- หน้าแรก
- อ๋องน้อยผู้โหดเหี้ยม
- 14 - งานชุมนุมกวี
14 - งานชุมนุมกวี
14 - งานชุมนุมกวี
14 - งานชุมนุมกวี
ด้านนอกห้อง
เซี่ยงอวี้ฝูเบิกตากลมโต เอามืออุดปากไว้แน่น ประหนึ่งค้นพบขุมทรัพย์อันล้ำค่า ในดวงตาเต็มไปด้วยความสั่นสะเทือน
สวรรค์ของข้า~
นึกถึงบทกวีก็เขียนได้ทันที รูปแบบผันแปรจนยากจะหยั่งถึง
แม่ทัพผู้ผ่านศึกสงคราม นักเดินทางผู้พลัดพราก บัณฑิตผู้โศกเศร้า สตรีผู้เศร้าสร้อยในห้องหอ...
การเปลี่ยนบทบาททุกประเภทร้อยเรียงได้อย่างไร้รอยต่อ ราวกับได้ประสบพบเจอด้วยตนเองจริงๆ จนไม่อาจหาข้อตำหนิได้แม้แต่น้อย
ฝีมือเชิงกวีระดับนี้ ไม่ใช่ปุถุชนแล้ว!
ขนตาของเซี่ยงอวี้ฝูสั่นระริกไม่หยุด แทบอยากจะพุ่งตัวเข้าไปดูบทกวีเหล่านั้นเสียเดี๋ยวนี้
ทว่าพอความคิดผุดขึ้น นางก็หยุดมันไว้
จากคำพูดของสวีซื่อจื่อเมื่อครู่ เขาไม่อยากมีชื่อเสียง อีกทั้งยังอยากมีชื่อเสียงฉาวโฉ่ว่า 'ลักบทกวี'
แม้จะไม่เข้าใจถึงเจตนาที่ทำเช่นนั้น แต่สวีซื่อจื่อลักบทกวีหรือไม่ มีหรือที่นางจะไม่รู้?
เซี่ยงอวี้ฝูเกิดในตระกูลบัณฑิต บิดาและพี่ชายล้วนเป็นผู้ทรงความรู้ มีหรือที่จะนิ่งดูดายปล่อยให้คนที่มีความรู้ความสามารถที่แท้จริงต้องเสียชื่อเสียง
หากเข้าไปตอนนี้ สวีซื่อจื่อรู้ว่านางแอบฟัง ย่อมไม่ไปงานกวีเป็นแน่
เช่นนั้น...
เซี่ยงอวี้ฝูหรี่ตาลงเล็กน้อย ในดวงตาที่ทอประกายแจ่มใส ฉายแววเจ้าเล่ห์ออกมาบ้าง...
เย็นวันถัดมา เมื่อแสงโคมเริ่มสว่างไสว หน้าหอมังกรคำรณมีรถม้าขวักไขว่ดั่งมังกร เหล่าปัญญาชนและผู้มีรสนิยมภายใต้การต้อนรับอย่างกระตือรือร้นของผู้ดูแล ได้ย่างกรายเข้าสู่ตึกสูงที่ครอบคลุมพื้นที่กึ่งหนึ่งของถนน เสียงเรียก 'คุณชาย, พี่ท่าน' ดังระงมไม่ขาดสาย
หอมังกรคำรณมีพื้นที่กว้างขวางยิ่งนัก ตึกทั้งห้าทิศตะวันออก ตะวันตก ใต้ เหนือ และกลาง ตั้งตระหง่านเผชิญหน้ากัน แม้จะมีหญิงคณิกาขายศิลปะอยู่ภายในแต่ก็ไม่อาจนับเป็นซ่องได้ ภาพเขียน อักษร ดีดพิธ เดินหมาก สุรา น้ำชา และงิ้ว ละคร มีหลากหลายประการ ทั้งภายในและภายนอกมุ่งเน้นเพียงคำว่า 'สง่างาม' เท่านั้น
ใกล้ถึงเทศกาลสิ้นปี ในยุคโบราณไม่ได้มีกิจกรรมบันเทิงอันใดมากนัก การประลองยุทธ์ของสำนักยุทธ์และการประชันบทกวีของเหล่าปัญญาชน จึงกลายเป็นจุดเด่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองฉางอัน
