- หน้าแรก
- อ๋องน้อยผู้โหดเหี้ยม
- 9 - กลอุบายเก่าเล่าใหม่
9 - กลอุบายเก่าเล่าใหม่
9 - กลอุบายเก่าเล่าใหม่
9 - กลอุบายเก่าเล่าใหม่
แสงไฟเริ่มปรากฏ
ภายในหนึ่งร้อยแปดเขตตลาดของเมืองฉางอัน แสงไฟสว่างไสวดุจท้องทะเลและฝูงชนหลั่งไหลราวกับคลื่นน้ำ สวีปู้หลิงพานำเหล่าเซียวควบม้ามายังเขตต้าเย่เพื่อตามหาจูม่านจื่อ
ในเขตตลาดเต็มไปด้วยเหล่าเศรษฐีและผู้มีอันดับ รถแกะสลักเทียมม้าขาวแล่นขวักไขว่ไม่ขาดสาย หากตัดเรื่องไม่มีแสงไฟนีออนหลากสีออกไป ความรุ่งเรืองก็ไม่แพ้ในยุคปัจจุบันแม้แต่น้อย อีกทั้งทัศนียภาพยังงดงามยิ่งกว่าเสียด้วยซ้ำ
เมื่อมาถึงที่นี่ บนท้องถนนแทบจะไม่ค่อยได้เห็นชาวยุทธ์ที่พกพาอาวุธ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ถือพัดเสียมากกว่า นานๆ ครั้งจะเห็นบัณฑิตสองคนที่พกกระบี่เดินไปมาเพื่อใช้เป็นเครื่องประดับ
แม้ว่าหลังจากถึงฉางอันแล้วเขาจะไม่ค่อยได้ออกจากจวน แต่เขตต้าซิ่งเขาก็เคยมาอยู่หลายครั้ง นอกจากการได้รับเชิญไปงานเลี้ยงของเหล่าอ๋องและโหวต่างๆ แล้ว จุดประสงค์หลักคือการมาซื้อสุรา
สถานที่แห่งนี้อยู่ห่างจากกว๋อจื่อเจี้ยนไม่ไกลนัก หาก 'กู่มังกรพันธนาการ' ในกายของเขาไม่มีสุรามาข่มพิษกู่ไว้ ก็จะรู้สึกเจ็บปวดราวกับมดหมื่นตัวกัดกินหัวใจ ร้านสกุลซุนในเขตตลาดเป็นร้านเก่าแก่ร้อยปี 'ต้วนอวี่เชา' ที่เป็นสุราขึ้นชื่อของร้านเลื่องลือเรื่องความแรงและให้ผลดีที่สุด เมื่อดื่มสิ่งนี้ทุกวัน นานวันเข้าเขาก็เริ่มชอบมันจริงๆ บางครั้งจึงเดินทางมาด้วยตนเอง
เขาจูงม้าเลี้ยวเข้าสู่ตรอกหินเขียวขจี มีนักดื่มถือไหสุราหรือผู้ที่มีใบหน้าแดงระเรื่อเดินสวนทางมาเป็นระยะ ในเขตต้าซิ่งมีบ้านเรือนผู้มั่งคั่งอยู่มาก จึงไม่มีคนเมามายที่เละเทะหรือเอะอะโวยวาย
ร้านสกุลซุนตั้งอยู่ลึกเข้าไปในตรอก ธงสุราสีซีดเหลืองมีอักษร 'ซุน' แขวนอยู่ ร้านไม่ใหญ่นัก ด้านในมีโต๊ะสี่เหลี่ยมเพียงสามตัว แต่กลับมีถังสุราวางเรียงรายอยู่สิบกว่าถัง
เพราะชื่อเสียงที่ขจรขจายไปไกล โต๊ะทั้งสามตัวจึงมีแขกนั่งเต็ม โต๊ะที่อยู่ด้านในสุดมีชาวยุทธ์คนหนึ่งนั่งอยู่ สวมชุดดำและหมวกปีกกว้าง วางกระบี่ยาวไว้บนโต๊ะ มองเห็นเพียงแผ่นหลังที่ค่อนข้างบอบบาง ดูเหมือนจะเป็นสตรีและมีรูปร่างค่อนข้างสูง
สวีปู้หลิงปรายตามองเพียงแวบเดียว ก็สังเกตเห็นว่าชาวยุทธ์ผู้นั้นเอียงศีรษะเล็กน้อยด้วยความระแวดระวัง เขาจึงไม่ได้มองต่ออย่างเสียมารยาท เขาหยิบน้ำเต้าสุราออกจากอานม้าแล้วเอ่ยขึ้นว่า
"สุราหนึ่งกา"
"ได้เลย ซานไฉ่ ไปตักสุรามาหนึ่งกา... โอ๊ะ คุณชายวันนี้มีเวลามาด้วยตนเอง ช่างเป็นแขกที่หาตัวจับยากจริงๆ ยังรับเหมือนเดิมหรือไม่?"
