เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

5 - ตกตะลึง! ท่านซื่อจื่อแท้จริงแล้วกลับ...

5 - ตกตะลึง! ท่านซื่อจื่อแท้จริงแล้วกลับ...

5 - ตกตะลึง! ท่านซื่อจื่อแท้จริงแล้วกลับ...


5 - ตกตะลึง! ท่านซื่อจื่อแท้จริงแล้วกลับ...

ตกตะลึง! สวีปู้หลิง ซื่อจื่อแห่งซูอ๋อง กลับไขคดีเกลือเถื่อนคดีใหญ่ได้โดยง่าย!

บุรุษนิ่งเงียบสตรีหลั่งน้ำตา! เมืองฉางอันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? คดีของกรมอาญา กลับต้องถึงมือท่านซื่อจื่อแห่งอ๋องผู้ครองดินแดนลงมือด้วยตนเอง!

หอคณิกามีเสียงกรีดร้องดังออกมากลางดึก! ที่แท้คือสวีซื่อจื่อกำลังกวาดล้างเหล่าอิทธิพลมืด!

……

เช้าวันต่อมา คำสรรเสริญเยินยอปูพรมแพร่กระจายออกมาจากหมู่หอคณิกาและร้านสุราในย่านต้าเย่ฟัง

คดีฆาตกรรมบนถนนสายหลังเมื่อคืนวาน แพร่สะพัดออกไปด้วยความเร็วอย่างยิ่ง ภายใต้การชี้นำอย่างมีชั้นเชิงของผู้มีเจตนาแอบแฝง หัวข้อการสนทนาถูกดึงไปที่กองกำลังองครักษ์อวี้หลินมีเหม็นโฉ่เกิดขึ้นหนึ่งจุด และสวีซื่อจื่อแห่งสวีซื่อผดุงความยุติธรรม ทั้งยังถือโอกาสทำให้กระแสเรื่องเกลือเถื่อนเจือจางลง เรียกได้ว่ายิงเกาทัณฑ์ครั้งเดียวได้นกสามตัว

สวีปู้หลิงเพิ่งตื่นนอนก็ได้ยินรายงานจากองครักษ์ ในดวงตามีแต่ความมึนงง

เมื่อวานเขายังไร้ชื่อเสียง เรียงลำดับความคิดว่าวันนี้ไปกว๋อจื่อเจียนหากถูกอาจารย์ตำหนิจะแสดงท่าทางกำเริบเสิบสานอย่างไรดี

ผลคือตื่นมาเพียงงีบเดียว กลับมอบฉายา 'ฉางอันมี*สวีชิงเทียน หน้าเหล็กไร้ลำเอียงแยกแยะข้าราชการดีชั่ว' ให้เขาเสียอย่างนั้น?

(ชิงเทียนแปลว่าผู้ผดุงความยุติธรรมแทนฟ้า เป็นฉายาของเปาบุ้นจิ้น)

เขาที่เป็นซื่อจื่อแห่งอ๋องผู้ครองดินแดนซึ่งบรรพบุรุษมีผลงานสูงส่งจนข่มบารมีนายเหนือหัว เดินทางมายังถิ่นฝ่าบาทเพื่อผดุงความยุติธรรมเยี่ยงนี้ ไม่เท่ากับบอกว่าฝ่าบาทองค์ปัจจุบันตาบอด เรื่องใต้ฝ่าเท้าตนเองยังต้องให้สวีอ๋องมาจัดการหรือ?

ต่อให้จะจัดการก็ต้องจัดการอย่างเปิดเผยสิ การแอบสั่งการให้หน่วยองครักษ์หมาป่าไปสืบสวนอยู่เบื้องหลังหมายความว่าอย่างไร? เกรงว่าการออกหน้าด้วยตนเองจะทำให้ฝ่าบาทหวาดระแวง จึงจงใจดำเนินการอยู่เบื้องหลัง ไม่หวังชื่อเสียงเพียงเพื่อคืนความสงบสุขให้ราษฎรฉางอันอย่างนั้นหรือ?

อายุเพียงสิบแปดปี กลับมีเล่ห์เหลี่ยมและสติปัญญาปานนี้ ช่างเป็น...

ช่างเกรงว่าเขาจะตายไม่เร็วพอเสียจริง!

