เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

17 - เจ้าจะจบหรือไม่จบ!

17 - เจ้าจะจบหรือไม่จบ!

17 - เจ้าจะจบหรือไม่จบ!


17 - เจ้าจะจบหรือไม่จบ!

"ฮือฮา—"

เมื่อคำพูดของสวีปู้หลิงหลุดออกมา ทั่วทั้งงานเต็มไปด้วยเสียงตกตะลึง

การลอกบทกวีแล้วไม่ยอมรับ ทุกคนก็ทำอะไรไม่ได้ แต่การยอมรับกลางคันเท่ากับเป็นการตอกย้ำชื่อเสียว่าเป็น 'หัวขโมยบทกวี'

ทว่าแม้ทุกคนจะดูแคลน แต่การที่สวีปู้หลิงกล้าทำกล้ายรับ ยอมรับอย่างเปิดเผย ก็ไม่มีอะไรจะพูดต่อ

เขาเป็นถึงบุตรชายคนโตของซูอ๋อง ซื้อบทกวีมาเล่นๆ สักบท เมื่อถูกเปิดโปงแล้วยอมรับ ก็นับว่าใจนักเลงพอ เขาไม่ได้อาชีพนี้หากิน ไม่จำเป็นต้องตามจองล้างจองผลาญ

เซี่ยงไป๋ชิง ฉีซิงหาน และเหล่าผู้ทรงความรู้ เมื่อเห็นสวีปู้หลิงยอมรับผิดอย่างเด็ดขาด ต่างก็ถอนหายใจและพยักหน้าเล็กน้อย

ฉีซิงหานกำลังจะเอ่ยคำว่า "รู้ผิดแก้ไขได้ นับเป็นเรื่องประเสริฐยิ่ง" แต่คาดไม่ถึงว่าคุณหนูเซี่ยงที่อยู่ข้างๆ จะเอ่ยปากขึ้นอีก

เซี่ยงอวี้ฝูเต็มไปด้วยความโกรธและความไม่เข้าใจ ดวงตารูปผลซิ่งเบิกกว้าง

"สวีซื่อจื่อ! บทร้อยกรองนี้เดิมทีท่านเป็นคนเขียน เหตุใดไม่ยอมรับ กลับต้องมาแบกรับชื่อเสียว่าเป็น 'หัวขโมยบทกวี' ด้วย?"

เพราะข้าไม่อยากตายตั้งแต่อายุยังน้อยอย่างไรเล่า!

สวีปู้หลิงขบเคี้ยวเคี้ยวฟันในใจ แต่ใบหน้ายังต้องทำเป็นละอายใจ เขาส่ายหน้ายิ้มเบาๆ

"บทร้อยกรองนี้ประจะษ์แก่สายตาทุกคน ข้าเขียนไม่ได้หรอก ลอกมาจริงๆ"

เซี่ยงอวี้ฝูจ้องเขม็ง

"ท่านลอกใครมา?"

"ข้า..."

สวีปู้หลิงใจกระตุก แข็งทื่ออยู่กับที่

จบกัน!

ข้าลอกใครมา?

ข้าลอกหลี่ชิงจ้าว(นักกวีราชวงศ์ซ่ง)มา

แต่ที่นี่ไม่มีหลี่ชิงจ้าวนี่นา!

สีหน้าของสวีปู้หลิงเข้มขึ้น ใจหมุนวนอย่างรวดเร็ว "เอิ่ม... ให้คนรับใช้ออกไปซื้อมา"

ทว่าประโยคนี้ไม่มีใครฟังแล้ว

เมื่อประโยค "ท่านลอกใครมา" ของเซี่ยงอวี้ฝูออกมา ก็ดึงดูดความสนใจของทุกคนในที่นั้น

จริงด้วย!

ความสามารถทางอักษรศาสตร์ของสวีปู้หลิงอาจจะเป็นของปลอม แต่บทร้อยกรองเป็นของจริง

บทร้อยกรองชั้นยอดที่จะต้องกลายเป็นตำนานไปตลอดกาลนี้ ต่อให้สวีปู้หลิงซื้อมา ก็ต้องมีคนเก่งจริงๆ เป็นคนเขียนใช่ไหม?