"อืม"
"หึหึ... คุณชายช่างคอแข็งจริงๆ ต้วนอวี่เชาวันละหนึ่งชั่งไม่เคยขาด สุราที่ร้านหมักในปีนี้ ครึ่งหนึ่งคงเข้าไปอยู่ในท้องของคุณชายแล้ว..."
ซุนหลงจู๊อายุราวหกสิบเศษ ผมขาวโพลนดูท่าทางใจดี เขาหมักสุรามาทั้งชีวิต ลูกชายไปรับราชการจึงไม่ค่อยได้กลับมา ปกติจึงอยู่เฝ้าร้านสุราเพียงลำพัง เพราะฝีมือดีจึงมีผู้มาขอเรียนวิชาไม่น้อย ซึ่งซุนหลงจู๊ก็ไม่เคยปฏิเสธใคร เพราะเกรงว่าวิชาบรรพบุรุษจะสาบสูญไปพร้อมกับตนเอง
ซานไฉ่ที่เป็นเด็กฝึกงานในร้านน่าจะเป็นคนมาใหม่ เพราะเขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ดูท่าทางซื่อสัตย์ไร้เดียงสา เขาเปิดถังสุราและกรอกสุราใส่กาอย่างตั้งใจ ก่อนจะส่งให้ด้วยความนบนอบ
สวีปู้หลิงยิ้มบางๆ หยิบเงินแท่งหนึ่งออกจากแขนเสื้อโยนให้ซานไฉ่ จากนั้นจึงจูงม้าเดินออกจากร้านสุราไป เมื่อเดินไปได้ไม่ไกลนัก ก็มีเสียงดังมาจากด้านหลัง
"หลงจู๊ คุณชายให้เกินมาขอรับ"
"คุณชายท่านนี้เป็นเช่นนี้เสมอ ให้เกินเจ้าก็รับไว้เถอะ เก็บออมไว้ให้ดี อย่าไปเล่นพนันอีก เมียหนีไปแล้วยังจะพนันอีก ระวังเถอะถ้าเสียจนหมดตัวจะต้องเอาชีวิตไปชดใช้..."
"ข้ารู้ความหมาย..."
สวีปู้หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย หยุดฝีเท้าลง เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง สุดท้ายก็จูงม้าเดินออกจากตรอกไป...
ภายในร้านสกุลซุน ซานไฉ่มองเงินด้วยตาเป็นประกายแล้วหยิบขึ้นมากัดหนึ่งที ก่อนจะซุกเข้าอกเสื้ออย่างระมัดระวัง
ซุนหลงจู๊ยกถั่วทอดและกับแกล้มเย็นมาวางตรงหน้าแขกทั้งสามโต๊ะ ปากยังคงบ่นพร่ำไม่หยุด และพูดยุแหย่กับแขกบนโต๊ะเป็นระยะ
คนที่มาดื่มสุราที่นี่มีทุกประเภท ได้ยินว่าแม้แต่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันยังเคยปลอมตัวมา เพียงแต่ไม่มีใครยืนยันได้ จึงถือว่าเป็นเพียงเรื่องเล่าสนุกๆ ในวงเหล้าเท่านั้น
ชาวยุทธ์ที่นั่งหันหลังให้ตรอกในตอนแรก บัดนี้จึงค่อยๆ เลิกหมวกปีกกว้างขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นริมฝีปากและคางที่บางเฉียบ ผิวขาวนวลยิ่งกว่าหิมะในฤดูหนาว ริมฝีปากแดงราวกับชาด เพียงแค่ครึ่งหน้าก็ทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงความงามระดับล่มเมือง นางยกมือเรียวขึ้นรับชามสุรา ก่อนที่เสียงอันเย็นชาจะดังขึ้น
"หลงจู๊ คนเมื่อครู่คือใครหรือ?"