ในใจของสวีปู้หลิงเกิดเพลิงโทสะที่ไม่มีชื่อเรียก เขาเร่งฝีเท้าเดินออกจากเรือนหลัง ประจวบเหมาะกับพบเหล่าเซียวที่เพิ่งกลับมา เขาเอ่ยเสียงเข้ม "เหล่าเซียว ท่านรับเงินสินบนหรือติดกับดักนารีมากันแน่? นี่มันข่าวผีสางอะไรที่ปล่อยออกมา?"

เหล่าเซียวสวมหมวกบ่าวรับใช้เบี้ยวไปมา พิงไม้เท้าด้วยแววตาอับจนปัญญา "ท่านอ๋องน้อย เรื่องนี้โทษข้าไม่ได้จริงๆ เมื่อคืนข้าสั่งคนไปปล่อยข่าวทั้งคืน แต่นักเล่านิยายยังไม่ทันได้เรียบเรียงบท กระแสในหมู่หอคณิกาและร้านสุราก็เกิดขึ้นแล้ว ลงมือรวดเร็วเช่นนี้ ย่อมเป็นฝ่ายทางการที่หนุนหลังอยู่เบื้องหลัง กดไม่อยู่เลยจริงๆ"

สวีปู้หลิงคลึงขมับ พลางครุ่นคิดเล็กน้อย "ช่างเถอะ ไม่ต้องไปใส่ใจ ขอเพียงไม่ยอมรับ ก็ย่อมไม่มีทางทำให้ชื่อเสียงดีงามของข้านี้เป็นจริงได้ นี่ใครกันที่ประจบสอพลอข้าอยู่เบื้องหลัง?"

เหล่าเซียวตรองดูแล้วเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง "คาดว่าเป็นสองพ่อลูกกงซุนหมิง ไม่ถือสาความหลังใช้น้ำใจตอบแทนความแค้น เจตนานี้น่าตื้นตันใจยิ่งนัก"

สวีปู้หลิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน "ข้าซาบซึ้งใจจริงๆ!"

กระแสสังคมก่อตัวขึ้นแล้ว เขาคงไม่อาจวิ่งออกไปอธิบายว่า "ข้าไม่ได้กำจัดคนชั่ว ข้าแค่ใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกคน" คนโง่เท่านั้นที่จะทำเรื่องเช่นนี้ ตอนนี้เขาทำได้เพียงวางพักไว้ก่อนแล้วมุ่งหน้าไปยังกว๋อจื่อเจียน

เหล่าเซียวเดินตามหลังพลางเอ่ยว่า "จริงด้วย ลู่ฮูหยินได้ยินข่าวแล้ว สั่งให้ท่านไปพบเสียหน่อย"

การที่ลู่ฮูหยินเรียกสวีปู้หลิงไปพบ ย่อมต้องถามว่าเหตุใดสวีปู้หลิงที่แกล้งทำตัวเป็นคุณชายเสเพล กลับกลายเป็นสวีชิงเทียนผู้ตาสว่างไปได้

ประเด็นสำคัญคือ ข่าวเรื่องเกลือเถื่อนนั้นเหล่าเซียวปล่อยออกไปเพื่อซื้อใจจูม่านจื่อจริงๆ ลู่ฮูหยินไม่นุญาตให้สวีปู้หลิงกระทำการโดยพละการ ไปครั้งนี้หากไม่โดนเทศนาสักสองวันคงไม่ได้กลับมา

สวีปู้หลิงครุ่นคิดแล้วทำได้เพียงยกมือขึ้น "ไปอธิบายกับท่านอาลู่ว่า เมื่อคืนข้าเมามากจริงๆ จึงพลั้งมือฆ่าคน การสอบประจำเดือนใกล้เข้ามาแล้วบทเรียนตึงมือ ไว้ผ่านไปสักพักจะไปเยี่ยมเยียนนาง"

เหล่าเซียวรับคำสั่งแล้วจากไป

——

ตึง——

ตึง——

เสียงระฆังทุ้มกังวานแผ่กระจายออกไป แสงอรุณทางทิศตะวันออกสว่างขึ้น เมืองฉางอันอันเกรียงไกรค่อยๆ คลี่ตัวออกท่ามกลางลมหนาวประดุจภาพวาด หอสูงตั้งเรียงราย งดงามราวกับความฝัน