หอมังกรคำรณเป็นสถานละลายทรัพย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในย่านต้าอวี่ฟาง เมื่อจัดงานชุมนุมกวีตามสถานการณ์ ย่อมไม่อาจทำอย่างคับแคบเสียหน้าได้ ไม่เพียงแต่เชิญเหล่ายอดปราชญ์หลายท่านในเมืองฉางอันมาเป็นกรรมการตัดสิน แต่ยังนำกระบี่ล้ำค่าเล่มหนึ่งออกมาเป็นรางวัล
กระบี่มีนามว่า 'ซางชุน' ต้าเยว่สถาปนาแคว้นด้วยวรยุทธ์ เหล่านักรบและศาสตราจารย์ล้วนแยกจากกันไม่ได้ และกระบี่คือสุภาพชนในหมู่ศัสตราวุธ ไม่ว่าจะเป็นปัญญาชนหรือนักรบต่างก็ต้องแขวนกระบี่พกพาไว้ เช่นเดียวกับหลักการที่ว่า 'สุภาพชนหยกไม่ห่างกาย'
กระบี่ 'ซางชุน' เล่มนี้ถือเป็นกระบี่มีชื่อในยุทธภพ เจ้าของคนก่อนเป็นจอมยุทธ์หญิงแห่งดินแดนสู(เสฉวน) เมื่อสิบปีก่อนนางถูกหน่วยจีเจินซือสังหาร กระบี่ล้ำค่าจึงเข้าสู่คลังหลวง สุดท้ายมีการขายทอดตลาดโดยทางการและถูกพ่อค้าผู้มั่งคั่งซื้อไป ผ่านมือมาหลายคราจนตกมาอยู่ในหอมังกรคำรณ วันนี้จึงได้ปรากฏสู่สายตาชาวโลกอีกครั้ง
ยามพลบค่ำ สวีปู้หลิงนั่งรถม้ามาถึงหอมังกรคำรณ ภายนอกหอมีเกล็ดหิมะโปรยปราย มีเหล่ายอดฝีมือในยุทธภพที่แต่งกายแบบนักรบเข้าออกไม่ขาดตา เนื่องจากมีขุนนางผู้สูงศักดิ์มาเยือนเป็นจำนวนมาก หน่วยจีเจินซือจึงส่งเหล่านักรบหมาป่าหกสิบนายจากค่ายเทียนโซ่วและค่ายเทียนเจี้ยนมาตรวจตราโดยรอบ
นักรบหมาป่ามักลาดตระเวนกลุ่มละสามนาย การจัดกระบวนทัพใหญ่โตเช่นนี้ในเมืองฉางอันถือว่าเกินกว่าเหตุยิ่งนัก
สวีปู้หลิงเดินลงจากรถม้า กระชับผ้าคลุมไหล่ขนสุนัขจิ้งจอกสีขาวบนกายให้แน่นขึ้น องครักษ์จากจวนอ๋องแปดนายแหวกกลุ่มคนอันเนืองแน่นออกไป
ภายนอกหอมังกรคำรณมีผู้ดูแลคอยต้อนรับแขก เมื่อเงยหน้าเห็นสวีปู้หลิง แม้จะไม่เคยพบเห็นมาก่อน แต่เมื่อเห็นป้ายจวนซูอ๋องบนรถม้า ก็คาดเดาฐานะได้ทันที จึงรีบก้าวเท้าขึ้นหน้า ประสานมือคารวะ "สวีซื่อจื่อมาเยือน ผู้น้อยต้อนรับล่าช้า ขอเชิญเสด็จเข้าข้างในขอรับ"
ฝูงชนที่พลุกพล่านเมื่อได้ยินคำนี้ ต่างพากันหันกลับมาดู ทางเดินถูกแหวกออก เสียงกระซิบกระซาบของคุณหนูและฮูหยินหลายท่านดังขึ้น
"ท่านนี้คือซื่อจื่อแห่งจวนซูอ๋อง สวีปู้หลิง หรือ?"
