- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 46 ประสบเคราะห์ร้าย
บทที่ 46 ประสบเคราะห์ร้าย
บทที่ 46 ประสบเคราะห์ร้าย
บทที่ 46 ประสบเคราะห์ร้าย
หลังจากที่ซูหลินชุนเป็นลมล้มพับไป ก็มีคนโทรเรียกรถพยาบาล ไม่นานซูหลินชุนก็ถูกเจ้าหน้าที่การแพทย์ที่มาถึงหามขึ้นรถพยาบาลและรีบนำส่งโรงพยาบาล
ในสถานการณ์เช่นนี้ คงจะเรียนต่อไม่ได้แล้ว คนในห้องเรียนทยอยกันกลับไปเกือบหมด
ผมขมวดคิ้ว ลูบคางครุ่นคิด ยังคงคิดถึงเรื่องของซูหลินชุนอยู่
“หลงหยวน คิดอะไรอยู่ ทำหน้าเหมือนคนท้องผูกไปได้” หลิวเฉิงผลักผมเบา ๆ แล้วถามขึ้น
ผมเตะสวนกลับไปอย่างไม่เกรงใจ “แกน่ะสิที่ท้องผูก”
หลิวเฉิงหลบได้ทัน แล้วหัวเราะลั่นวิ่งออกจากห้องเรียนไป ผมจึงวิ่งไล่ตามออกไป
เมื่อออกจากห้องเรียน เดิมทีผมกับเขาคิดจะไปเล่นบาสที่สนาม แต่ไม่คิดว่าจะเจอต่งหลิงระหว่างทาง
“เทพธิดาต่ง บังเอิญจังเลยนะครับ?” หลิวเฉิงยิ้มแฉ่งจนน่าขนลุก พร้อมกับทักทายต่งหลิง
พอต่งหลิงเห็นพวกเราสองคน เธอก็บอกให้คนที่มาด้วยกันล่วงหน้าไปก่อน แล้วเดินตรงมาทางพวกเรา
“พวกนายสองคนจะไปไหนกันเหรอ?” เธอถาม
หลังจากรู้ว่าพวกเราจะไปเล่นบาสที่สนาม เธอก็ถามถึงเรื่องที่ซูหลินชุนเป็นลมทันที
“ได้ยินว่าเมื่อกี้ตอนที่ศาสตราจารย์ซูกำลังสอนพวกนายอยู่ จู่ ๆ ก็เป็นลมล้มไป จริงหรือเปล่า?”
หลิวเฉิงพยักหน้าบอกว่าเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน คนที่เข้าเรียนต่างตกใจกันหมด
“เป็นไปได้ยังไง ร่างกายของศาสตราจารย์ซูแข็งแรงมาตลอดไม่ใช่เหรอ จู่ ๆ เป็นอะไรไป?” ต่งหลิงแสดงสีหน้าเป็นกังวล
พูดตามตรง ในมหาวิทยาลัยคงมีแค่ซูหลินชุนคนเดียวที่ทำให้นักศึกษาเป็นห่วงได้ขนาดนี้ เขาอายุใกล้จะเจ็ดสิบแล้ว เดิมทีเกษียณไปนานแล้ว แต่เพราะเป็นที่รักและเคารพของทุกคน หลังจากเกษียณแล้วจึงยังเลือกที่จะสอนหนังสือประสิทธิ์ประสาทวิชาในมหาวิทยาลัยต่อไป
ปกติเขาชอบพูดคุยกับนักศึกษา หากนักศึกษามีปัญหาอะไรเขาก็ยินดีช่วยเหลือ ลูกศิษย์ที่เขาสอนมีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง แค่ในเมืองหลวงของมณฑลก็มีบุคคลที่มีหน้ามีตาไม่น้อยเคยเป็นลูกศิษย์ของเขา อธิการบดีของมหาวิทยาลัยพวกเราก็คือลูกศิษย์ของเขาในตอนนั้น
