เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 45 หากไม่ใช่มิตรก็คือศัตรู

บทที่ 45 หากไม่ใช่มิตรก็คือศัตรู

บทที่ 45 หากไม่ใช่มิตรก็คือศัตรู


บทที่ 45 หากไม่ใช่มิตรก็คือศัตรู

หลังจากออกจากห้องเช่า ผมเดินนำหน้าถังอวี่ถงและโจวเจียงไปอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องถามก็รู้ว่าพวกเขาสองคนมาหาผมด้วยเหตุผลอะไร

เห็นได้ชัดว่าผมแสดงท่าทีอย่างเด็ดขาดต่อหน้าพวกเขาสองคนไปมากกว่าหนึ่งครั้งแล้ว ไม่คิดว่าทั้งคู่ยังไม่ยอมแพ้ ตามตอแยผมไม่เลิกรา ตอนนี้ยังตามมาถึงห้องเช่าอีก ช่างตามติดเป็นวิญญาณจริง ๆ

“คุณชายหลี่ คุณจะรีบเดินไปไหนคะ หรือว่าเราจะหาที่นั่งคุยกันดี ๆ สักหน่อยดีไหม?” เสียงของถังอวี่ถงดังมาจากด้านหลัง

ผมหยุดเดินแล้วหันกลับไป ไม่ได้แสดงสีหน้าดี ๆ ให้ทั้งสองคนเห็น “ไม่ต้องหรอกครับ คุยกันตรงนี้แหละ”

ที่นี่เป็นสวนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากห้องเช่า มีไว้สำหรับให้ผู้พักอาศัยในละแวกนี้มาเดินเล่นโดยเฉพาะ

“ตรงนี้เหรอคะ?” ถังอวี่ถงขมวดคิ้ว

“ผมไม่มีอะไรจะคุยกับพวกคุณมากนัก และถ้ายังเป็นเรื่องที่จะให้ผมช่วยคุณทำเรื่องผิดศีลธรรมทำร้ายผู้คน เช่นนั้นเชิญกลับไปเถอะครับ ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาพูดคุยให้มากความ” ในเมื่อพวกเขารู้ตัวตนของผมในฐานะปรมาจารย์ฮวงจุ้ยแล้ว ผมจึงไม่พูดอ้อมค้อม

ทั้งสองคนรู้ว่าผมมองออกบางอย่างตั้งนานแล้ว จึงไม่ได้แปลกใจอะไรมากนัก

“ไอ้หนุ่มตระกูลหลี่ แกยังเด็กเกินไป ในโลกนี้คนเราถ้าไม่เห็นแก่ตัว ฟ้าดินจะลงโทษ” โจวเจียงกล่าวเย้ยหยัน

“เห็นแก่ตัวถึงขั้นลงมือกับคนในครอบครัวของตัวเองได้เลยงั้นเหรอ?” ผมทำหน้าเคร่งขรึม กล่าวอย่างเย็นชา

บนใบหน้าของถังอวี่ถงปรากฏร่องรอยความผิดปกติขึ้นมาวูบหนึ่งซึ่งหาได้ยาก แต่ในไม่ช้าก็กลับมาสงบนิ่งดังเดิม “คุณชายหลี่ น้องชายของฉันได้รับความรักและความสำคัญจากครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก เพียงเพราะเขาเป็นผู้ชาย ไม่ว่าเขาจะเสเพลสำมะเลเทเมา ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแค่ไหนก็ไม่มีใครว่า แม้กระทั่งมีความคิดที่จะให้เขารับช่วงต่อจากตระกูลถัง ส่วนฉัน ตั้งแต่เล็กจนโตทุ่มเททำทุกอย่างให้ดีที่สุด ไม่ว่าในสายตาคนนอกฉันจะยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่ในสายตาของคนในครอบครัว ฉันก็ยังเทียบตำแหน่งของเขาไม่ได้อยู่ดี”

ขณะนั้น ในแววตาของเธอเผยให้เห็นความโกรธเกรี้ยว “ตอนแรกคิดว่าความพยายามและความสำเร็จของฉันจะค่อย ๆ เปลี่ยนความคิดของคนในบ้านได้ แต่แล้ววันหนึ่ง มีซินแสคนหนึ่งมาบอกฉันว่า ฉันถูกกำหนดให้มีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินยี่สิบห้าปี เรื่องนี้สำหรับฉันแล้วเหมือนฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ รับไม่ได้เลย หรือว่าความพยายามทั้งหมดของฉันที่ผ่านมาจะต้องสูญเปล่า ทำไมสวรรค์ถึงไม่ยุติธรรมแบบนี้?”

