

"จะให้เงินค่าเดินทางเล็กน้อย ให้พวกเขาเดินจากไปอย่างไม่ขัดเขินจนเกินไป"

"..."

หนิงชิงเย่กระพริบตา อยากจะพูดแต่ก็หยุดไว้ สุดท้ายเพียงแต่ส่ายหน้ายิ้ม กลิ่นอายโดยกำเนิดมีความเย็นชา เมื่อยิ้มออกมาเช่นนี้ กลับมีความรู้สึกเย็นเยียบงดงามดั่งดอกบัวหิมะเริ่มเบ่งบานจริงๆ

หนิงชิงเย่พักผ่อนครู่หนึ่ง แรงเริ่มกลับมามากกว่าครึ่ง นางเลิกชุดขนสุนัขจิ้งจอกออกแล้วนั่งลงข้างเตียงไม้ หยิบกระบี่ยาวบนพื้นขึ้นมา มองไปยังสวีปู้หลิงที่ยืนอยู่ข้างๆ

"เจ้าถูกพิษหรือ?"

สวีปู้หลิงพยักหน้า อย่างช่วยไม่ได้ "คุณหนูสายตาดีนัก"

หนิงชิงเย่ครุ่นคิด ทันใดนั้นก็ยื่นมือออกไป จับข้อมือของสวีปู้หลิงไว้ เพื่อตรวจสอบดูเล็กน้อย

สวีปู้หลิงไม่ได้ขัดขืน เพียงแต่มีรอยยิ้มประดับใบหน้า

หนิงชิงเย่ตรวจชีพจรอยู่ครู่หนึ่ง ระหว่างคิ้วก็ปรากฏแววเคร่งเครียด พิจารณาดูอีกสองสามปราดอย่างละเอียด

"คราวก่อนที่ร้านสกุลซุน ข้าเห็นสีหน้าเจ้าดูอ่อนแอ ทั้งยังดื่มเหล้าแรงมานานหลายปี จึงมีการคาดเดาไว้บ้าง คิดไม่ถึงว่าจะเป็น 'หนอนกู่ผนึกมังกร' จริงๆ..."

สวีปู้หลิงดึงมือกลับ "คุณหนูมีวิธีถอนพิษหรือไม่?"

---

หนิงชิงเย่ส่ายหน้า "พิษร้ายกาจเช่นหนอนกู่ผนึกมังกร ผู้ถูกพิษวิชาฝีมือสิบส่วนไม่เหลือแม้หนึ่งส่วน หากฝืนเดินลมปราณย่อมไม่ตายก็พิการ นอนนิ่งๆ ส่วนใหญ่ก็อยู่ไม่เกินสามปี ไม่เคยได้ยินว่ามีวิธีคลี่คลาย... เจ้าสามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ วิชาฝีมือเมื่อก่อนคงจะสูงส่งมาก"

สวีปู้หลิงยิ้มอย่างเป็นมิตร "เมื่อก่อนก็ด้อยกว่าคุณหนูเพียงนิดเดียว นับว่าเป็นจอมยุทธได้ ตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับคนพิการแล้ว"

ชาวยุทธเมื่อสูญสิ้นวิชาฝีมือ ย่อมเปรียบได้กับเศรษฐีล้มละลาย การฟาดฟันเช่นนี้มีคนในยุทธภพไม่กี่คนที่รับไหว

ดวงตาของหนิงชิงเย่ฉายแววทอดถอนใจ ขยับไปด้านข้างเล็กน้อย ตบแผ่นเตียงเป็นสัญญาณให้สวีปู้หลิงนั่งลง

"ปกติคงลำบากมากสินะ? ได้ยินมาว่าผู้ถูกหนอนกู่ผนึกมังกรจะได้รับความทุกข์ทรมานดั่งมดหมื่นตัวกัดกินหัวใจทั้งวันทั้งคืน อยู่ไม่สู้ตาย"

สวีปู้หลิงนั่งลงข้างหนิงชิงเย่ที่ขอบเตียง "ดื่มเหล้าแรงช่วยกดพิษกู่ไว้ได้ชั่วคราว ความจริงก็ไม่มีอะไร"

"ใครเป็นคนทำร้ายเจ้า?"

"อืม..."

สวีปู้หลิงขมวดคิ้วครุ่นคิด ส่ายหน้าเบาๆ

"ไม่รู้ กำลังสืบหาอยู่ลับๆ หากเป็นคนในยุทธภพแก้แค้นก็ยังว่าไปอย่าง หากว่า..."

สวีปู้หลิงพูดถึงตรงนี้ก็หยุดคำพูดลง มองไปยังทิศทางของวังหลวง ถอนหายใจยาวอย่างวังเวง

หากเป็นดั่งที่เขาคิด คือฮ่องเต้ลงมือเบื้องหลังเพื่อให้สายเลือดซูอ๋องสิ้นสุดลงหรือเพื่อลดอำนาจลง เขาอาจจะไม่มีชีวิตรอดเดินออกจากเมืองฉางอันได้

หนิงชิงเย่รับรู้ถึงความกังวลในอารมณ์ของสวีปู้หลิง ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

"ครอบครัวเจ้าดีเพียงนี้ การถอนพิษย่อมไม่เป็นปัญหา โรคเกิดจากใจ ปล่อยวางเสียบ้างอาจจะมีชีวิตอยู่ได้เพิ่มอีกสองวัน"