"ใช่แล้ว! หน้าตาหมดจดงดงามเพียงนี้ ในเมืองฉางอันหาคนที่สองไม่ได้ ไม่น่าเล่าเขาถึงพูดกันว่าผู้ที่เคยเห็นสวีซื่อจื่อล้วนลืมไม่ลงจริงๆ"
"...ดวงตาช่างงดงามนัก สวยยิ่งกว่าสตรีเสียอีก..."
สวีปู้หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกเหมือนถูกจ้องมองราวกับเป็นวานร ทำได้เพียงก้าวเท้าเข้าสู่หอมังกรคำรณอย่างรวดเร็ว
"อุ๊ย~ ท่านซื่อจื่อยังเขินอายอีก..."
"สวีซื่อจื่อไม่ค่อยออกจากจวน ชื่อเสียงก็ดี ไม่เหมือนกับเหล่าลูกหลานขุนนางเสเพลพวกนั้น... เพียงแต่ใจร้อนไปสักหน่อย..."
"...บุรุษก็ควรจะมีอารมณ์ร้อนแรงบ้าง เจ้าดูพวกบัณฑิตที่ไม่มีแรงแม้แต่จะเชือดไก่พวกนั้นสิ นับเป็นบุรุษประการใด..."
ต้าเยว่สถาปนาแคว้นด้วยวรยุทธ์ สตรีส่วนใหญ่จึงมีนิสัยโผงผาง ฐานะของสวีปู้หลิงวางอยู่ตรงนี้ ย่อมไม่อาจหยุดลงเพื่อเกี้ยวพาราสีกับเหล่าคุณหนูฮูหยินเหล่านี้ได้ จึงทำได้เพียงทำเป็นไม่ได้ยิน
ทว่าท่ามกลางฝูงชน สตรีนางหนึ่งที่สวมหมวกงอบ มองดูสวีปู้หลิงผู้ซึ่งเคยพบหน้ากันเพียงคราเดียวเดินเข้าสู่หอมังกรคำรณ ในดวงตาทั้งสองฉายแววประหลาดใจอยู่หลายส่วน
หลังจากสตรีนางนั้นกวาดสายตามองเหล่านักรบหมาป่าที่อยู่ภายนอกหอมังกรคำรณแล้ว ก็เลือนหายไปในความมืดมิดดของยามค่ำคืนอย่างเงียบเชียบ...
---
แสงจากโคมหลิวหลีสาดส่องลงมาใต้ชายคาของอาคาร ณ โถงใหญ่ในตึกหลักของหอมังกรคำรณ โต๊ะอักษรหลายสิบตัวถูกจัดวางเป็นวงกลม เหล่าบัณฑิตในชุดปัญญาชนนั่งอยู่ด้านบน
ซ่งอวี่ผู้เป็นเอี้ยนอ๋อง และเซี่ยงไป๋ชิงผู้เป็นต้าจี้จิ่วล้วนอยู่ในนั้น เซี่ยงอวี้ฝูยืนอยู่ด้านหลังบิดา นางเขย่งเท้าเฝ้ามองหาในฝูงชนอยู่ตลอด จนกระทั่งร่างของสวีปู้หลิงเดินเข้ามาในโถงใหญ่ จึงค่อยลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ในดวงตามีความร้อนรนกระวนกระวายอยู่บ้าง
ในโถงมีเหล่านักศึกษาพากันยืนอยู่ มีคนส่งร่างบทกวีในมือให้เด็กรับใช้ส่งขึ้นไปเป็นระยะ หากมีผลงานชั้นยอดออกมา ก็จะมีปราชญ์ท่านใดท่านหนึ่งอ่านออกมาในที่นั้นทันที
สวีปู้หลิงเดินเข้าสู่โถงใหญ่ ไม่ได้ตั้งใจจะดึงดูดความสนใจ หลังจากส่งร่างบทกวีให้เด็กรับใช้แล้ว ก็เดินไปยังที่นั่งในโถงเพื่อดื่มชาและรอคอยตามลำพัง
ทว่าการที่สวีปู้หลิงมาปรากฏตัวซึ่งหาได้ยากเช่นนี้ ย่อมมีผู้เข้ามาทักทายไม่ใช่น้อย
หลังจากนั่งลงได้ไม่นาน เซียวถิงผู้ซึ่งเคยถูกทุบตีอย่างหนักหน่วง ก็ถือพัดโบกสะบัดท่ามกลางฤดูหนาว เดินนวยนาดมานั่งลงตรงหน้า พร้อมยิ้มเบาๆ
"อุ๊ย~ ปู้หลิง วันนี้เจ้าไฉนถึงมีเวลาว่างมาที่นี่ได้?"