“หลังจากนั้นฉันบังเอิญได้พบกับคุณโจวเจียง เขาเป็นคนช่วยฉัน ทำให้ฉันมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ฉันคิดว่านี่คือลิขิตสวรรค์ และในอนาคตตระกูลถังจะต้องตกเป็นของฉันอย่างแน่นอน”

โจวเจียงยกมุมปากขึ้นแล้วเอ่ยว่า “ถูกต้อง นี่คือลิขิตสวรรค์ ตระกูลถังควรจะตกเป็นของคุณหนูถัง ไม่ใช่ไอ้น้องชายไร้ประโยชน์คนนั้น ตอนนี้ตระกูลถังภายใต้ความพยายามของคุณแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างดี”

“เพื่อตัวเองถึงกับต้องทำเรื่องเลวร้ายขนาดนี้เลยเหรอ?” หลังจากฟังทั้งสองคนพูดจบ ผมกล่าวอย่างเย็นชา “คุณถัง เพื่อต่อชีวิตตัวเอง คุณทำร้ายคนไปไม่น้อย น้องชายของคุณเป็นเพียงหนึ่งในนั้นเท่านั้น”

ถังอวี่ถงไม่พูดอะไร แต่โจวเจียงกลับหัวเราะ “เหอะ ๆ การได้ต่อชีวิตให้กับยอดคนอย่างคุณหนูถัง ถือเป็นบุญวาสนาที่พวกเขาสั่งสมมาแต่ชาติปางก่อน ยิ่งไปกว่านั้นคุณหนูถังยังแอบตอบแทนครอบครัวของพวกเขาอย่างลับ ๆ อีกด้วย”

“ตลกสิ้นดี ทำร้ายคนก็คือทำร้ายคน ต่อให้มีเหตุผลยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ใช้ไม่ได้” ผมกล่าวอย่างโมโห

ยิ่งไปกว่านั้น การใช้ชีวิตของคนอื่นมาต่อชีวิตตัวเองอย่างแข็งขืนเช่นนี้ มันขัดต่อหลักฟ้าดินและไร้ซึ่งคุณธรรมโดยสิ้นเชิง ไม่ช้าก็เร็วจะต้องได้รับผลกรรมที่สาสม

“หรือว่าคุณชายหลี่คิดว่าฉันควรจะยอมรับชะตากรรม สมควรตายอย่างนั้นเหรอคะ?” ถังอวี่ถงเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง

ผมส่ายหน้า “ผมคิดมาตลอดว่าชะตาชีวิตของคนเราควรอยู่ในกำมือของตัวเอง แต่การใช้ชีวิตของคนอื่นมาแลกกับชีวิตตัวเองนั้น ขออภัยที่ผมไม่อาจเห็นด้วยได้”

พูดจบ ผมก็หันหลังเตรียมจะจากไป “ผมพูดไปหมดแล้ว พวกคุณไม่จำเป็นต้องมาเสียเวลากับผมอีก ผมไม่มีวันร่วมหัวจมท้ายไปกับพวกคุณแน่นอน แต่พวกคุณวางใจได้ ผมจะไม่เปิดโปงพวกคุณกับเถ้าแก่ถัง และจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย”

ถังอวี่ถงต้องการต่อชีวิต แค่มีโจวเจียงก็พอแล้ว การที่พวกเขามาหาผมตลอดต้องมีจุดประสงค์อื่นที่ไม่บริสุทธิ์อย่างแน่นอน อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของดวงชะตาในคำทำนายก็บอกใบ้ผมไว้แล้ว ผมไม่มีทางถูกพวกเขาหลอกลวงได้