เห็นได้ชัดว่า ปกติหนิงชิงเย่ไม่ค่อยรู้จักวิธีปลอบใจคน

สวีปู้หลิงพยักหน้ายิ้ม สายตามองไปยังกระบี่ยาวชิงเฟิงระหว่างคนทั้งสอง

กระบี่ยาวสามฟุตสองนิ้ว ด้ามกระบี่พันด้วยเชือกสีเขียว ฝักกระบี่คงจะทำขึ้นใหม่ ดูไม่ค่อยเข้ากันเท่าใดนัก

สวีปู้หลิงในอดีตลุ่มหลงในวิชาการต่อสู้ ความเข้าใจในอาวุธมีมากกว่าตำราอักษรมาก หลังจากพิจารณาดูสองสามปราดก็หยิบกระบี่ยาวขึ้นมา ใช้นิ้วดีดเบาๆ กระบี่พุ่งออกสามนิ้ว ปรากฏแสงเย็นวาบภายใต้แสงริบหรี่ของคบเพลิง

สวีปู้หลิงใช้นิ้วลูบผ่านคมกระบี่

"กระบี่ดี... นี่คือซางชุนหรือ?"

หนิงชิงเย่มองดูใบกระบี่เรียวยาว ดวงตาปรากฏแววโศกเศร้า

"กระบี่ของแม่ข้า เมื่อสิบปีก่อนตายด้วยน้ำมือจางเสียง กระบี่ถูกทางการเอาไป วันนี้เพิ่งชิงกลับมาได้"

สวีปู้หลิงเก็บกระบี่เข้าฝัก ครุ่นคิดแล้ว ก็ไม่รู้จักพูดอะไรดี

หนิงชิงเย่เป็นคนพูดน้อยอย่างเห็นได้ชัด และสวีปู้หลิงก็พูดไม่มากเช่นกัน ในห้องจึงเงียบสงบลงเช่นนี้

หนิงชิงเย่ยกมือขึ้น ปัดเส้นผมข้างใบหู แล้วถือนำเต้าเหล้าจิบเล็กน้อยเพื่อคลายหนาวและแก้กระหาย อาจเป็นเพราะรู้สึกว่าบรรยากาศตอนนี้ดูแปลกประหลาดไปบ้าง ไม่รู้ว่าจะสนทนากับบุตรชายของท่านอ๋องผู้มีอำนาจล้นฟ้าท่านนี้อย่างไร

หลังจากวุ่นวายมาครึ่งคืน เวลาล่วงเลยมาถึงช่วงเช้ามืด

สวีปู้หลิงไม่รั้งอยู่นาน หยิบน้ำเต้าเหล้าแล้วลุกขึ้นยืน "ขอลาแล้ว ทหารองครักษ์เพื่อหาข้า คงจะค้นเมืองในไม่ช้า ข้าจะส่งข่าวให้ทหารองครักษ์ บอกว่าเจ้าหนีออกจากเมืองไปแล้ว ช่วงสองสามวันนี้ก็พักผ่อนที่นี่เถิด"

เมื่อครู่ตอนหมดสติก็ไม่ได้ทำอันตรายหนิงชิงเย่ หนิงชิงเย่ย่อมเชื่อคำพูดนี้ ลังเลครู่หนึ่ง เอ่ยถามเสียงเบา

"ทำไมถึงช่วยข้า?"

"ความรักในความงาม มนุษย์ย่อมมีกันทุกคน ลูกผู้ชายย่อมเป็นเช่นนี้เอง"

สวีปู้หลิงกล่าวขึ้นลอยๆ ประโยคหนึ่ง แล้วเดินออกไปปิดประตูห้อง

หนิงชิงเย่ชะงักไป ครู่หนึ่งจึงได้สติ ใบหน้าเย็นชามีแววโกรธเคืองเล็กน้อย หลังจากดุด่าเบาๆ ว่า "เจ้าคนเสเพล" แล้ว ก็นอนลง

เพียงแต่ในไม่ช้า นางก็พบว่าข้างกายยังวางชุดขนสุนัขจิ้งจอกนุ่มฟูอยู่ นึกถึงเรื่องที่สวีปู้หลิงถูกพิษจนร่างกายหนาวเย็น นางจึงรีบลุกขึ้นนั่ง บาดเจ็บสาหัสฝีเท้าไม่มั่นคง เดินโซซัดโซเซไปที่ประตู "เอ้อ~ เดี๋ยวก่อน..."

เปิดประตูห้องออกไป ด้านนอกลมและหิมะพัดกระหน่ำ บนพื้นหิมะเหนือใบไม้ร่วง เหลือเพียงรอยเท้าเป็นทางยาว จะยังมีรอยเงาคนแม้เพียงนิดได้อย่างไร

หนิงชิงเย่กระพริบตา กอดชุดขนสุนัขจิ้งจอกอันงดงามยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายเพียงแต่ส่ายหน้ายิ้ม อาจเป็นเพราะรู้สึกว่าอ๋องน้อยผู้นี้ยังไม่ประสีประสาในโลก ออกจะดูโง่เขลาไปบ้าง...

……….

จบบทที่ 21 - ตะเกียงใสค่ำคืน

คัดลอกลิงก์แล้ว