- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 39 ถือว่าแกเจ๋ง
บทที่ 39 ถือว่าแกเจ๋ง
บทที่ 39 ถือว่าแกเจ๋ง
บทที่ 39 ถือว่าแกเจ๋ง
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมฉันไม่เข้าใจเลย?” หลิวเฉิงทำหน้างงงวย เกาศีรษะพลางพูด
ผมชูจดหมายในมือขึ้น บอกว่าจดหมายฉบับนี้เป็นของนักไสยเวทที่ร่ายคำสาปใส่คุณต่งหลิง
“อะไรนะ!?” ทุกคนต่างตกใจ
แต่ผมกลับไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ ภูตร้ายที่มันอุตส่าห์ทุ่มเทเลี้ยงดูถูกกำจัดไป ของต้องสาปก็ถูกพวกเราเอาไป มันย่อมต้องนั่งไม่ติดอยู่แล้ว
การจะเลี้ยงภูตร้ายให้ได้ถึงระดับภูตร้ายชุดแดงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องทุ่มเททั้งความคิดและแรงกายแรงใจไปไม่น้อย อีกทั้งผมคาดว่ามันคงโดนพลังสะท้อนกลับ ตอนนี้คงมีสภาพไม่สู้ดีนัก
การเลี้ยงภูตร้ายเป็นคุณไสยแขนงหนึ่ง ผู้ใช้วิชาจำเป็นต้องใช้เลือดของตนเองเลี้ยงดูภูตร้ายทุกวัน มีความหมายคล้ายกับการเชื่อมโยงกันทางสายเลือด ดังนั้นเมื่อภูตร้ายได้รับบาดเจ็บ ผู้ใช้วิชาก็ย่อมได้รับผลกระทบไปด้วยไม่มากก็น้อย
คุณไสยนั้นใช้ได้ผลดีและให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง แต่ผู้ใช้วิชาก็ต้องแบกรับภาระที่มากกว่า ในโลกนี้ไม่มีเรื่องใดที่จะสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง
“อาจารย์หลี่ ในจดหมายเขาว่าอย่างไรบ้างครับ?” ต่งติ้งกั๋วถามอย่างร้อนรนและกังวลใจ
ผมเก็บจดหมาย “ไม่มีอะไรมากครับ แค่นัดเจอผมคืนนี้ที่ศาลากลางทะเลสาบเทียมด้านนอกหมู่บ้าน”
“บ้าเอ๊ย กล้าไม่เบาเลยนะ หยิ่งผยองชะมัด” หลิวเฉิงพับแขนเสื้อขึ้น “คืนนี้พวกเราไปจับมันมาสั่งสอนกันเถอะ กล้าดีมาลงมือกับเทพธิดาต่งของพวกเรา ดูสิว่าฉันจะซ้อมมันจนหน้าบวมเป็นหัวหมูไปเลย”
ในแววตาของต่งติ้งกั๋วก็ฉายแววโกรธเกรี้ยวเช่นกัน เขาบอกว่าจะจัดคนไปกับผมในคืนนี้
“อย่าเพิ่งใจร้อนครับ ผมรู้ว่าพวกคุณอยากจะจับมันมาถลกหนังเลาะเอ็น แต่ผมหวังว่าคืนนี้จะมีแค่ผมคนเดียวที่ไปพบเขา” ผมเอ่ยขึ้น
ทั้งสองคนร้อนใจขึ้นมาทันที ถามผมว่าทำไม
ผมเตือนพวกเขาว่าอีกฝ่ายเป็นนักไสยเวทที่ใช้วิชามาร ไม่ใช่คนธรรมดา หากพวกเขาไปด้วยไม่เพียงแต่จะแก้ปัญหาไม่ได้ แต่ยังอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายโดยไม่จำเป็นอีกด้วย
“ถ้างั้นนายไปคนเดียวก็ยิ่งอันตรายน่ะสิ” หลิวเฉิงกังวล
“วางใจเถอะ ในเมื่ออีกฝ่ายนัดเจอผม แสดงว่ายังไม่ถึงขั้นต้องแตกหักกันไปข้างหนึ่ง อีกอย่างผมไปคนเดียว ต่อให้มีอันตรายจริง ๆ ก็รับมือได้สะดวกกว่า” ผมตอบ
การให้คนธรรมดาตามผมไปด้วย กลับจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงเสียเปล่า ๆ
เมื่อเห็นต่งติ้งกั๋วไม่พูดอะไร ผมจึงมองไปที่เขา “คุณต่ง ว่าอย่างไรครับ?”