พี่ชายของเซียวถิงคือสามีผู้ล่วงลับของลู่ฮูหยิน การที่เขาวางตัวเยี่ยงผู้อาวุโสจึงไม่ได้มีปัญหาประการใด
นิ้วมืออันเรียวยาวของสวีปู้หลิงหมุนถ้วยชา พลางหรี่ตาเล็กน้อย
"อยากถูกตีหรือ?"
เซียวถิงโบกพัดอย่างไม่เกรงกลัว "วันนี้งานชุมนุมกวีมังกรคำรณ เป็นสถานที่อันรื่นรมย์ การลงไม้ลงมือนั้นหยาบคายเกินไป..."
แฉะ——
คำพูดยังไม่ทันจบ สวีปู้หลิงก็ตบโต๊ะเล็กข้างกายเบาๆ ฝาถ้วยชากระเด็นขึ้น มือซ้ายตบซ้ำ ฝาถ้วยก็หมุนคว้างออกไปด้วยเสียงฝ่าลม
ซี่พัดหยกขาวในมือเซียวถิงหักสะบั้นตามเสียง ฝาถ้วยยังมีแรงเหลือเฟือ พุ่งผ่านโถงใหญ่ไปครึ่งหนึ่ง กระแทกเข้าที่ท้ายทอยของกงซุนลู่ที่กำลังสนทนากับผู้อื่นอยู่
ข้างกายกงซุนลู่คือบุรุษวัยกลางคนพกดาบ แววตาแฝงความคมกล้าไว้ภายใน ใบหูขยับเล็กน้อยโดยไม่ได้หันกลับมา ก็ใช้สองนิ้วคีบฝาถ้วยที่พุ่งมาอย่างรวดเร็วไว้ได้ โดยไม่เกิดเสียงแม้แต่น้อย
บุรุษวัยกลางคนพกดาบหันกลับมามอง เมื่อเห็นว่าเป็นสวีปู้หลิงที่ลงมือ ก็พยักหน้าให้เล็กน้อย แล้วใช้นิ้วดีดเบาๆ ฝาถ้วยชาพุ่งผ่านช่องว่างท่ามกลางฝูงชนอย่างไร้เสียง ตกลงบนถ้วยชาข้างกายสวีปู้หลิงพอดีอย่างไร้รอยต่อ
สวีปู้หลิงขมวดคิ้วแน่น มองดูถ้วยชาที่สมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วนข้างกาย แล้วเอ่ยถาม
"บุรุษวัยกลางคนพกดาบผู้นั้น คือใคร?"
