- หน้าแรก
- จะบ่มเพาะไปทำไม? ในเมื่อแค่มีลูกหลานก็เป็นเซียนได้!
- บทที่ 2 ยี่สิบปีมีลูกห้าสิบคน? ข้าขอเป็นบุตรเขย!
บทที่ 2 ยี่สิบปีมีลูกห้าสิบคน? ข้าขอเป็นบุตรเขย!
บทที่ 2 ยี่สิบปีมีลูกห้าสิบคน? ข้าขอเป็นบุตรเขย!
บทที่ 2 ยี่สิบปีมีลูกห้าสิบคน? ข้าขอเป็นบุตรเขย!
"หืม รับบุตรเขย?"
"มีที่ดินเส้นพลังวิญญาณชั้นยอด แถมยังมอบเคล็ดวิชาเซียนให้?"
คนที่กำลังเดินลงจากเขา ได้ยินคำพูดของชายชุดเขียว ก็แตกตื่นขึ้นมา
หลู่ฉางเซินได้ยิน เขาก็สนใจ
หลังจากคิดวิเคราะห์ สถานการณ์ของเขา ถ้าได้เข้าสำนักไหนสักแห่ง ย่อมดีที่สุด
ส่วนเรื่องบุตรเขย มันเป็นแค่บุตรเขยแต่งเข้าเท่านั้น ไม่มีอะไรเสียหาย
หาทางแห่งเซียน มันย่อมไม่น่าอาย
แต่เขายังไม่ออกตัว รอดูสถานการณ์ก่อน
ไม่มีของฟรีในโลก!
ตระกูลหลู่แห่งเขาชิงจู๋เป็นอย่างไร เขาก็ไม่รู้
ใครจะรู้ว่าการรับบุตรเขยนี้ เป็นเรื่องจริงหรือแค่หลอกลวง
"ขอถามท่านผู้อาวุโส การรับบุตรเขยมีเงื่อนไขอะไรบ้าง ข้าจำได้ว่าตระกูลบ่มเพาะเซียนมักจะไม่เลี้ยงดูคนนอกตระกูล"
ในฝูงชน มีคนถามขึ้นมา
ในกลุ่มเด็กหนุ่มสาวที่ตกรอบ มีหลายคนเป็นลูกหลานของพ่อค้าขุนนาง หรือเป็นทายาทของผู้ฝึกตนอิสระ มีความรู้เกี่ยวกับโลกบ่มเพาะเซียนอยู่บ้าง
"ฮ่าๆๆ ในเมื่อสหายน้อยถามมา หลู่โหมวก็ไม่ปิดบัง จะเปิดประตูเห็นภูเขา(บอกกล่าวตามตรง)"
"ตระกูลหลู่ของข้า ช่วงก่อนเสียลูกหลานไปมาก ตอนนี้ขาดคนรุ่นใหม่ จึงต้องทำเช่นนี้ รับบุตรเขย เพื่อเติมเต็มสายเลือดใหม่"
"ส่วนเงื่อนไข..."
"ยี่สิบปี ต้องมีบุตรห้าสิบคน ถ้าเกิดบุตรที่มีรากจิตวิญญาณระดับกลางหนึ่งคน หรือรากจิตวิญญาณระดับล่างสามคน ย่อมนับว่าผ่านภารกิจ"
"ในช่วงเวลานี้ ตระกูลหลู่ไม่เพียงแต่จะให้ที่ดินเพื่อบ่มเพาะ เคล็ดวิชาเซียน ทุกเดือนยังมีทรัพยากรบ่มเพาะให้อีกด้วย"
ชายชุดเขียวมองทุกคน สีหน้าใจดี พูดอย่างช้าๆ
แต่คำพูดนี้ กลับทำให้หลายคนส่ายหน้า นี่มันรับบุตรเขยที่ไหนกัน
นี่มันหาพ่อพันธุ์ชัดๆ!
ต้องรู้ก่อนว่า เรื่องบุรุษปั้มสตรี มันทำให้สูญเสียแก่นแท้หยาง
สำหรับผู้ฝึกตนเซียน ยิ่งเสียหายหนัก!
พวกเขาถูกนิกายชิงอวิ๋นคัดออก อนาคตก็มีจำกัดอยู่แล้ว
ถ้าต้องปั้มสตรีทุกวัน การบำเพ็ญเพียรก็คงจบเห่ ยากที่จะก้าวหน้า
หลู่ฉางเซินได้ยิน เขาก็รู้สึกหน้าชาเล็กน้อย
ยี่สิบปีมีลูกห้าสิบคน มันเยอะไปหน่อยไหม?
ถึงจะปีละคน ยี่สิบปียังไม่มีห้าสิบคนเลย
ดูท่า ตระกูลหลู่รับบุตรเขย ไม่ใช่แบบหนึ่งต่อหนึ่ง แต่ละคนคงได้ภรรยาสักสามสี่คนสินะ?
แต่ว่า…
ฟังดูแล้ว มันก็ไม่เลวนะ?