“เฮ้อ ยังไงก็อายุมากแล้ว เมื่อกี้ฉันดูแล้วเหมือนว่าท่านจะเป็นโรคหัวใจกำเริบ ไม่รู้ว่าจะเป็นอันตรายหรือเปล่า” หลิวเฉิงถอนหายใจแล้วตอบ
ส่วนผมขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “อาการของท่านเกรงว่าจะไม่ได้เป็นแค่โรคหัวใจกำเริบธรรมดา ๆ”
ศาสตราจารย์ซูหลินชุนเป็นผู้มีคุณธรรมเพียบพร้อม สอนคนมานับไม่ถ้วน ตามหลักแล้วควรจะเป็นผู้มีบุญวาสนาใหญ่หลวง แต่เมื่อครู่บนตัวของเขากลับเต็มไปด้วยไอพิฆาต ทั้งโหงวเฮ้งยังแย่มากอีกด้วย หว่างคิ้วดำคล้ำ ขมับทั้งสองข้างมีไอดำปกคลุมดุจเขม่าควัน ปลายจมูกของท่านยังมีสีเทาอมดำและมีเส้นแนวนอนตัดผ่าน ประกอบกับบริเวณรอบ ๆ มีสีแดงก่ำ ทั้งหมดนี้บ่งบอกว่าเขากำลังประสบเคราะห์กรรมครั้งใหญ่ ไม่เพียงแต่จะมีเคราะห์เลือดตกยางออก เผลอ ๆ อาจถึงขั้นบ้านแตกสาแหรกขาด
“หลงหยวน แกอย่าบอกนะว่ามองเห็นอะไรไม่ชอบมาพากลอีกแล้ว?” หลิวเฉิงพูดอย่างตื่นตระหนก
ผมทำหน้าเคร่งขรึม ไม่ได้พูดอะไร
เขากุมขมับทันที “เอาเถอะ ต้องเป็นแบบนั้นแน่ ๆ ไม่มีผิด”
ต่งหลิงก็ร้อนใจและเป็นกังวลเช่นกัน “หลี่หลงหยวน นายรีบพูดมาเร็วว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“เบื้องต้นฉันสันนิษฐานว่าศาสตราจารย์ซูอาจจะประสบเคราะห์ร้ายเข้าให้แล้ว” ผมตอบ
พวกเขาทั้งสองคนรู้ว่าผมไม่พูดจาเหลวไหล จึงเป็นห่วงอาการของซูหลินชุนอย่างมาก โดยเฉพาะต่งหลิงที่ขอให้ผมช่วยซูหลินชุนให้ได้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม
“ใช่เลย ศาสตราจารย์ซูเป็นคนดีมากนะ” หลิวเฉิงกล่าวเสริม
ไม่ต้องให้พวกเขาสองคนพูดผมก็คิดจะช่วยซูหลินชุนอยู่แล้ว ตอนที่ผมเพิ่งมาถึงเมืองหลวงของมณฑลใหม่ ๆ ตอนปีหนึ่ง ผมเจอปัญหามากมาย ตอนนั้นก็เป็นซูหลินชุนที่ให้ความช่วยเหลือผม
บุญคุณหยดน้ำต้องทดแทนดั่งน้ำพุ ผมย่อมไม่อาจดูดายปล่อยให้เขาตายไปต่อหน้าต่อตาได้
“ต่งหลิง เธอพอจะมีวิธีให้พวกเราได้พบศาสตราจารย์ซู หรือครอบครัวของเขาไหม?” ผมมองไปที่ต่งหลิง
“ฉันเคยไปกินข้าวกับคุณพ่อแล้วก็ศาสตราจารย์ซูกับครอบครัวของท่านอยู่ครั้งสองครั้ง น่าจะพาพวกนายไปพบพวกเขาได้ แต่เรื่องนี้ต้องบอกคุณพ่อฉันก่อน ให้ท่านเป็นคนจัดการน่าจะดีกว่า” ต่งหลิงตอบ
ผมพยักหน้า พลางถอนหายใจอย่างโล่งอก หากให้ต่งติ้งกั๋วเป็นคนจัดการก็จะช่วยลดปัญหาไปได้มาก ไม่เช่นนั้นหากพวกเรานักศึกษาสามคนไปหาเอง ต่อให้พูดจนปากฉีกถึงหู ครอบครัวของซูหลินชุนก็คงไม่เชื่อ