เซียวถิงโบกซี่พัดที่โกร๋นเกลี้ยง เงยหน้ามองแวบหนึ่ง "จางเสียง ผู้บัญชาการหน่วยจีเจินซือ มีฉายาว่า 'ขุนศึกหมื่นศพ' "
สวีปู้หลิงประหลาดใจเล็กน้อย ในปีที่ผ่านมาเขาแทบไม่ได้ออกจากจวน แม้แต่ลูกหลานเชื้อพระวงศ์ก็ยังพบเจอได้น้อย นับประสาอะไรกับขุนนางน้อยใหญ่ ทว่านาม 'ขุนศึกหมื่นศพ' นี้ กลับโด่งดังประดุจเสียงอสนีบาต
เมื่อสิบปีก่อนหน่วยจีเจินซือได้ปราบปรามขุมกำลังในยุทธภพ ผู้ที่เป็นผู้นำเบื้องหน้าก็คือจางเสียง มหันตภัยในยุทธภพครานั้นพัวพันไปถึงขุมกำลังแทบทั้งหมดในราชวงศ์ต้าเยว่ แม้แต่การที่ซูอ๋องเฟยสิ้นชีพด้วยความตรอมใจก็มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
ในตอนนั้น ยอดฝีมือที่เข้าร่วมการล้อมสังหารย่อมไม่ได้มีเพียงจางเสียงคนเดียว แต่การที่จางเสียงสามารถเป็นผู้นำเบื้องหน้าได้ ฐานะและวรยุทธ์ย่อมอยู่เหนือสามัญชนอย่างแน่นอน เขาผู้นี้รักดาบดั่งชีวิต เมื่อสิบปีก่อนก็มีชื่อเสียงขจรไกลไปทั่วหล้าด้วยวิชา 'ดาบแปดทิศ' อันเข้าถึงขั้นสุดยอด
สวีปู้หลิงมองพิจารณาจางเสียงอยู่สองสามครา เมื่อไม่เห็นสิ่งใดพิเศษ ก็หมดความสนใจ หันสายตาไปทางด้านบนของโถงใหญ่ เพื่อรอคอย 'การแสดงจริง' เริ่มต้นขึ้น
คราก่อนเซียวถิงถูกทุบตีในสถานศึกษา ยังไม่ได้เอาคืน เมื่อเห็นสวีปู้หลิงถามถึงจางเสียง จึงเริ่มเอ่ยถ้อยคำกระแนะกระแหน
"สวีปู้หลิง ในงานกวีนี้ล้วนมีแต่ปัญญาชน หากเจ้าเบื่อหน่าย ข้าจะไปบอกใต้เท้าจางให้ พวกเจ้าทั้งสองมาประลองกันที่นี่สักคราดีหรือไม่?"
ความหมายย่อมสื่อเป็นนัยว่าสวีปู้หลิงเป็นเพียงคนหยาบที่มีดีแค่พละกำลัง
สวีปู้หลิงเมื่อได้ยินคำเย้ยหยันนี้ ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย "ข้าจะมาแต่งกวีเป็นปัญญาชนบ้างไม่ได้หรือ?"
เซียวถิงชะงักไป รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก เขามองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจ ก็พลันขยับเข้าไปใกล้
"ปู้หลิง วันนี้เจ้าซื้อบทกวีมาเพื่อร่วมสนุกด้วยหรือ?"
แววตาของสวีปู้หลิงราบเรียบ "ไฉน? ไม่ได้หรือ?"
เซียวถิงทำท่าทางราวกับเจอพวกเดียวกัน พยักหน้า
"ข้านึกว่าเจ้าไม่ชอบเรื่องเช่นนี้ ไม่เลว มีคำพูดนี้ของเจ้า เจ้าที่เป็นหลานคนนี้ข้ายอมรับแล้ว..."
ปัง——
ท่ามกลางโถงใหญ่ที่เสียงดังอื้ออึง มีเสียงกระแทกเบาๆ ที่แทบสังเกตไม่ได้ดังออกมา
หลายคนขมวดคิ้วหันมอง เมื่อดูแวบหนึ่งแล้วก็ทำเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
สวีปู้หลิงดื่มชาอย่างใจเย็น เซียวถิงตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบาก พลางคลำหน้าผาก ชี้นิ้วใส่สวีปู้หลิงด้วยดวงตาที่ลุกเป็นไฟด้วยโทสะ "เจ้านับว่าร้ายกาจนัก!" พูดจบก็สะบัดแขนเสื้อ นั่งลงข้างๆ โดยไม่ปริปากอีก…
……….