การค้าขาย มีคนขายถึงจะมีคนซื้อ

เมื่อครู่มัวแต่ประณามสวีปู้หลิงว่าเป็น 'หัวขโมยบทกวี' กลับลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท!

ฉีซิงหานที่มักจะจริงจังเสมอ ในยามนี้ขมวดคิ้วแน่น ลูบเคราแล้วกล่าวว่า

"สวีซื่อจื่อ ในเมื่อท่านบอกว่าบทร้อยกรองนี้ซื้อมา เช่นนั้นไม่ทราบว่าซื้อมาจากใคร?"

สวีปู้หลิงสูดลมหายใจ "ให้คนรับใช้ออกไปซื้อมา ไม่รู้ว่าเป็นใคร"

"ซื้อมาเมื่อไหร่?"

"เมื่อไม่กี่วันก่อน"

"ดี!"

ฉีซิงหานพยักหน้า เหล่าผู้ทรงความรู้บนแท่นสูงไม่ใช่พวกบัณฑิตคร่ำครึ ใครบ้างที่ไม่เคยผ่านการขับเคี่ยวในแวดวงราชการมาครึ่งค่อนชีวิต?

เมื่อได้ยินประโยคเหล่านี้ ทุกคนต่างแสดงสีหน้าแปลกประหลาดออกมา

ฉีซิงหานยิ้มบางๆ เดินลงจากแท่นสูงมาที่โถง ไพล่มือไว้ข้างหลังราวกับเป็นอาจารย์ เดินวนรอบสวีปู้หลิงสองรอบ

"เมื่อไม่กี่วันก่อน... หมายความว่าบทร้อยกรองนี้ ซื้อมาจากแถวเมืองฉางอัน ใช่หรือไม่"

สวีปู้หลิงขมวดคิ้ว "ก็น่าจะใช่"

"หึๆ..."

ฉีซิงหานมองสวีปู้หลิงครู่หนึ่ง "เมืองฉางอันมีประชากรนับล้าน คนที่เคยเรียนในสำนักศึกษาเสียครึ่งหนึ่ง ในจำนวนนั้นที่รู้ตัวหนังสือเหลือเพียงสามส่วน คนที่เข้าใจกวีและบทร้อยกรองคงไม่ถึงหนึ่งส่วน ใช่หรือไม่?"

เหล่าบัณฑิตในที่นั้นต่างพยักหน้า เมืองฉางอันเป็นเมืองหลวง เหล่าผู้เข้าสอบที่เดินทางมาถึงมีมากมายราวกับฝูงปลาที่ข้ามแม่น้ำ คนที่สามารถร่ายบทกวีได้มีมาก แต่หากเทียบกับฉางอันอันกว้างใหญ่ ก็ถือเป็นเพียงวงสังคมเล็กๆ เท่านั้น

ฉีซิงหานยิ้มเบาๆ "คนกลุ่มนี้ แปดส่วนคือผู้เข้าสอบ บัณฑิต ที่เหลือคือบัณฑิตพเนจร จอมยุทธพเนจร ในจำนวนนั้นมีสตรีกี่คน ทุกท่านคงทราบดี"

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย สตรีไม่สามารถรับราชการได้ คนที่รู้ตัวหนังสือและบทกวีมีมาก แต่คนที่มีฝีมือสูงส่งมีเพียงไม่กี่คน ทั่วทั้งฉางอันที่คู่ควรกับคำว่า 'สตรีผู้มีความสามารถ' มีไม่ถึงห้าคนด้วยซ้ำ

