- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 35 กลืนกินพลังชั่วร้าย
บทที่ 35 กลืนกินพลังชั่วร้าย
บทที่ 35 กลืนกินพลังชั่วร้าย
บทที่ 35 กลืนกินพลังชั่วร้าย
ค่ำคืนนี้ดวงดาวเบาบาง มีเพียงแสงจันทร์สาดส่อง นับว่าเป็นคืนที่อากาศดี แสงจันทร์สีซีดสาดกระทบลงบนสุสานบรรพบุรุษของตระกูลต่งที่ว่างเปล่า ให้ความรู้สึกอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว
ตอนนี้พวกเราซ่อนตัวอยู่ในที่ที่ค่อนข้างลับตาคน คอยสังเกตการณ์บริเวณที่ฝังของต้องสาปอยู่ไม่ไกล หากไม่มีอะไรผิดพลาด สถานที่ที่ภูตร้ายจะปรากฏตัวครั้งแรกก็น่าจะเป็นตำแหน่งนั้น
พวกต่งติ้งกั๋วและหลิวเฉิงต่างก็ค่อนข้างเครียด ไม่มีใครพูดอะไร บรรยากาศจึงค่อนข้างตึงเครียด
ผมอยากจะบอกให้พวกเขาไม่ต้องกังวลและทำใจให้สบาย แต่ก็รู้ว่าเป็นไปได้ยาก เพราะอีกสักครู่จะต้องเผชิญหน้ากับภูตร้าย คนปกติไม่กลัวสิแปลก แม้แต่ตัวผมเองก็ไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายขนาดนั้น
พวกเราซุ่มรออย่างเงียบ ๆ อยู่ในที่กำบังเป็นเวลาสองสามชั่วโมงแล้ว แต่ในสุสานบรรพบุรุษของตระกูลต่งยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ หลายคนเริ่มจะทนรอไม่ไหว
“หลงหยวน ภูตร้ายนั่นวันนี้จะไม่มาแล้วหรือเปล่า?” หลิวเฉิงเดินมานั่งยอง ๆ ข้างผมแล้วถาม
“บอกยาก” ผมเองก็ไม่แน่ใจ แต่ถ้าผมเป็นนักไสยเวทที่คิดร้ายคนนั้น ผมย่อมไม่เลือกที่จะยืดเยื้อต่อไปอีก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน “ไม่ว่าคืนนี้ภูตร้ายจะมาหรือเปล่า พวกเราก็ต้องรอต่อไป คืนนี้มันไม่ปรากฏตัว คืนพรุ่งนี้เราก็ต้องรอต่อ จนกว่ามันจะปรากฏตัวออกมา”
เมื่อไม่รู้ว่าภูตร้ายจะปรากฏตัวเมื่อไหร่ พวกเราจึงทำได้เพียงแค่รอต่อไป เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริง ๆ
หากพลาดโอกาสนี้ไป คุณต่งหลิงอาจจะตกอยู่ในอันตรายอีกครั้ง
หลิวเฉิงทำหน้าขมขื่นอย่างไม่เต็มใจนัก “หา! ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ต้องนั่งตากน้ำค้างเป็นเพื่อนบรรพบุรุษของตระกูลต่งอยู่ที่นี่ไปเรื่อย ๆ น่ะสิ”
สิ้นเสียงของเขา พลันมีลมเย็นยะเยือกพัดเข้ามาในสุสาน หมู่เมฆก้อนหนึ่งก็ลอยมาบดบังดวงจันทร์บนท้องฟ้ายามค่ำคืนพอดี
ภายในสุสานมืดลงอย่างเห็นได้ชัด อุณหภูมิก็ลดต่ำลงจนเย็นเยียบ
“ทุกคนระวังตัว สิ่งชั่วร้ายกำลังจะปรากฏตัวแล้ว” แววตาของผมแข็งกร้าวขึ้น พลางเตือนทุกคน
ทุกคนต่างกลั้นหายใจในทันที จ้องมองไปยังตำแหน่งที่ฝังของต้องสาปซึ่งอยู่ไม่ไกลด้วยความตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม
เมฆที่บดบังดวงจันทร์สลายตัวไป แสงจันทร์สาดส่องลงมาอีกครั้ง พวกเรามองเห็นควันสีขาวกลุ่มหนึ่งลอยขึ้นมาจากความว่างเปล่าในบริเวณที่ไม่ไกลนัก ราวกับมีคนนำน้ำแข็งแห้งไปวางไว้ตรงนั้น
ในไม่ช้า ร่างหนึ่งที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ปรากฏขึ้น ผมเดาไม่ผิด คืนนี้ภูตร้ายปรากฏตัวออกมาจริง ๆ
นั่นคือเด็กผู้หญิงในชุดกระโปรงสีแดง อายุราวห้าถึงหกขวบ ใบหน้าเขียวคล้ำและมีเขี้ยวงอกยาว ไม่มีความน่ารักไร้เดียงสาอย่างที่เด็กในวัยนี้ควรจะมีเลยแม้แต่น้อย