หลู่ฉางเซินคิดอย่างถี่ถ้วน แถมรู้สึกว่าดีมาก เหมาะกับตัวเอง
มีที่บ่มเพาะ แถมยังได้ภรรยาช่วยเลี้ยงลูกอีก
แก้ปัญหาช่วงแรกของระบบได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ยิ่งไปกว่านั้น ได้ยินเงื่อนไขที่แสนเข้มงวด หลู่ฉางเซินก็ยิ่งวางใจ
ถ้าไม่เข้มงวด พวกเขาที่ตกรอบ จะมีโอกาสเข้าตระกูลบ่มเพาะเซียนได้อย่างไร?
หงอี้เห็นหลู่ฉางเซินมีท่าทีสนใจ ก็เอ่ยขึ้น
"หลู่ฉางเซิน ตระกูลหลู่แห่งเขาชิงจู๋ ข้าเคยได้ยินมาว่า พวกเขาเป็นตระกูลเซียนเที่ยงธรรม มีบรรพชนขอบเขตสร้างรากฐานคอยปกป้อง"
"และก็เป็นอย่างที่เขากล่าวมา ช่วงก่อนพวกเขาสู้กับตระกูลเฉินแห่งหุบเขาหงเย่ แย่งชิงเหมืองหินวิญญาณ เสียคนไปมาก"
"ถ้าเจ้าไม่มีที่ไป ย่อมถือว่าเป็นทางเลือกที่ดี"
หงอี้พูดจาดีเช่นนี้
เพราะก่อนหน้านี้ เขาถือตัว ไม่ค่อยสนใจหลู่ฉางเซิน หานหลิน และจ้าวชิงชิง
แถมยังดูถูกพวกเขา
แต่หานหลินกับจ้าวชิงชิงสอบเข้านิกายชิงอวิ๋นได้ ส่วนเขาตกรอบ ทำให้ความหยิ่งยโสในใจหายไป และเริ่มมองความจริง
เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า เมื่อก้าวสู่วิถีเซียน ไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือชาวบ้าน ความต่างก็ไม่ได้มากมายอะไร
ถ้าหลู่ฉางเซินสามารถเข้าตระกูลบ่มเพาะเซียน
ถึงอนาคตจะไม่รุ่งโรจน์ แต่ก็เป็นสหายเต๋า หรือเป็นเส้นสายได้
"ขอบคุณมาก หงอี้ ที่เตือนข้า"
ได้ยินเช่นนี้ ความกังวลเล็กน้อยที่เหลืออยู่ในใจหลู่ฉางเซินก็หายไป
เขารู้สึกว่าการไปเป็นบุตรเขยตระกูลหลู่ ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีมากสำหรับตอนนี้
มีระบบอยู่ แค่ผ่านช่วงแรกไป ถึงตอนนั้น ก็จะโบยบินอย่างอิสระใช่ไหม!?
ทันใดนั้น หลู่ฉางเซินก็เดินไปข้างหน้า จะไปลงชื่อ
"พี่น้องหลู่ ไปด้วยกันเถอะ"
ตอนนี้เอง หลี่เฟยอวี่เหมือนตัดสินใจอย่างยากลำบาก ก็เอ่ยขึ้นมา
"พี่น้องหลี่ เจ้าก็จะเข้าตระกูลหลู่?"
หงอี้เห็นหลี่เฟยอวี่ก็เลือกเข้าตระกูลหลู่ เขาก็รู้สึกประหลาดใจ
หลู่ฉางเซินเป็นชาวนา เขายังพอเข้าใจ
แต่หลี่เฟยอวี่เป็นถึงบุตรชายหัวหน้าพรรคฉื่อจิง ฐานะไม่เลวร้าย ทว่าเขายอมไปเป็นบุตรเขยแต่งเข้าที่ต้องให้กำเนิดบุตรห้าสิบคนเนี้ยนะ?
"ชีวิตคนเราแค่ร้อยปี ได้พบเจอวิถีเซียน ย่อมมิอาจพลาด"
หลี่เฟยอวี่เอ่ยเสียงทุ้ม
คนในครอบครัวย่อมรู้ดี พรรคฉื่อจิงถึงจะใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่บิดาเขาคนเดียวที่สั่งได้
เพราะเหตุผลนี้ บิดาเขาย่อมไม่สามารถหาเงินทองมากมายมาให้เขาบำเพ็ญเพียร
ถ้ากลับไป อนาคตเขาก็คงสืบทอดตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อจากบิดา และใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา
แต่รู้ว่าตัวเองมีรากจิตวิญญาณ และสามารถเป็นเซียนได้ เขาก็ไม่อยากกลับไปแล้ว
เขาเคยเห็นบิกาตนเอง ก้มหัวให้ผู้ฝึกตนเซียนคนหนึ่ง
เขารู้ว่าฐานะในโลกมนุษย์สูงแค่ไหน เก่งกาจแค่ไหน ต่อหน้าผู้ฝึกตนเซียน ก็แค่เศษธุลี
เพราะฉะนั้น ถึงจะยากลำบาก แค่มีโอกาส มันก็ต้องไขว่คว้า!
อย่างน้อย อนาคตจะได้ไม่เสียใจ!