“คุณชายหลี่ คุณคิดให้ดี ฉันถังอวี่ถงเป็นคนแยกแยะบุญคุณความแค้นชัดเจนเสมอมา หากไม่ใช่มิตรก็คือศัตรู” ถังอวี่ถงกล่าวด้วยใบหน้าหยิ่งทะนง ท่าทีเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจ

ต้องยอมรับว่า เธอเป็นคนที่จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ได้จริง ๆ น่าเสียดายที่เลือกเดินในเส้นทางที่ผิด

“ผมไม่ใช่เพื่อนของคุณ และยิ่งไม่ใช่ศัตรูของคุณ เชิญกลับไปเถอะครับ” หากเป็นเช่นนี้แล้วถังอวี่ถงยังดึงดันจะเห็นผมเป็นศัตรู ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้

ถังอวี่ถงไม่รั้งผมไว้อีก และจากไปเช่นกัน “คุณโจว ไปกันเถอะค่ะ”

“เหอะ ๆ ไอ้คุณชายหลี่ หวังว่าคราวหน้าที่เจอกัน แกจะยังคงองอาจผ่าเผยได้แบบนี้นะ” โจวเจียงหัวเราะเยาะสองสามครั้ง คำพูดของเขามีความหมายแฝง

ผมขมวดคิ้วหันกลับไปคิดจะถามเขาว่าหมายความว่าอะไร แต่เขาเดินตามถังอวี่ถงไปไกลแล้ว

ผมเริ่มกังวล เกรงว่าโจวเจียงกับถังอวี่ถงจะทำอะไรบางอย่างหลังจากนี้ หากพวกเขาสองคนพุ่งเป้ามาที่ผมคนเดียวก็ยังดี แต่กลัวว่าพวกเขาจะลงมือกับคนรอบข้างของผมนี่สิ

ตอนนั้นเอง หลิวเฉิงก็ตามมาถึงที่นี่

“หลงหยวน ทำไมเหลือแกคนเดียวล่ะ เศรษฐินีแซ่ถังของแกไปไหนแล้ว?” เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้วถามขึ้น

“ไปแล้ว” ผมตอบ

จากนั้นถึงเพิ่งสังเกตว่าเขาไม่เพียงเปลี่ยนชุดใหม่ แต่ยังหวีผม ใส่น้ำหอมอีกด้วย

ผมไม่เข้าใจ “เปลี่ยนชุดใหม่ หวีผม ใส่น้ำหอม แกทำอะไรของแกเนี่ย?”

“แหะ ๆ ยังไงคุณหนูถังก็เป็นคนมีหน้ามีตา ฉันแต่งตัวสักหน่อยก็เพื่อเป็นการให้เกียรติเธอน่ะสิ” หลิวเฉิงยิ้มแล้วพูดอย่างไม่อาย

เจ้าหมอนี่ มิน่าล่ะถึงวิ่งกลับห้องไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ที่แท้ก็แอบคิดไม่ดี ไปแต่งหล่อนี่เอง

“ประสาท!” ผมอดไม่ได้ที่จะด่าออกไป

แต่เขาไม่ใส่ใจ ยังคงพูดจาไม่รู้จักคิดต่อไป “พูดจริง ๆ นะ ถ้าแกปฏิเสธคุณหนูถัง เพื่อนคนนี้คงต้องขอไม่เกรงใจแล้วล่ะ ก็ใครจะไปต้านทานเสน่ห์ของเศรษฐินีสวยขนาดนี้ได้”

เพราะกลัวว่าเขาจะไม่รู้จักที่ตายไปยุ่งกับถังอวี่ถงจริง ๆ ผมจึงเตือนว่า “ถ้าแกอยากตาย ฉันก็ไม่ห้าม”

เมื่อเห็นผมทำหน้าจริงจัง เขาก็นิ่งไป “ฉันก็แค่ล้อเล่น แกจะจริงจังไปทำไม ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่?”