อาชาหยุดลงหน้าป้ายลงจากม้าของกว๋อจื่อเจียน สวีปู้หลิงพลิกตัวลงจากม้า เดินเท้ามุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่ของกว๋อจื่อเจียน

ผ่านระเบียงและอาคารมากมาย ภายในกว๋อจื่อเจียนมีตึกรามเรียงราย เสียงอ่านตำราดังก้องประดุจเกลียวคลื่น

บุตรหลานราชวงศ์ อ๋องผู้ครองที่ดิน ตระกูลใหญ่ ขุนนางบู๊และบุ๋น ต่างศึกษาอยู่ที่กว๋อจื่อเจียน เบื้องหลังมีขั้วอำนาจพันเกี่ยวกันสลับซับซ้อน สวีปู้หลิงไม่อยากมีความสัมพันธ์กับคนเหล่านี้มากนัก ในปีนี้เขาส่วนใหญ่จึงอยู่อย่างสันโดษเพื่อขีดเส้นแบ่งกับคนเหล่านี้

ศิษย์ที่ศึกษาในกว๋อจื่อเจียน ย่อมเคยได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นในย่านต้าเย่ฟัง เมื่อเห็นสวีปู้หลิงเดินมา เหล่าศิษย์ในกว๋อจื่อเจียนบนถนนหินเขียวจำนวนไม่น้อยต่างแสดงความชื่นชม ยกมือคารวะตามมารยาท

"สวีซื่อจื่อสมแล้วที่เป็นบุตรพยัคฆ์แห่งตระกูลขุนนาง ควรจะกำราบความโอหังของพวกองครักษ์อวี้หลินเสียบ้าง..."

"เที่ยงธรรมตรงฉิน ผดุงความยุติธรรม ช่างเป็นแบบอย่างแก่พวกเราจริงๆ..."

"ใช่แล้ว ใช่แล้ว..."

ซื่อจื่อในกว๋อจื่อเจียนมีหกคน คนอื่นๆ ล้วนแซ่ซ่ง การเรียก 'สวีซื่อจื่อ' แทนการเรียก 'ซื่อจื่อ... ' เหมือนคนอื่น ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความพิเศษของสวีปู้หลิง ที่ทั่วทั้งแผ่นดินต้าเยว่มีเพียงคนเดียว

สวีปู้หลิงอยากจะอธิบายสักสองสามประโยค แต่กลับรู้สึกว่าไม่เหมาะกับฐานะ ทำได้เพียงแสร้งมองไม่เห็น แล้วเดินตรงเข้าไปยังห้องเรียนที่ชื่อว่า 'สวนเหวินฉู่'

ศิษย์ของกว๋อจื่อเจียน แม้จะกล่าวว่าเป็นศิษย์ของฝ่าบาทที่เสมอกันไม่มีสูงต่ำ แต่ในความเป็นจริงสวีปู้หลิงย่อมไม่มีทางเรียนร่วมกับบุตรหลานยากจน ห้องเรียนที่ชื่อสวนเหวินฉู่นี้ จัดเตรียมไว้สำหรับพระโอรสและบุตรหลานตระกูลใหญ่โดยเฉพาะ ภายในมีคนไม่มาก แต่พื้นที่กว้างขวางอย่างยิ่ง

ยามเช้า ตามเวลาควรจะเป็นการอ่านหนังสือช่วงเช้า

ท่ามกลางห้องเรียนขนาดใหญ่ใจกลางสวนเหวินฉู่ ทั้งสี่ด้านเปิดโปร่งแขวนม่านไม้ไผ่ โต๊ะขนาดเล็กยี่สิบตัววางเรียงราย คุณชายผู้สูงศักดิ์ในอาภรณ์หรูหราสิบกว่าคนนั่งอยู่ภายใน ส่วนใหญ่เคลิ้มหลับ มีเพียงบุตรีขุนนางไม่กี่คนที่กอดตำราอ่านอย่างจริงจัง

