- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 36 ความล้มเหลว
บทที่ 36 ความล้มเหลว
บทที่ 36 ความล้มเหลว
บทที่ 36 ความล้มเหลว
ภาพที่ภูตร้ายชุดแดงกลืนกินเหล่าวิญญาณเร่ร่อนเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ทำให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ยิ่งหวาดกลัวมันจนขวัญผวา
“บ้าเอ๊ย ยังมีแบบนี้ด้วยเหรอ ผีร้ายตัวน้อยนี่ดุร้ายเกินไปแล้ว” หลิวเฉิงตกตะลึงจนอดที่จะพูดออกมาไม่ได้
ผมหันไปตะคอกใส่เขา “อย่าพูดมาก ตั้งสมาธิ!”
นาน ๆ ครั้งผมจะตะคอกใส่เขา เขารู้ดีว่าเรื่องนี้ร้ายแรงแค่ไหน จึงรีบหุบปากอย่างว่าง่าย
“ฮ่า ๆ ๆ” ภูตร้ายชุดแดงที่เพิ่งกลืนกินเหล่าวิญญาณเร่ร่อนเข้าไปหัวเราะเสียงดังลั่น ไอสังหารทั่วร่างเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงขั้นที่ตาเปล่าสามารถมองเห็นไอสังหารสีดำสายหนึ่งพันอยู่รอบตัวมัน
เสียงหัวเราะของมันดังก้องไปทั่วสุสานตระกูลต่ง ฟังแล้วน่าขนหัวลุก
“เจ้าเด็กซินแส วันนี้คือวันตายของแก ฉันไม่เพียงจะดูดเลือดแกให้แห้ง แต่จะกลืนกินดวงวิญญาณของแกด้วย” ภูตร้ายชุดแดงจ้องเขม็งมาที่ผม พูดด้วยน้ำเสียงเหี้ยมโหด
เสื้อผ้าและเส้นผมบนร่างของมันเคลื่อนไหวได้เองทั้งที่ไม่มีลม พลังความแค้นและความแข็งแกร่งเพิ่มสูงขึ้นกว่าเมื่อครู่ไม่น้อย
ในใจผมหนักอึ้ง ขมวดคิ้วมุ่น ไม่คาดคิดจริง ๆ ว่าภูตร้ายชุดแดงจะเลือกใช้วิธีกินผีกลืนพลังชั่วร้าย กระบวนท่านี้มีความเสี่ยงสูงมาก หากพลาดพลั้งตัวมันเองอาจจะทนรับไอสังหารไม่ไหวจนร่างระเบิดตายได้
แน่นอนว่าถ้าหากมันทำสำเร็จ คนที่ต้องปวดหัวก็จะเปลี่ยนมาเป็นผมแทน
หากไม่ใช่เพราะได้ตั้งค่ายกลห้าธาตุกักพลังชั่วร้ายเอาไว้ก่อนแล้ว คืนนี้พวกเราทุกคนคงต้องตายอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน
เมื่อมีค่ายกลห้าธาตุกักพลังชั่วร้ายคอยช่วย ผมก็พอจะมีความมั่นใจอยู่บ้างว่าจะรับมือมันได้
ผมสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมสมาธิโคจรพลัง ขณะที่ปากร่ายคาถา เท้าก็ก้าวย่างตามหลักอัฐเคราะห์เทียนกัง
เมื่อเห็นผมเริ่มเคลื่อนไหว ภูตร้ายชุดแดงก็คำรามลั่น กลายร่างเป็นลำแสงสีแดงพุ่งเข้าใส่ผม
“ค่ายกลห้าธาตุกักพลังชั่วร้าย โจมตี!” ผมกระทืบเท้าพร้อมกับสั่งเสียงเย็น
ทันใดนั้น ค่ายกลก็สาดแสงสีทองวาบ ลำแสงสีทองสายหนึ่งพุ่งเข้าปะทะกับลำแสงสีแดงที่พุ่งมาหาผม
เสียงดังปัง ภูตร้ายชุดแดงร้องครางเสียงอู้อี้แล้วถูกซัดกระเด็นถอยกลับไป
แววตาของมันยิ่งทวีความโกรธเกรี้ยว มันไม่ยอมแพ้และพุ่งเข้าใส่ผมอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม ลำแสงสีทองอีกสายพุ่งเข้าใส่มันอีก
ครั้งนี้ผมไม่ออมมือ ตะโกนลั่นอีกครั้ง “โจมตี!”