“ได้ งั้นฉันกับหลิวเฉิงจะรอข่าวจากเธอนะ”
วันรุ่งขึ้น ต่งติ้งกั๋วก็เป็นคนพาพวกเรามาเยี่ยมซูหลินชุนที่โรงพยาบาลด้วยตัวเอง
เมื่อมาถึงหน้าห้องพักผู้ป่วยของซูหลินชุน ก็เห็นผู้คนเข้า ๆ ออก ๆ ในห้องพักเต็มไปหมด ทุกคนต่างมาเยี่ยมซูหลินชุนเมื่อได้ข่าว ในจำนวนนั้นมีบุคคลที่มีหน้ามีตาไม่น้อย ต้องยอมรับว่าซูหลินชุนเป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมและเป็นที่เคารพนับถือในเมืองหลวงของมณฑลจริง ๆ
“อาจารย์หลี่ ข้างในคนเยอะเกินไป คนมากความก็มาก หรือว่าเรารอให้คนน้อยลงก่อนแล้วค่อยเข้าไปดีไหมครับ?” ต่งติ้งกั๋วถามความเห็นของผม
ผมไม่มีปัญหา พวกเราจึงรอกันอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วยเป็นเวลานาน จนกระทั่งคนทยอยกลับกันไปเกือบหมดแล้ว พวกเราถึงได้เข้าไปในห้อง
ห้องพักเป็นห้องเดี่ยว ค่อนข้างกว้างขวาง ในห้องนั้นซูหลินชุนกำลังพูดคุยอยู่กับอธิการบดีของมหาวิทยาลัยพวกเรานามว่าอวี๋หย่ง นอกจากพวกเขาสองคนแล้วยังมีผู้หญิงวัยสามสิบกว่าคนหนึ่งนั่งปอกแอปเปิลอยู่ข้างเตียง
ได้ยินว่าหลังจากซูหลินชุนถูกส่งตัวมาโรงพยาบาลเมื่อวานนี้ ไม่นานก็ฟื้นขึ้นมา ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว
เมื่อเห็นพวกเราเข้ามา พวกเขาก็ทักทายกับต่งติ้งกั๋วอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงสังเกตเห็นผมกับหลิวเฉิง
“เถ้าแก่ต่ง สองคนนี้คือ?” อวี๋หย่งมองมาที่ผมกับหลิวเฉิงแล้วถามขึ้น
ยังไม่ทันที่ต่งติ้งกั๋วจะได้พูด ผมก็ตอบไปก่อน “ท่านอธิการบดี พวกเราเป็นนักศึกษาที่เรียนกับศาสตราจารย์ซูครับ พอดีเป็นห่วงอาการของท่าน เลยมาเยี่ยมพร้อมกับพวกเถ้าแก่ต่งครับ”
แม้บนใบหน้าจะยังมีความสงสัยอยู่บ้าง แต่อวี๋หย่งก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
“ฮะ ๆ มีน้ำใจกันจริง ๆ ที่จริงพวกเธอไม่ต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่หรอก ตอนนี้ฉันไม่เป็นอะไรแล้ว” ซูหลินชุนเอ่ยขึ้นพร้อมกับหัวเราะ
พวกเราคุยกันสัพเพเหระในห้องพักผู้ป่วยอยู่ครู่หนึ่ง ผมถึงได้รู้ว่าผู้หญิงที่นั่งปอกแอปเปิลอยู่ข้างเตียงคือลูกสะใภ้คนโตของซูหลินชุนชื่อว่าหยวนซิ่วฉิน เธอเป็นคนไม่ค่อยพูด ท่าทางดูสุภาพอ่อนโยน มีกลิ่นอายของความเป็นปัญญาชน น่าจะมาจากตระกูลปัญญาชน