ผู้ที่สอนอยู่ใจกลางห้องเรียนไม่ใช่อาจารย์ แต่เป็นเซี่ยงอวี้ฝู บุตรีของต้าจี้จิ่ว

ต้าจี้จิ่ว เซี่ยงไป่ชิงเป็นขุนนางสายบุ๋นที่คร่ำครึ ไม่ค่อยชอบกลุ่ม 'รุ่นที่สอง' ของสวีปู้หลิงนัก จึงไม่ค่อยมาสอนด้วยตนเอง ส่วนใหญ่จะให้บุตรีมาสอนเป็นพิธี อย่างไรเสียก็ไม่มีใครฟังอยู่แล้ว

สวีปู้หลิงเข้ามาในห้องเรียน กวาดสายตาไปเห็นคุณชายสูงศักดิ์คนหนึ่งนั่งตัวตรง กอดตำราวิญญูชน แต่ดวงตากลับแอบมองทรวดทรงของเซี่ยงอวี้ฝู สายตามีความสกปรกยากจะพรรณนา

เซี่ยงอวี้ฝูปีนี้อายุสิบหกสิบเจ็ดปี มีสง่าราศีอ่อนช้อย ผมยาวถึงเอว นับว่าเป็นโฉมงาม

ผู้ที่นั่งอยู่ล้วนเป็นบุตรผู้มีอันจะกิน ยามปกติย่อมไม่มองสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ในห้องเรียนอันน่าเบื่อหน่ายไม่มีสิ่งใดน่าสนใจ สิ่งที่พอมองได้ก็มีเพียงอาจารย์หญิงที่กำลังอ่านบทกวีอย่างตั้งใจ อืม... นับว่าเป็นศิษย์เลวที่แอบมองอาจารย์หญิงแล้วกัน

สวีปู้หลิงกำลังว้าวุ่นใจกับเรื่องเมื่อเช้า เมื่อเห็นภาพนี้จึงหรี่ตาลงเล็กน้อย

โบราณว่า 'วัวหายล้อมคอก ยังไม่สายเกินไป'

หากตอนนี้ไม่หาโอกาสก่อเรื่องสักอย่าง รอจนท่านอาลู่บุกมาถึงย่อมไม่อาจรายงานตัวได้

สวีปู้หลิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง จึงเดินไปยังหน้าห้องเรียน แล้วซัดหมัดเข้าใส่บุรุษที่ยังคงแอบมองอยู่ทันที...

——

"อ๊าก——"

ต้นฤดูหนาวปีที่สิบแห่งรัชศกเจาหง เสียงกรีดร้องอย่างอนาถดังขึ้นท่ามกลางห้องเรียนของกว๋อจื่อเจียน

ภายในห้องเรียนสวนเหวินฉู่ เซี่ยงอวี้ฝูถือไม้บรรทัดเหล็ก กระโดดโลดเต้นด้วยความตื่นตระหนก พยายามจะห้ามการกระทำอันป่าเถื่อนของสวีปู้หลิง

"หยุดตีได้แล้ว! หยุดนะ!"

ใจกลางห้องเรียน เซียวถิง หลานชายของไทเฮาองค์ปัจจุบัน บุตรชายสายตรงของตระกูลเซียวแห่งหวยหนาน นอนอยู่บนพื้นมือกุมหน้าผากร้องโอดโยวด้วยความเจ็บปวด ทั้งยังมีความมึนงงอยู่บ้าง

"อ๊าก—— สวีปู้หลิง เจ้าตีข้าทำไม! ข้าไปหาเรื่องอะไรเจ้า! อ๊าก——..."

เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สวีปู้หลิงกึ่งนั่งย่อตัวลงบนพื้น กระชากแขนของเซียวถิงออก แล้วระดมหมัดลงบนใบหน้าประดุจห่าฝน ท่าทางดุดันยิ่งนัก

ด้วยความโมโห ทรวดทรงของเซี่ยงอวี้ฝูสั่นเทา มือกุมไม้บรรทัดแต่ก็ไม่กล้าตี คิดจะวิ่งเข้าไปฉุดกระชากสวีปู้หลิงที่กำลังกระทำความผิด แต่กลับถูกบุตรีขุนนางคนหนึ่งขวางไว้ พร้อมเอ่ยปลอบเสียงเบา

"อย่าเข้าไปเลย สวีซื่อจื่ออาจจะเมาเหล้า ระวังเขาจะตีเจ้าไปด้วย"

เซี่ยงอวี้ฝูลังเลครู่หนึ่ง ในดวงตาฉายแววกังวลใจ แล้ววิ่งออกจากห้องเรียนไป ดูท่าจะไปเรียกคนมา

เซียวถิงโดนหมัดชุดใหญ่จนหน้าบวมเขียว ในดวงตามีความโกรธแค้นที่ยากจะบรรยาย

"ข้าคือบุตรสายตรงตระกูลเซียว อ๊าก——

หลานชายไทเฮาองค์ปัจจุบัน อ๊าก——..."