จากนั้นลำแสงสีทองหลายสายก็พุ่งเข้าโจมตีภูตร้ายชุดแดงอย่างต่อเนื่อง ภูตร้ายกรีดร้องไม่หยุด พยายามหลบหลีกสุดชีวิตจนพ้นลำแสงสีทองไปได้สองสามสาย
สภาพของมันในตอนนี้ดูทุลักทุเลไปบ้าง ร่างกายมีควันสีขาวลอยออกมา กลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวลดลงไปไม่น้อย ในแววตาก็ฉายแววหวาดหวั่นอยู่บางส่วน
ผมแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ไม่ใช่แค่มัน แม้แต่ผมเองก็ไม่คิดว่าผลของค่ายกลห้าธาตุกักพลังชั่วร้ายจะดีถึงขนาดนี้
คนอื่น ๆ เมื่อเห็นภูตร้ายชุดแดงถูกผมใช้ค่ายกลห้าธาตุกักพลังชั่วร้ายโจมตีจนล่าถอยไม่เป็นท่า ก็ฉายแววตื่นเต้นดีใจ ความกังวลก่อนหน้านี้สลายไปสิ้น
“เรื่องยังไม่จบ พวกคุณห้าคนที่ตั้งค่ายกลห้ามประมาทเด็ดขาด” นี่ยังไม่ใช่เวลาที่จะดีใจ ผมจึงเตือนพวกหลิวเฉิง
ภูตร้ายชุดแดงไม่กล้าบุ่มบ่ามโจมตีผมอีก จึงเปลี่ยนเป้าหมายไปเป็นคนทั้งห้าที่ตั้งค่ายกล และเป้าหมายแรกที่มันเลือกก็คือหลิวเฉิง
“อ๊า!” ภูตร้ายชุดแดงทำหน้าตาดุร้ายน่ากลัว คำรามลั่นแล้วบินเข้าหาหลิวเฉิง
หลิวเฉิงตกใจจนหน้าซีดเผือด เกือบจะกระโดดลุกขึ้นจากพื้น “เชี่ย!”
“อยู่นิ่ง ๆ ตั้งสติไว้” ผมตะโกนขึ้น หลิวเฉิงถึงได้สติกลับคืนมาและจัดท่าทางใหม่
ค่ายกลยังไม่ถูกทำลาย ภูตร้ายชุดแดงไม่สามารถแตะต้องตัวคนทั้งห้าได้เลย ทำได้เพียงหยุดยืนอยู่ตรงหน้าหลิวเฉิงอย่างจนปัญญา
“ผีร้ายต้วน้อย ถึงพี่จะหล่อเท่ แต่แกไปหาคนอื่นเถอะนะ” หลิวเฉิงถึงกับเปิดปากพูดอีกครั้ง
ภูตร้ายชุดแดงโกรธจัด กรีดร้องแล้วพุ่งเข้าใส่หลิวเฉิงโดยไม่สนใจผลที่จะตามมา จากนั้นก็ถูกขอบเขตของค่ายกลซัดกระเด็นกลับไป
เมื่อเห็นภูตร้ายชุดแดงเสียท่า หลิวเฉิงก็ยิ่งได้ใจ กำลังจะอ้าปากพูดอีกครั้ง แต่ผมจ้องไปที่เขาอย่างจริงจัง เขาจึงยอมหุบปาก แต่เปลี่ยนไปทำหน้าทะเล้นยั่วโมโหภูตร้ายแทน
เจ้าหมอนี่รู้ว่ามีค่ายกลคุ้มครอง ภูตร้ายชุดแดงทำอะไรเขาไม่ได้ ความกล้าจึงเพิ่มขึ้น
ผมอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ จริงดังว่าประสบการณ์ภาคสนามนั้นมีประโยชน์ที่สุด ความกล้าของหลิวเฉิงถูกฝึกฝนขึ้นมาไม่น้อยโดยไม่รู้ตัว
ภูตร้ายชุดแดงโกรธจนกัดฟันกรอด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่หันไปข่มขู่คนอื่นแทน
ครั้งนี้เป้าหมายของมันคือซุนฮ่าว แต่เมื่อได้เห็นสถานการณ์ทางฝั่งของหลิวเฉิงแล้ว ซุนฮ่าวจึงพยายามข่มความกลัวเอาไว้ ไม่ปล่อยให้ภูตร้ายชุดแดงทำสำเร็จ
แต่ที่ผมคาดไม่ถึงก็คือ ในบรรดาคนทั้งห้า ยังมีคนที่ขี้ขลาดกว่าหลิวเฉิงอยู่ด้วย
เมื่อข่มขู่ซุนฮ่าวไม่สำเร็จ ภูตร้ายชุดแดงจึงเปลี่ยนไปหาคนอื่นอีกครั้ง คราวนี้มันยื่นหน้าเข้าไปใกล้ตาของชายคนนั้น ห่างจากขอบเขตค่ายกลเพียงไม่กี่เซนติเมตร
ชายคนนั้นตัวสั่นเทา ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดผวา เมื่อภูตร้ายชุดแดงเห็นเช่นนั้น ก็คำรามใส่เขาไม่หยุด สุดท้ายปากของมันก็ฉีกออก อ้ากว้างยิ่งกว่าหัวของตัวเอง ราวกับจะกลืนร่างของชายคนนั้นเข้าไปได้ทั้งตัว
อาจเป็นเพราะได้รับผลกระทบจากภาพที่ภูตร้ายกลืนกินเหล่าวิญญาณเร่ร่อนก่อนหน้านี้ ชายคนนั้นจึงทนไม่ไหว กรีดร้องออกมาเสียงดังลั่นแล้วหงายหลังล้มลงไป
ช่างพอเหมาะพอเจาะ เทียนที่วางอยู่บนพื้นตรงหน้าเขา ถูกเท้าของเขาเตะล้มและดับลงพอดี
แย่แล้ว!
ผมอุทานในใจว่าไม่ดีแน่ เทียนดับลง ค่ายกลห้าธาตุกักพลังชั่วร้ายถูกทำลายแล้ว
ทันใดนั้น แสงสีทองบนร่างของคนทั้งห้าก็สลายไป ค่ายกลหายวับไปกับตา
“รีบถอยไป!” ผมตะโกนใส่ชายคนนั้น
แต่เขาตกใจจนตัวแข็งทื่อไปแล้ว ไม่มีการตอบสนองใด ๆ ทั้งสิ้น
“ฮ่า ๆ ๆ” แผนการสำเร็จ ภูตร้ายชุดแดงกลับคืนสู่สภาพเดิม หัวเราะออกมาอย่างลำพองใจ
แววตาของมันเหี้ยมโหด พุ่งเข้าใส่ชายคนนั้น “เอาแกมาเรียกน้ำย่อยก่อนแล้วกัน”
“หยุดนะ!” ผมตะโกนลั่น รีบร้อนหยิบยันต์พันธนาการวิญญาณออกมา “ฟ้าดินเฉียนคุน พันธนาการวิญญาณตามอาณัติ บัญชา!”