“ในเมื่ออาจารย์หลี่พูดแบบนี้แล้ว ก็ทำตามที่คุณว่าเถอะครับ” แม้ต่งติ้งกั๋วจะไม่เต็มใจ แต่ก็ยังตอบกลับมา
สวนสาธารณะริมทะเลสาบเทียมที่ในตอนกลางวันผู้คนพลุกพล่านมาพักผ่อนหย่อนใจ พอตกกลางคืนกลับเงียบสงบลงไม่น้อย ยิ่งประกอบกับเป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว ที่นี่จึงแทบจะไม่มีคนอยู่เลย
ผมเดินทางมาที่สวนสาธารณะริมทะเลสาบเทียมเพียงลำพัง ไม่นานก็เดินมาถึงด้านนอกศาลากลางน้ำตามที่นัดหมาย
ในเวลานั้น ที่ศาลามีชายร่างสันทัดคนหนึ่งนั่งอยู่ เมื่อเขาเห็นผมก็ลุกขึ้นยืน ผมจึงเดินเข้าไป
พอเดินเข้าไปในศาลา ผมถึงได้เห็นว่าชายคนนั้นอายุราวสี่สิบปี ใบหน้าทรงสี่เหลี่ยม ผมเผ้ายุ่งเหยิง ร่างกายมีไอหยินแผ่ออกมา น่าจะเป็นนักไสยเวทที่ร่ายคำสาปคนนั้นไม่ผิดแน่
ชายคนนั้นโดนพลังสะท้อนกลับจริงดังที่ผมคาดไว้ ในดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย ขอบตาลึกโบ๋ ใบหน้าก็ซีดขาวราวกับกระดาษ
“แกคือซินแสฮวงจุ้ยที่ช่วยตระกูลต่งงั้นหรือ?” เขาไอออกมาครั้งหนึ่ง ไม่ได้ปิดบังสีหน้าประหลาดใจ
ผมพยักหน้าแล้วแนะนำตัวเอง “ผมหลี่หลงหยวน ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสชื่ออะไรครับ”
“หลิ่วชิ่งซาน” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ พลางสำรวจผมอยู่ครู่หนึ่ง “ไม่คิดเลยว่าฉันจะมาพลาดท่าให้กับเด็กเมื่อวานซืนอย่างแก น่าขายหน้าจริง ๆ”
“ฮะ ๆ แค่โชคช่วยเท่านั้นครับ” ผมยิ้ม นี่ไม่ถือว่าเป็นการถ่อมตัว เพราะหากไม่มีจี้หยก ป่านนี้ผมเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่ทราบ
หลิ่วชิ่งซานทำหน้าขรึม แล้วก็ไอออกมาอย่างแรงอีกสองสามครั้ง เขาโดนพลังสะท้อนกลับไม่เบาเลยทีเดียว ผมสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่อ่อนแอจากร่างของเขา คาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้
แต่นี่เป็นสิ่งที่เขาสมควรได้รับแล้ว เพื่อสนองความต้องการส่วนตัว ถึงกับใช้คุณไสยที่เหี้ยมโหดทำร้ายผู้คน สมควรแล้วที่จะต้องพบจุดจบเช่นนี้
“แกไม่ต้องถ่อมตัว ฉันไม่ใช่คนขี้แพ้ชวนตี แพ้ก็คือแพ้ แกเก่งกาจมากจริง ๆ ที่สามารถค้นพบวิธีร่ายคำสาปของฉันได้อย่างรวดเร็ว แถมยังจงใจไม่ทำลายมันเพื่อรอให้ฉันลงมือแล้วซุ่มโจมตี” หลิ่วชิ่งซานไอออกมาเป็นเลือด เขาใช้มือเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก
ผมไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธ เพียงแต่ถามเขาว่าที่นัดผมมาที่นี่มีจุดประสงค์อะไร
ไม่ได้พูดจาไร้สาระต่อ หลิ่วชิ่งซานถามผมตรง ๆ เลยว่าของที่เขาใช้ร่ายคำสาปอยู่ที่ไหน ให้ผมคืนให้เขา
ของเหล่านั้นไม่ใช่ของธรรมดา เขาคงต้องใช้ความพยายามไม่น้อยกว่าจะสร้างมันขึ้นมาได้
“คุณคิดว่าผมจะคืนของพวกนั้นให้คุณ เพื่อที่คุณนำไปใช้ทำร้ายคนอื่นต่อไปอย่างนั้นหรือ?” ผมหัวเราะเยาะแล้วตอบกลับ
หลิ่วชิ่งซานทำหน้าเคร่งขรึม จ้องเขม็งมาที่ผม ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นว่า “ฉันรับประกันได้ว่าจะไม่ลงมือกับคุณหนูตระกูลต่งอีก ตอนนี้แกคืนของให้ฉันได้แล้วใช่ไหม?”