ซุนหลงจู๊เปิดร้านสุรามาทั้งชีวิต ไม่ใช่ว่าไม่เคยเห็นสาวงามระดับยอดเมือง เขาพยางวางถั่วลงบนโต๊ะแล้วยิ้มพลางกล่าวว่า
"ไม่แน่ใจนัก น่าจะเป็นคุณชายจากบ้านไหนสักแห่งในเมือง เสื้อคลุมจิ้งจอกที่เขาสวมนั้นราคาไม่เบาเลย ไม่รวยก็ต้องสูงศักดิ์ หน้าตาช่างหล่อเหลายิ่งนัก หากตาแก่อย่างข้ามอง ไม่ได้ด้อยไปกว่าแม่นางเลยแม้แต่น้อย..."
สตรีผู้นั้นยกยิ้มที่มุมปาก "ดูท่าทางร่างกายจะอ่อนแอ เกรงว่าคงลุ่มหลงในสุราและนารีจนร่างกายทรุดโทรม..."
ซุนหลงจู๊ชะงักไป ครุ่นคิดแล้วส่ายหน้า "คุณชายท่านนี้ไม่อ่อนแอเลยสักนิด ไม่เหมือนพวกคุณชายเจ้าสำราญเหล่านั้น อีกทั้งนิสัยใจคอก็ไม่เลว..."
"หึหึ..."
สตรีผู้นั้นไม่ได้ต่อคำ เพียงแต่ก้มหน้ากินอาหารของนางต่อไป...
อีกด้านหนึ่ง ภายในร้านสุราแห่งหนึ่งในถนนเล็กๆ ธงร้านเริ่มซีดเหลือง ด้านในมีเสียงอึกทึกครึกโครมไม่ขาดสาย ทั้งยังมีเสียงเขย่าลูกเต๋า ชายร่างมอมแมมหลายคนห้อมล้อมอยู่ด้านใน ตรงกลางมีเตาไฟจุดอยู่
จูม่านจื่อมือปราบหญิงถือชามสุราที่ใหญ่กว่าใบหน้าของนางเล็กน้อย คิ้วขมวดมุ่นดูมีความกังวล
หลังจากบิดามารดาหายสาบสูญ นางก็เข้าทำงานในที่ว่าการเป็นมือปราบ ตรากตรำทำงานหนักอยู่นานกว่าจะได้ย้ายมาอยู่ที่ฉางอันและกลายเป็นหน่วยหมาป่า เดิมทีคิดว่าจะสามารถเข้าไปในห้องเก็บระเบียนเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นในปีนั้น แต่กลับพบว่านางมีคุณสมบัติไม่เพียงพอ
ต้องจับโจรสร้างความดีความชอบถึงจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง นางเองก็อยากจับ แต่ทว่าเมืองฉางอันนั้นสงบเรียบร้อย แม้แต่ในเขตหยงหนิงที่วุ่นวายที่สุด วันหนึ่งก็แทบจะไม่เจอหัวขโมยแม้แต่คนเดียว อีกทั้งยังต้องหารความดีความชอบกับเพื่อนร่วมหน่วยอีกสองคน เส้นทางนี้ช่างยาวไกลจนนางรู้สึกว่าอนาคตช่างมืดมน
ที่โต๊ะสุรา ชายร่างสูงใหญ่ราวกับหอคอยเหล็ก พาดเท้าข้างหนึ่งไว้บนม้านั่ง นั่งด้วยท่าทางห้าวหาญ เอ่ยปลอบโยนว่า
"ม่านจื่อ เจ้าอย่ารีบร้อนไปเลย การเข้าหน่วยเทียนจื้อโดยปกติต้องเคี่ยวกรำถึงสิบปี ข้ารู้ว่าเจ้าอยากหาเบาะแสของท่านลุงกับท่านป้า ข้ากับหลิวโหวเอ๋อจะแบ่งความดีความชอบให้เจ้ามากกว่าเดิมก็แล้วกัน"