ฉีซิงหานเดินวนรอบสวีปู้หลิงหนึ่งรอบ

"บทร้อยกรองเมื่อครู่ หากดูตามอารมณ์แล้ว เป็นสตรีที่มีอายุพอสมควร ผ่านอุปสรรคมามากมาย... สิ่งของยังอยู่แต่คนเปลี่ยนไป ทุกอย่างจบสิ้น... อื้ม อาจจะเป็นสตรีม่ายที่อยู่ติดบ้าน... และฝีมือของบทร้อยกรองนี้เป็นที่ประจะษ์แก่สายตา มีความสามารถเพียงนี้ย่อมไม่มีทางไร้ชื่อเสียง ข้านึกทบทวนดูแล้ว ทั่วทั้งเมืองฉางอัน สตรีที่มีประสบการณ์เช่นนี้และมีความสามารถเช่นนี้ ไม่มีเลยสักคน!"

"จริงด้วย!"

"เมืองฉางอันไม่มีผู้หญิงแบบนี้จริงๆ ถ้ามีคงมีชื่อเสียงไปนานแล้ว..."

ทั่วทั้งงานเกิดเสียงซุบซิบ เริ่มมีความสงสัยเกิดขึ้น

สวีปู้หลิงมองไปรอบๆ ผายมืออย่างไร้หนทาง

"ข้าเป็นผู้ชาย อายุเพียงสิบแปดปี มีอำนาจวาสนา ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเขียนบทร้อยกรองนี้ออกมา"

ฉีซิงหานยกมุมปากขึ้น ฉายแววความพึงพอใจ

"อายุยังน้อย แต่กลับถ่อมตัวไม่ปรารถนาชื่อเสียง จิตใจเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง เมื่อครู่เป็นข้าเองที่เอาใจคนพาลไปวัดใจสุภาพชน"

สวีปู้หลิงรู้สึกงุนงง "หาคนอื่นไม่เจอ ท่านก็คิดว่าเป็นข้าเขียน? เพราะอะไร?"

ฉีซิงหานหัวเราะเบาๆ "สวีซื่อจื่อไม่มีประสบการณ์เช่นนั้น แต่ลู่ฮูหยินเป็นม่ายอยู่ติดบ้าน คอยดูแลท่านซื่อจื่อมาโดยตลอด ท่านซื่อจื่อเกิดความซาบซึ้งใจ จึงเขียนบทร้อยกรองนี้ออกมา ไม่ใช่เรื่องแปลก"

"ฮือฮา—"

ทั่วทั้งงานฮือฮาขึ้นมา ในที่นี้มีบุตรหลานตระกูลสูงศักดิ์มากมาย คนที่รู้เรื่องนี้มีไม่น้อย เมื่อคิดดูให้ดี ก็มีความเป็นไปได้จริงๆ

สวีปู้หลิงเต็มไปด้วยความตกตะลึง นึกไม่ถึงว่าตาแก่คนนี้จะมีจินตนาการล้ำเลิศเพียงนี้ เขาโบกมือกล่าวว่า

"บทร้อยกรองนี้ไม่ได้เขียนถึงลู่ฮูหยิน ข้าซื้อมา ท่านอาจารย์อย่าเดาสุ่ม"

ฉีซิงหานไพล่มือไว้ข้างหลัง ฉายแววความพึงพอใจ "คนหนุ่มไม่ชิงดีชิงเด่นเป็นเรื่องดี แต่สวีซื่อจื่อไม่ควรซ่อนเร้นลึกซึ้งเพียงนี้ ในเมื่อท่านบอกว่าซื้อมา เช่นนั้นท่านบอกมาสิว่าซื้อมาจากใคร?"

สวีปู้หลิงอ้าปาก "ก็บอกแล้วไงว่าคนรับใช้ไปซื้อมา ซื้อมาแบบไม่ระบุชื่อ ไม่รู้ว่าคนขายเป็นใคร"

ฉีซิงหานถอนหายใจ "สวีซื่อจื่อไม่ยอมรับก็ช่างเถอะ ความจริงย่อมอยู่ในใจคน ในที่นี้ล้วนเป็นผู้ศึกษาเล่าเรียน สถานการณ์เป็นอย่างไรย่อมชัดแจ้ง..."