พูดหนึ่งประโยคโดนหนึ่งหมัด สัมผัสสระลงตัว จังหวะดีเยี่ยม

หลังจากระดมหมัดชุดใหญ่ ด้านนอกห้องเรียนก็มีเสียงฝีเท้า 'ตึกตึก' ดังมาอย่างรวดเร็ว เซี่ยงอวี้ฝูยกชายกระโปรงขึ้น ใบหน้าฉายความกังวล พลางเอ่ยเสียงเบา

"ท่านอ๋อง สวีซื่อจื่อเมาตีคนแล้ว ท่านรีบไปห้ามเถิด อย่าให้คุณชายเซียวต้องพิการเลย..."

เบื้องหลังเซี่ยงอวี้ฝู คือบัณฑิตในชุดขุนนางฝ่ายบุ๋น หน้าตาอายุไม่ถึงสี่สิบ ดูสุภาพและสง่างาม เดินตามมาอย่างไม่เร่งรีบ

เหล่าคุณชายผู้สูงศักดิ์ในห้องเรียน เมื่อเห็นดังนั้นต่างจัดเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อย แสดงท่าทางที่มีมารยาท

"คารวะเอี้ยนอ๋อง"

สวีปู้หลิงมีสีหน้าผ่อนคลายลงเล็กน้อย พร้อมยกมือคำนับแบบบัณฑิตเช่นกัน

เอี้ยนอ๋องซ่งอวี้ เป็นพระอนุชาร่วมอุทรของฝ่าบาท สอนหนังสืออยู่ในกว๋อจื่อเจียนมาโดยตลอดไม่ก้าวก่ายการเมือง มีชื่อเสียงด้านคุณธรรม ได้รับการยกย่องว่าเป็น 'วิญญูชนที่แท้จริงแห่งยุค' ขณะนี้เอี้ยนอ๋องเดินเข้ามาในห้องเรียนอย่างช้าๆ เมื่อเห็นเซียวถิงหน้าบวมเขียวนั่งอยู่บนพื้น ในดวงตามีความอ่อนใจอยู่หลายส่วน

เซียวถิงเป็นหลานชายของไทเฮา ไทเฮานับเป็นพระมารดาเลี้ยงของเอี้ยนอ๋องซ่งอวี้ หากจะนับลำดับญาติกันจริงๆ เซียวถิงก็นับว่าเป็น 'ลูกพี่ลูกน้อง' ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน

"ปู้หลิง เซียวถิง เหตุใดพวกเจ้าจึงวิวาทกันในห้องเรียน?"

เมื่อได้ยินคำถามของเอี้ยนอ๋อง เซียวถิงรีบคลานเข้าไปหา ชี้ที่ใบหน้าตนเอง "ท่านอ๋อง ไม่ใช่การวิวาท เขาตีข้าฝ่ายเดียว ข้าเห็นแก่ที่เขาเป็นรุ่นน้องจึงไม่ได้ลงมือตอบโต้"

เอี้ยนอ๋องขมวดคิ้วเล็กน้อย หันไปมองสวีปู้หลิงที่อยู่ข้างๆ

"ปู้หลิง เหตุใดเจ้าจึงตีเซียวถิง?"

สวีปู้หลิงเดิมทีอยากจะพูดว่า 'วิญญูชนไม่กระทำผิดในที่ลับ' แต่เมื่อนึกถึงคำสั่งสอนของท่านอาลู่ เขาจึงเปลี่ยนคำพูดว่า

"เมาแล้ว เขาเป็นใครหรือ?"