ผมจึงเล่าสถานการณ์ให้เขาฟัง และกำชับเขาว่าต้องระวังถังอวี่ถงกับโจวเจียงให้ดี ห้ามไปข้องเกี่ยวอะไรกับพวกเขาทั้งสองคนเด็ดขาด

“ให้ตายสิ! ไม่คิดเลยว่าคนสวยอย่างคุณหนูถังจะทำเรื่องเลวร้ายขนาดนี้ได้ ที่แท้คำว่าหญิงงามใจอสรพิษไม่ได้มีไว้ขู่เล่น ๆ” หลิวเฉิงถอนใจ “เฮ้อ เทพธิดาต่งของพวกเราดีกว่าตั้งเยอะ ทั้งใจดีแล้วก็น่ารัก ฮ่า ๆ”

ผมส่ายหน้าแล้วเดินจากไป ขี้เกียจจะสนใจเขา

สองวันต่อมา ผมได้ข่าวจากต่งติ้งกั๋วว่าถังอวี่ถงกับโจวเจียงออกจากเมืองหลวงของมณฑลไปแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมผมกลับไม่รู้สึกโล่งใจเลยสักนิด กลับกันยังแอบกังวลอยู่ลึก ๆ

ดูเหมือนว่าวันข้างหน้า นอกจากจะต้องระวังการแก้แค้นของหลิ่วชิ่งซานแล้ว ยังต้องกังวลว่าทางถังอวี่ถงกับโจวเจียงจะทำอะไรขึ้นมาอีก

ในช่วงเวลาสั้น ๆ ผมกลับต้องเจอกับเรื่องมากมายขนาดนี้ เห็นทีตอนที่ผมตัดสินใจเดินบนเส้นทางของปรมาจารย์ฮวงจุ้ย ก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าเส้นทางของผมจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

หลังจากเรื่องของตระกูลต่งจบลง ผมกับหลิวเฉิงก็กลับมาใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยตามปกติ สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปคือเวลาอยู่ในมหาวิทยาลัย พอต่งหลิงเจอพวกเราสองคนก็จะทักทายอย่างกระตือรือร้น

พวกผู้ชายในห้องต่างพากันอิจฉาผมกับหลิวเฉิง ถามว่าพวกเราไปสนิทกับต่งหลิงตั้งแต่เมื่อไร ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นโอกาสให้หลิวเฉิงได้คุยโว เพียงแต่เขาโม้เกินจริงไปหน่อย เลยไม่มีใครเชื่อคำพูดของเขาสักเท่าไร

วันนี้พวกเรามาเข้าเรียนวิชาของศาสตราจารย์ซูหลินชุน ไม่รู้ทำไมศาสตราจารย์ซูหลินชุนที่ปกติแล้วใจดีและเป็นที่นับถือ วันนี้พอเข้ามาในห้องกลับทำหน้าบึ้งตึง พอสอนไปได้แค่ครึ่งทางก็ล้มลงบนโต๊ะบรรยายทันที

นักศึกษาในห้องต่างพากันตกใจและเริ่มวุ่นวาย

นักศึกษาหลายคนรีบวิ่งขึ้นไปบนเวทีเพื่อดูอาการของศาสตราจารย์ซูหลินชุน หลิวเฉิงก็เป็นหนึ่งในนั้น

ปกติศาสตราจารย์ซูหลินชุนดีกับพวกเรานักศึกษามาก ผมเองก็กังวลเล็กน้อย จึงตามขึ้นไป

“ศาสตราจารย์ซู เอาแต่กุมหน้าอกหน้าตาเจ็บปวด คงไม่ได้เป็นโรคหัวใจกำเริบใช่ไหม?” หลิวเฉิงมองศาสตราจารย์ซูหลินชุนที่นอนอยู่บนพื้นแล้วร้องตะโกน

ผมเหลือบมองศาสตราจารย์ซูหลินชุนแวบหนึ่ง พอได้เห็นเท่านั้นสีหน้าของผมก็เคร่งขรึมลงทันที เกรงว่าเขาคงไม่ได้เป็นแค่โรคหัวใจกำเริบธรรมดา ๆ

จบบทที่ บทที่ 45 หากไม่ใช่มิตรก็คือศัตรู

คัดลอกลิงก์แล้ว