หลิวโหวเอ๋อที่รูปร่างผอมสูงดื่มสุราขุ่นลงคอไปหนึ่งอึก พลางเดาะลิ้น "ใช่แล้ว คดีเกลือเถื่อนที่เหลาฝูหมั่นคราวก่อน แม้ความดีความชอบส่วนใหญ่จะถูกทหารรักษาพระองค์และท่านแม่ทัพของเราแบ่งไป แต่พอมาถึงเจ้าก็ยังถูกบันทึกว่าเป็นความดีความชอบครั้งใหญ่ หากบันทึกความดีความชอบครั้งใหญ่อีกสองครั้ง เจ้าก็จะก้าวหน้าเข้าสู่หน่วยเทียนจื้อได้แล้ว จะรีบร้อนไปไย..."
จูม่านจื่อจิบสุราเหลืองอึกเล็กๆ แล้วแค่นเสียง "จะไปมีโชคดีเช่นนั้นได้อย่างไร คราวก่อนหากไม่ใช่เพราะบังเอิญไปเจอท่านสวีซื่อจื่อ คดีนี้ถึงรู้ไปก็ทำไม่สำเร็จ"
"นั่นก็จริง..."
ขณะที่หลิวโหวเอ๋อกำลังพูด เขาก็ชายตามองไปทางถนน ทันใดนั้นสายตาก็พลันแข็งค้าง เขายกมือตบไหล่ชายร่างยักษ์ข้างกาย "หวังต้าจ้วง เจ้าดูสิ มีคนโง่คนหนึ่ง"
จูม่านจื่อและหวังต้าจ้วงมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นบนถนนมีตาเฒ่าคนหนึ่งถือไม้เท้า เดินอย่างยากลำบาก แววตาขุ่นมัวไร้ชีวิตชีวา มือคอยทุบเอวที่ปวดเมื่อยเป็นระยะ
จูม่านจื่อจำตาเฒ่าคนนี้ได้ เขามักจะเล่านิทานอยู่ในร้านน้ำชาที่ถนนหลังบ้าน วันนี้ที่เอวของตาเฒ่าแขวนถุงเงินใบหนึ่งไว้ ซึ่งดูพองจนเห็นรูปทรงของเงิน มองแวบเดียวคงมีอยู่หลายสิบตำลึง
จูม่านจื่อชะงัก "ตาเฒ่าคนนี้ พกเงินมากมายขนาดนี้ออกจากบ้านยังจะอวดรวยอีก ไม่ใช่ว่าหาเรื่องโดนปล้นหรือ..."
เมื่อกวาดสายตามองไปบนท้องถนน ก็พบว่ามีชายท่าทางลึกลับสองสามคนกำลังเดินเข้าไปหาตาเฒ่า และตาเฒ่าคนนั้นก็ดันเดินเข้าไปในตรอกข้างทางพอดี
"เฮ้—"
จูม่านจื่อมีสีหน้ากังวล รีบหยิบดาบขนนกยูง กระโดดออกจากหน้าต่างลงสู่พื้นอย่างมั่นคง เพื่อนร่วมหน่วยทั้งสองคนรีบตามไปติดๆ
นางรีบวิ่งเข้าไปในตรอก เดินไปได้เพียงไม่กี่วา ก็เห็นฉากที่ชวนให้เดือดดาลอยู่ข้างกองฟางที่สุมไปด้วยของเบ็ดเตล็ด
เห็นเพียงอันธพาลหน้ากากสามคน ถือมีดสั้นล้อมวงกันอยู่
ตาเฒ่าพิงมุมกำแพง มือขวาถือไม้เท้า กวัดแกว่งอย่างสั่นเทาเพื่อพยายามขับไล่คนร้าย มือซ้ายกำถุงเงินไว้แน่น น้ำตาไหลพรากใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
"ใครก็ได้ช่วยด้วย!"