"จริงด้วยๆ..."

"ท่านอาจารย์ฉีกล่าวได้มีเหตุผล..."

จบกัน ยิ่งแก้ตัวยิ่งดูเหมือนจริง

สวีปู้หลิงไม่อาจโต้แย้งได้ จึงได้แต่ผายมือ "พวกท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ช่าง" พูดจบก็หมุนตัวเตรียมหลบหนีไป

บนแท่นสูง เซี่ยงอวี้ฝูเห็นสวีปู้หลิงจะไป จึงรีบวิ่งไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว

"เดี๋ยวก่อน! ข้ายังพิสูจน์ไม่จบ ข้ายังมีบทกวีอื่นๆ ที่สวีซื่อจื่อเขียนอยู่อีก ยามเมาจุดตะเกียงพิศดูกระบี่..."

"เจ้าจะจบหรือไม่จบ!"

สวีปู้หลิงโกรธจัด ร่างกายทะยานขึ้นราวกับนกเหยี่ยว ขนสัตว์บนเสื้อคลุมพัดปลิว เขาร่อนลงบนแท่นสูงโดยตรง ยื่นมือไปปิดปากเซี่ยงอวี้ฝู แล้วหิ้วคุณหนูเซี่ยงที่กำลังร้อนรนผู้นั้นกระโดดออกจากหน้าต่างไปสามก้าว และหายไปจากโถง

ทั่วทั้งงานตกตะลึง

คุณหนูในตระกูลขุนนางหลายคนเมื่อเห็นท่าทางอันน่าทึ่งนี้ ดวงตาแทบจะเปล่งประกาย

"สวีซื่อจื่อเก่งทั้งบู๊และบุ๋น แถมยังหล่อเหลาเพียงนี้ ช่างไม่ให้ทางรอดแก่ชายอื่นเลยจริงๆ..."

"จริงด้วย ผู้ชายที่เข้าใจผู้หญิงเพียงนี้ ช่างหาได้ยากนัก..."

"ถ้าข้าเป็นลู่ฮูหยิน ใจคงละลายไปแล้ว..."

ตรงข้ามกับเหล่าสาวงามที่เต็มไปด้วยความหลงใหล เหล่าผู้ทรงความรู้บนแท่นสูงต่างมองหน้ากันไปมา แววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง

คาดไม่ถึงเลยว่าซื่อจื่อแห่งซูอ๋องที่มีชื่อเสียงด้าน 'ความรุนแรงและวู่วาม' จะมีความสามารถทางอักษรศาสตร์ที่ดีเพียงนี้

เอี้ยนอ๋องซ่งอวี้เคาะโต๊ะเบาๆ ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วยิ้มบางๆ

"ยามเมาจุดตะเกียงพิศดูกระบี่... เจ้าเด็กปู้หลิงผู้นี้ ซ่อนเร้นไว้ค่อนข้างลึก..."

เซี่ยงไป๋ชิงขมวดคิ้วแน่น ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า

"ที่เหล่าฉีพูดมามีเหตุมีผล แต่สวีปู้หลิงอายุเพียงสิบแปดปี ต่อให้อักษรศาสตร์ดีเพียงใด ก็ยากจะเขียนบทร้อยกรองนี้ออกมาได้ และไม่มีความจำเป็นต้องปฏิเสธ ดูจากปฏิกิริยาของสวีปู้หลิงอาจจะมีเงื่อนงำอื่นแฝงอยู่ ก่อนที่จะมีข้อสรุป อย่าได้เล่าลือกันไปเรื่อยจะดีกว่า"

ถือเป็นการจบเรื่องแบบ 'ยังมีข้อสงสัย'

ทว่าในที่นี้มีคนมากมายที่มีหัวคิดและมีหู ใครจะเชื่อใครจะไม่เชื่อ ก็ไม่มีใครรู้ได้...

……….

จบบทที่ 17 - เจ้าจะจบหรือไม่จบ!

คัดลอกลิงก์แล้ว