บริเวณหางตาของเธอมีเส้นเลือดสีเขียวปรากฏอยู่ ปลายจมูกก็แดงเล็กน้อย นี่บ่งบอกว่าช่วงนี้เธอกำลังมีดวงนารีพิฆาตอยู่ และยังเป็นดวงที่ไม่ดีอีกด้วย นอกจากนี้ บนตัวของเธอและซูหลินชุนต่างก็มีไอแค้นแบบเดียวกันติดอยู่จาง ๆ
วันนี้ผมลองสังเกตดูอย่างละเอียด ถึงได้พบว่าบนตัวของซูหลินชุนนอกจากไอพิฆาตแล้ว ยังมีไอแค้นอีกด้วย ไอพิฆาตบวกกับไอแค้น คาดว่าเรื่องของตระกูลซูคงจะจัดการได้ไม่ง่ายนัก
“พ่อหนุ่ม เมื่อกี้เธอเอาแต่จ้องฉันอยู่ตลอดเลยหรือเปล่า?” การกระทำของผมดึงดูดความสนใจของซูหลินชุน
ผมไม่ปิดบังอีกต่อไป จึงพูดขึ้นว่า “ศาสตราจารย์ซูครับ คำพูดของผมต่อไปนี้ ขอให้ท่านโปรดให้ความสำคัญด้วยนะครับ”
“เรื่องอะไรเหรอ?” ซูหลินชุนไม่ค่อยเข้าใจ
“เกรงว่าช่วงนี้ท่านจะมีเคราะห์หนัก และคนในบ้านจะประสบเคราะห์เลือดตกยางออกครับ” ผมตอบ
ทั้งสามคนที่ยังไม่รู้ตัวตนของผมในฐานะปรมาจารย์ฮวงจุ้ยต่างพากันนิ่งอึ้ง ดูเหมือนจะประหลาดใจกับคำพูดของผม
เพราะกลัวว่าพวกเขาจะไม่เชื่อ ต่งติ้งกั๋วจึงรีบเอ่ยขึ้น “ศาสตราจารย์ซู ท่านอธิการบดี คำพูดของอาจารย์หลี่พวกคุณต้องฟังไว้นะครับ ไม่มีผิดพลาดแน่นอน”
อวี๋หย่งขมวดคิ้ว “คุณเรียกเขาว่าอาจารย์หลี่ หมายความว่าอย่างไร?”
ต่งติ้งกั๋วจึงเล่าเรื่องตัวตนของผมในฐานะปรมาจารย์ฮวงจุ้ย และเรื่องที่เคยช่วยตระกูลต่งให้พวกเขาฟัง
ซูหลินชุนและอวี๋หย่งยังคงครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย พวกเขารู้ว่าต่งติ้งกั๋วไม่มีทางมาล้อเล่นเรื่องแบบนี้ แต่ก็ยังไม่ค่อยเชื่อเท่าไรนัก
เพื่อให้พวกเขาเชื่ออย่างสนิทใจ ผมมองไปที่ซูหลินชุนแล้วกล่าวว่า “ศาสตราจารย์ซูครับ ดูจากลักษณะตำแหน่งบุตรของท่านแล้ว หลายปีก่อนลูกชายคนโตของท่านเสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ส่วนช่วงนี้ก็มีความขัดแย้งกับลูกชายคนรองรุนแรงขึ้น มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน ถ้าผมเดาไม่ผิด เมื่อวานที่ท่านล้มป่วยลง เป็นเพราะก่อนจะมาสอนที่มหาวิทยาลัย ท่านทะเลาะกับลูกชายคนรองมาใช่ไหมครับ?”
“เธอรู้เรื่องนี้ได้ยังไง?” ศาสตราจารย์ซูหลินชุนสีหน้าเปลี่ยนไปทันที