สีหน้าแสดงความกระด้างกระเดื่อง น้ำเสียงโอหังยิ่งนัก มีร่องรอยของคุณชายเสเพลรุ่นที่สองอย่างเต็มเปี่ยม เพียงแต่หน้าตาหมดจด ความดุร้ายจึงไม่ปรากฏชัด กลับดูหล่อเหลาเย็นชา จนทำให้บุตรีของเหล่าอ๋องและขุนนางแอบมองกันหลายคน

เซียวถิงเพลิงโทสะสุมทรวง ลูบแก้มที่บวมราวกับหัวหมู

"ข้าเซียวถิง หลานชายไทเฮา น้องสามีของลู่ฮูหยิน เป็นอาของเจ้า"

สวีปู้หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย กวาดตาสำรวจขึ้นลง "อ้อ อย่างนั้นหรือ" แล้วหยิบกาเหล้าขึ้นมากระดกอึกหนึ่ง

"……"

เซียวถิงแววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง ชี้นิ้วไปที่สวีปู้หลิง พูดไม่ออกอยู่ครึ่งค่อนวัน

เอี้ยนอ๋องส่ายหน้าเบาๆ มองไปที่สวีปู้หลิง แสดงท่าทีของผู้ใหญ่

"ปู้หลิง เจ้าล่วงรู้ความหมายของคำว่า 'ปู้หลิง' หรือไม่?"

สวีปู้หลิงตอบเสียงเรียบ "หากกายเที่ยงธรรม แม้ไม่สั่ง (ปู้หลิง) ก็มีการปฏิบัติ หากกายไม่เที่ยงธรรม แม้สั่งก็ไม่มีผู้ตาม"

เอี้ยนอ๋องพยักหน้า "ในเมื่อล่วงรู้ ข้าก็จะไม่ถามถึงสาเหตุที่เจ้าลงมือทำร้ายคนเมื่อครู่ ขอเพียงเจ้าไม่ละอายต่อใจตนเองก็พอ... เรื่องที่เจ้าเข้าช่วยเหลือผดุงความยุติธรรมกำจัดคนชั่วเมื่อคืน ทำได้ดีมาก คู่ควรกับประโยคที่ว่า 'หากกายเที่ยงธรรม แม้ไม่สั่งก็มีการปฏิบัติ' หลังจากนี้จงพยายามต่อไป"

สวีปู้หลิงขมวดคิ้ว "เมื่อคืนเมา ใครจะไปรู้ว่าข้างนอกลือกันอย่างไร"

เอี้ยนอ๋องแววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม "อายุยังน้อย กลับรู้จักถ่อมตนไม่ยื้อแย่งความดีความชอบ นี่คือวิถีแห่งวิญญูชน ดียิ่งนัก"

สวีปู้หลิงหน้ามืดครึ้ม ผายมือออก แต่กลับไม่มีคำพูดใดจะเอ่ย ได้แต่ทำท่าทางรำคาญใจ

เอี้ยนอ๋องยามปกติย่อมมีรางวัลและบทลงโทษที่ชัดเจน ไม่ได้กล่าวชมเชยต่อไป แต่เปลี่ยนมาเอ่ยว่า

"จิตใจควรค่าแก่การสรรเสริญ แต่ความดีกับความผิดไม่อาจหักล้างกัน การลงมือทำร้ายคนในกว๋อจื่อเจียนถือว่าผิดกฎ จงไปอยู่ที่หอกลองและหอระฆังเจ็ดวัน คัดตำรา 'เสวียจี้' สิบจบ"

สวีปู้หลิงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก การหลบอยู่ในกว๋อจื่อเจียนเจ็ดวันก็ดีเหมือนกัน หากถูกลู่ฮูหยินจับตัวได้ นั่นแหละคือการทรมานคนให้ตายไปข้างหนึ่ง เขาจึงเดินออกจากห้องเรียนไปทันที

เซียวถิงโดนทำร้ายร่างกายอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย โกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำมุมปากสั่นพริ้ว เมื่อเห็นเหล่าคุณชายในห้องเรียนแอบหัวเราะ จึงแค่นเสียงเหี้ยม "เจ้าคอยดูเถอะ..." จากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อ เร่งฝีเท้าออกจากกว๋อจื่อเจียนไป...

——

………

จบบทที่ 5 - ตกตะลึง! ท่านซื่อจื่อแท้จริงแล้วกลับ...

คัดลอกลิงก์แล้ว