ดูเหมือนว่าเขาจะให้ความสำคัญกับของพวกนั้นมาก ถึงกับยอมให้คำมั่นสัญญาโดยตรง แต่ของถูกซุนฮ่าวเอาไปเผาแล้ว ต่อให้ยังไม่ถูกเผา ผมก็ไม่มีทางคืนให้เขาเด็ดขาด หากเขาไม่ทำร้ายคุณต่งหลิง ก็จะไปทำร้ายคนอื่นแทน ผมจะปล่อยให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นไม่ได้
“เป็นไปไม่ได้ เพราะของถูกผมเผาทำลายไปแล้ว” ผมส่ายหน้า พูดช้าๆ
เขาโกรธจัด ทำท่าทางเหมือนจะกัดฟันกรอด “แกกล้า...แค่ก ๆ”
เมื่อเห็นท่าทางที่เขาไอเป็นเลือดไม่หยุดเพราะความตื่นเต้นและโกรธแค้น ผมจึงกล่าวเตือน “คุณอย่าตื่นเต้นไปเลยดีกว่า อีกอย่างของพวกนั้นก็เป็นวิชามารที่ใช้ทำร้ายผู้คน คุณรีบกลับตัวกลับใจสู่เส้นทางที่ถูกต้องจะดีกว่า”
“บัดซบ!” หลิ่วชิ่งซานสบถออกมาตรง ๆ “ต่อหน้าฉันแกยังจะเสแสร้งอะไรอีก วิธีที่แกใช้กำจัดภูตร้ายที่ฉันเลี้ยงดูมาคือวิชาฝ่ายธรรมะอย่างนั้นหรือ?”
ผมขมวดคิ้ว รีบถามเขาว่าหมายความว่าอย่างไร
เขาหัวเราะ ทั้งปากและฟันเต็มไปด้วยเลือด ดูน่าสยดสยอง “ถุย! ดูท่าทางตีหน้าซื่อใจคดของแกสิ ถ้าไม่ใช่เพราะตอนสุดท้ายแกใช้ของที่แกเลี้ยงไว้มากลืนกินภูตร้ายของฉัน ฉันจะแพ้หรือไง ฉันจะมีสภาพแบบนี้หรือไง?”
“คุณหมายความว่าสิ่งที่กลืนกินภูตร้ายชุดแดงในตอนสุดท้ายคือผีอย่างนั้นหรือ?” ผมตกใจอย่างมาก ไม่อยากจะเชื่อ
เพราะผมไม่เคยเลี้ยงอะไรทำนองนั้นเลย จี้หยกก็เป็นของคุณปู่ทิ้งไว้ให้ หรือว่าในจี้หยกจะมีบางสิ่งที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนอยู่?
คำพูดของหลิ่วชิ่งซานเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจผมอย่างไม่ต้องสงสัย จริงอยู่ที่จี้หยกให้ความรู้สึกลึกลับและแปลกประหลาดกับผมอยู่เสมอ บางครั้งบางคราวก็จะแผ่ไอเย็นเยียบจนแทรกซึมเข้ากระดูกออกมา
จะไม่เกี่ยวข้องกับสตรีลึกลับที่ผมเห็นในความฝันจริง ๆ หรือ?
“ใช่ผีหรือไม่ ตัวแกเองจะไม่รู้ได้ยังไง? ไอ้หนู แกคิดว่าปั่นหัวฉันเล่นแบบนี้มันสนุกมากรึไง?” หลิ่วชิ่งซานโกรธจัด คิดว่าผมจงใจแกล้งเขา
ผมรู้สึกเหมือนถูกใส่ความ เพราะผมไม่รู้จริง ๆ ว่าจี้หยกมันเป็นมาอย่างไร
ในตอนนั้นเอง ที่ที่ไม่ไกลนักก็มีเสียงเคลื่อนไหวขึ้นมาทันที เหมือนกับว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้
“เหมือนจะอยู่ทางนั้น พวกเรารีบไปกันเถอะ” มีคนพูดขึ้น
หลิ่วชิ่งซานโกรธเกรี้ยวอย่างยิ่ง จ้องเขม็งมาที่ผมอย่างดุเดือด “แกไม่รักษาสัจจะ ถึงกับพาคนมาด้วย”
คราวนี้เป็นความเข้าใจผิดครั้งใหญ่จริง ๆ ผมเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่หลิ่วชิ่งซานไม่เปิดโอกาสให้ผมได้อธิบายเลย
“ไอ้คนแซ่หลี่ ถือว่าแกเจ๋ง! เรื่องนี้ฉันไม่ยอมจบง่าย ๆ แน่ แกคอยดูเถอะ” ทิ้งท้ายไว้ด้วยคำพูดอันดุร้าย หลิ่วชิ่งซานก็หันหลังแล้วกระโดดลงไปในทะเลสาบเทียมโดยไม่ลังเล เสียงดังตูม แล้วหายไปไร้ร่องรอย