ยันต์พันธนาการวิญญาณในมือผมกลายเป็นลำแสงพุ่งเข้าหาภูตร้ายชุดแดง ลำแสงนั้นเป็นเหมือนเชือกมัดร่างของภูตร้ายไว้ ทำให้มันขยับไม่ได้ชั่วขณะ
“ซุนฮ่าว รีบพาเขาไป” ผมรู้ดีว่าสำหรับภูตร้ายชุดแดงในตอนนี้ ยันต์พันธนาการวิญญาณคงจะรั้งมันไว้ได้ไม่นาน จึงสั่งให้ซุนฮ่าวที่อยู่ใกล้ชายคนนั้นที่สุดรีบพาเขาหนีไป
แม้ว่าซุนฮ่าวจะตกใจไม่น้อย แต่ก็ยังพอมีสติ เขารีบวิ่งเข้าไปพยุงชายคนนั้นแล้ววิ่งหนีไป
ผมประสานมุทราด้วยมือแล้ววิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว
ครั้งนี้ผมไม่กล้าใช้ห้านิ้วอสนีบาตสุ่มสี่สุ่มห้า ทำได้เพียงประสานมุทราคาถาทั่วไป
จริงดังคาด ผมวิ่งไปได้เพียงครึ่งทาง ยันต์พันธนาการวิญญาณที่มัดภูตร้ายชุดแดงไว้ก็หมดฤทธิ์ลง ภูตร้ายไม่มีทีท่าว่าจะยอมรามือ มันต้องการจะโจมตีซุนฮ่าวและชายคนนั้นต่อไป
ผมตกใจอย่างมาก จำต้องฝืนใจซัดคาถาเข้าใส่ภูตร้ายชุดแดง
แต่คาถาทั่วไปแทบจะไม่มีผลกับภูตร้ายชุดแดงในตอนนี้ เพียงแค่ทำให้ร่างของมันชะงักไปเล็กน้อยเท่านั้น ทว่าการโจมตีของผมก็ดึงความแค้นของมันกลับมาที่ผมอีกครั้ง มันจึงหันมาโจมตีผมแทน
ผมเตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว หยิบกระจกปากว้าที่เตรียมไว้ออกมา กัดปลายนิ้วแล้วป้ายเลือดลงบนกระจก จากนั้นก็ใช้กระจกส่องไปที่ภูตร้ายชุดแดงที่พุ่งเข้ามา
แสงจากกระจกปากว้าสาดส่องครอบคลุมร่างของภูตร้ายชุดแดง มันกรีดร้องอย่างเจ็บปวด แต่ก็ยังไม่หยุดพุ่งเข้ามาหาผม มันถึงกับยอมทนความเจ็บปวดเพื่อที่จะจัดการกับผมให้ได้
ภูตร้ายชุดแดงไม่สนใจความเสียหายที่กระจกปากว้าสร้างให้กับตัวเอง มันยังคงพุ่งเข้ามาด้วยสีหน้าที่ราวกับอยากจะฉีกผมเป็นชิ้น ๆ แล้วกลืนกินทั้งเป็น
“แม่งเอ๊ย!” ผมสบถออกมา แล้วผลักกระจกปากว้าไปข้างหน้าสุดแรง
ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินเสียงดังแกร๊ก กระจกปากว้ากลับทนรับไอสังหารของภูตร้ายชุดแดงไม่ไหวและแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
“อะไรนะ!?” ผมตกตะลึงอย่างยิ่ง ไม่อยากจะเชื่อสายตา ทำได้เพียงโยนกระจกปากว้าที่ไร้ประโยชน์ทิ้งไป แล้วพยายามจะใช้วิชาห้านิ้วอสนีบาต
ตอนนี้มีเพียงห้านิ้วอสนีบาตเท่านั้นที่จะช่วยผมได้ ต่อให้จะต้องโดนพลังสะท้อนกลับผมก็ไม่สนใจแล้ว
น่าเสียดายที่เวลาไม่พอ ภูตร้ายชุดแดงพุ่งเข้ามาถึงตัวและบีบคอผมไว้ได้แล้ว
“ไปตายซะ!” ภูตร้ายชุดแดงตาแดงก่ำ พูดเสียงเย็น