"ไอ้แก่หนังเหนียว หากไม่สั่งสอนเจ้าเสียบ้าง เจ้าคงคิดว่ามีดของข้าเป็นของปลอมกระมัง..."
"หยุดนะ!"
จูม่านจื่อเดือดดาลยิ่งนัก ดาบขนนกยูง 'เคร้ง' ออกจากฝัก ร่างกายที่ดูผอมบางพุ่งจู่โจมราวกับเสือดาว เพียงพริบตาก็พุ่งไปได้ไกลถึงสองวา จนถึงตรงหน้าโจรทั้งสาม ดาบขนนกยูงฟันลงมาอย่างแรง ถูกแขนของโจรคนหนึ่งเข้า แต่โจรคนนั้นกลับสวมปลอกแขนเหล็กไว้ จึงเกิดประกายไฟกระเด็นออกมา
แก๊ง—
โจรทั้งสามมีการตอบสนองที่รวดเร็วมาก ชายข้างๆ เห็นเช่นนั้นก็สวนกลับทันที หมัดทั้งคู่ชกเข้าใส่จูม่านจื่อ
จูม่านจื่อไม่ทันตั้งตัว จึงรีบยกแขนขึ้นตั้งรับอย่างลนลาน นางถูกชกจนกระเด็นไปกระแทกกับกำแพงตรอก โจรที่เหลืออีกคนถือมีดสั้น พุ่งเข้าไปถึงขอบกำแพงแล้วแทงมีดออกมา
การปะทะกันของนักสู้ ผลแพ้ชนะตัดสินกันเพียงชั่วพริบตา
หวังต้าจ้วงและหลิวโหวเอ๋อหน้าซีดเผือด นอกจากจะตะโกนว่า "โจรชั่ว กล้าดีอย่างไร!" ก็สิ้นแรงที่จะช่วยเหลือได้ทัน
ในเวลานั้นเอง
ท่ามกลางตรอกอันเงียบสงบ ลมหนาวพลันพัดกรรโชก หลังจากเสียงดัง 'แปะ แปะ แปะ—' สามครั้ง ก็เห็นเงาสีขาวพุ่งลงมาจากฟากฟ้า ตกลงมาด้านหลังจูม่านจื่อ มือขวาถือกระบี่ มือซ้ายยันแผ่นหลังของจูม่านจื่อเพื่อหยุดแรงกระแทก
จูม่านจื่อถูกชกไปสองหมัดจนครางออกมาในลำคอ เมื่อลงสู่พื้นจึงค่อยตั้งสติได้ นางถือดาบด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่กลับเห็นโจรทั้งสามเดินโซเซ ราวกับว่าศีรษะเพิ่งถูกโจมตีอย่างหนัก
เคร้ง—
มีดสั้นร่วงหล่น โจรทั้งสามล้มลงกองกับพื้นทีละคน
ร่างกายของจูม่านจื่อแข็งทื่อ สองมือชูดาบค้างไว้ มองโจรทั้งสามที่นอนอยู่บนพื้น นิ่งอึ้งอยู่นานจึงค่อยรู้สึกตัว
นางหันกลับมาด้วยความประหลาดใจ เห็นคุณชายชุดขาวผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างๆ พร้อมกับรอยยิ้มบางๆ เอ่ยคำพูดที่นุ่มนวลออกมาหนึ่งประโยคว่า
"แม่นาง ระวังตัวด้วย"
น้ำเสียงนั้นทรงพลังและมีเสน่ห์ หน้าตาหล่อเหลาเหนือสามัญชน ดวงตาดอกท้อคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่ชวนให้หลงใหล
จูม่านจื่อนิ่งอึ้งไปกับที่ จ้องมองอย่างโง่งม ครู่ต่อมา ใบหน้าก็ค่อยๆ แดงระเรื่อขึ้น...
………..