"ขอให้พี่น้องหลี่ พี่น้องหลู่โชคดี อนาคตถ้ามีเรื่องอะไร ก็สามารถส่งจดหมายมาที่จวนหรู่อี้โหวได้"
หงอี้ก็เข้าใจ ไม่ได้ห้ามปราม ประสานมือคารวะ
เขาเป็นลูกหลานขุนนาง กลับบ้านก็ยังมีเงินทอง ยังบำเพ็ญเพียรต่อได้ ไม่จำเป็นต้องไปเป็นบุตรเขย
จากนั้น
หลู่ฉางเซินกับหลี่เฟยอวี่ก็มาถึงหน้าชายชุดเขียว บอกว่ายินดีแต่งเข้าตระกูลหลู่
ได้ยินว่าหลู่ฉางเซินมีรากจิตวิญญาณระดับเก้า ชายชุดเขียวก็ลังเล
เพราะรากจิตวิญญาณยิ่งดี โอกาสที่ลูกจะมีรากจิตวิญญาณก็ยิ่งมาก ระดับก็ยิ่งสูง
แต่เห็นหลู่ฉางเซินมากับหลี่เฟยอวี่ หลี่เฟยอวี่มีรากจิตวิญญาณระดับเจ็ด เขาก็พยักหน้า
"พวกเจ้าคิดดีแล้วนะ เมื่อไปถึงเขาชิงจู๋ ห้ามเปลี่ยนใจ และพวกเจ้าต้องเซ็นสัญญา"
"ถ้ายี่สิบปี พวกเจ้าทำภารกิจไม่สำเร็จ ไม่เพียงแต่ต้องชดใช้ทรัพยากรสามเท่า ยังต้องทำงานให้ตระกูลหลู่อีกสิบปี"
ชายชุดเขียวพูดอย่างจริงจัง
"พวกเราตัดสินใจแล้ว"
หลู่ฉางเซินกับหลี่เฟยอวี่มองหน้ากัน พยักหน้าพร้อมกัน
เกือบครึ่งชั่วยาม บุตรเขยยี่สิบคนก็ครบ
ล้วนเป็นเด็กหนุ่มที่ไม่มีเส้นสาย ฐานะธรรมดา
ไม่เพียงแต่คนฐานะดีไม่อยากมา ชายชุดเขียวก็ไม่ต้องการคนที่มีเส้นสายใหญ่โต
"ข้าชื่อหลู่หยวนติ่ง เป็นผู้นำตระกูลหลู่ ต่อไปพวกเจ้าเรียกข้าว่าท่านประมุขได้"
"ตอนนี้ ตามข้ากลับเขาชิงจู๋"
หลู่หยวนติ่งพูดกับหลู่ฉางเซินและคนอื่นๆ
จากนั้น เขาหยิบถุงผ้าลายทองออกมา เปิดปากถุง
แสงสีขาวพุ่งออกมา กลายเป็นม้าสีเหลืองทอง แผงคอเหมือนทองคำ ขายาว ตัวใหญ่แข็งแรง
"ขี่ม้า?"
หลายคนเห็นม้า ก็ตกใจ
เมื่อกี้ผู้ช่วยของนิกายชิงอวิ๋นแค่สะบัดแขนเสื้อ คนที่ถูกเลือกก็มีเมฆมงคลลอยขึ้นมาใต้เท้า ลอยขึ้นฟ้าไป
พวกเขาไปกับหลู่หยวนติ่ง กลับต้องขี่ม้า?
หลู่ฉางเซินก็รู้สึกว่าเป็นเซียนแล้ว ยังต้องขี่ม้า มันดูต้อยต่ำไปหน่อย
"นี่ไม่ใช่ม้าธรรมดา มันเป็นม้าวิญญาณที่ตระกูลหลู่เลี้ยงไว้ วิ่งวันละพันลี้ ถึงพวกเจ้าจะขี่ม้าไม่เป็นก็ไม่เป็นไร"
เห็นทุกคนมีสีหน้าผิดหวัง หลู่หยวนติ่งก็อธิบาย
เขาเองก็ไม่มีทางเลือก
ตระกูลหลู่เป็นแค่ตระกูลเล็กๆ ถึงจะมีสมบัติวิเศษอย่างเรือเหาะ แต่ปกติก็ไม่ค่อยได้ใช้
ส่วนเรื่องพาคนทั้งหมดบิน ยิ่งเป็นไปไม่ได้
เขามีขอบเขตหลอมปราณขั้นแปด บินคนเดียว ปราณวิญญาณยังไม่พอ จะพาคนบินได้อย่างไร ใช่ไหม?
คนเยอะขนาดนี้ ขี่ม้าย่อมสะดวกสุด
เพราะเหตุนี้ หลู่ฉางเซินและคนอื่นๆ ก็ขึ้นม้าวิญญาณ ตามหลู่หยวนติ่งไป
ณ เชิงเขานิกายชิงอวิ๋น ยังมีผู้ฝึกตนตระกูลหลู่ห้าคนรออยู่ พวกเขาไปด้วยกัน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันระหว่างทาง