แววตาของเธอเย็นชา สีหน้าก็ดุร้ายอย่างยิ่ง
หลิวเฉิงที่อยู่ข้างกายผมตัวสั่นเล็กน้อย เขาพยายามกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก คนอื่น ๆ ก็มีอาการไม่ต่างกัน
นี่คงเป็นครั้งแรกในชีวิตที่พวกเขาได้เห็นผีกับตาตัวเอง และยังเป็นภูตผีที่ดุร้ายอีกด้วย
“ทุกคนพยายามตั้งสติไว้ มันยังไม่เห็นพวกเรา อีกสักครู่ให้ฟังคำสั่งของผมแล้วค่อยลงมือ ห้ามพลาดเด็ดขาด” ผมกำชับ
โชคดีที่ผมให้พวกเขาดื่มน้ำยันต์พิทักษ์วิญญาณไว้ก่อนแล้ว ไม่อย่างนั้นตอนนี้คงมีบางคนตกใจกลัวจนลุกไม่ขึ้นแล้ว
“หลงหยวน ภูตร้ายตัวน้อยนั่นอยู่ในตำแหน่งที่ฉันต้องไปตั้งค่ายกลพอดี ฉันจะทำยังไงดี?” สีหน้าของหลิวเฉิงดูไม่ได้ยิ่งกว่าตอนร้องไห้เสียอีก
ผมบอกเขาไม่ต้องกังวล มันคงไม่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นตลอดไป รอให้มันขยับที่ก่อน ผมถึงจะให้พวกเขาออกไปตั้งค่ายกล
“จะไหวเหรอ ฉันยังไม่เคยจูงมือสาวเลยนะ จะมาตายอยู่ที่นี่ไม่ได้นะ” หลิวเฉิงยังคงกังวล แต่ก็ไม่ลืมที่จะพูดถึงเรื่องที่อยู่ในใจ
ช่วยไม่ได้ ผมจึงต้องปลุกใจเขาสักหน่อย “ดูแกทำตัวเข้าสิ ถ้าแกออกแรงช่วยคุณต่งหลิงในครั้งนี้ จะกลัวไม่มีโอกาสพิชิตใจเธออีกหรือ?”
“พูดน่ะมันก็ถูก แต่ก็ต้องรักษาชีวิตน้อย ๆ ของฉันไว้ให้ได้ก่อนนะ”
“มีฉันอยู่ทั้งคน ไม่ปล่อยให้แกเป็นอะไรไปหรอก”
ทันใดนั้น ภูตร้ายชุดแดงก็แหงนหน้าคำราม แล้วเอ่ยขึ้นว่า “แม้ว่าเวลายังไม่เหมาะสม แต่คืนนี้พวกเราก็ต้องเอาชีวิตของนางนั่นให้ได้”
หยุดไปครู่หนึ่ง มันก็พูดต่อ “ได้ แต่เจ้าเด็กซินแสนั่นมีฝีมืออยู่บ้าง ถึงเวลาแกต้องคอยช่วยฉันอยู่เบื้องหลัง”
ผมขมวดคิ้ว ถูกภูตร้ายอายุห้าหกขวบเรียกว่า ‘เจ้าเด็ก’ ในใจรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง
“ภูตร้ายนั่นกำลังพึมพำอะไรอยู่คนเดียว?” ต่งติ้งกั๋วถามอย่างสงสัย
“มันกำลังสื่อสารกับนักไสยเวทคนนั้นอยู่ คาดว่าพวกมันคงตัดสินใจที่จะเอาชีวิตคุณต่งหลิงในคืนนี้แล้ว” ผมอธิบาย
ในขณะนั้น ภูตร้ายชุดแดงก็คำรามอีกครั้ง ไอหยินทั่วร่างแผ่กระจายออกไป “เหล่าวิญญาณเร่ร่อนทั้งหลาย ฟังคำสั่ง”
สิ้นเสียงของมัน ภายในสุสานตระกูลต่งก็มีลมเย็นยะเยือกพัดมาเป็นระลอก อากาศก็ยิ่งหนาวเย็นลง
ในพริบตา วิญญาณร้ายกว่าสิบตนก็ปรากฏตัวขึ้นรอบ ๆ ภูตร้ายชุดแดงตนนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ สามารถควบคุมวิญญาณเร่ร่อนในบริเวณใกล้เคียงให้เชื่อฟังคำสั่งของตนได้
จู่ ๆ ก็มีวิญญาณโผล่ออกมามากมายขนาดนี้ พวกหลิวเฉิงต่างหวาดกลัวจนหน้าซีดเผือด แต่โชคดีที่ยังไม่มีใครตกใจกลัวจนวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ของน้ำยันต์พิทักษ์วิญญาณของผม หรือเป็นเพราะเสน่ห์แห่งเงินตราของต่งติ้งกั๋วกันแน่
“พวกแกไปอาละวาดที่คฤหาสน์ตระกูลต่ง แล้วเอาชีวิตของนางนั่นมาให้ฉัน” ภูตร้ายชุดแดงสั่งเสียงกร้าว
เหล่าวิญญาณเร่ร่อนไม่กล้าขัดขืน ต่างกลายร่างเป็นลำแสงสีขาวบินจากไป และทิศทางที่พวกมันไปก็คือทิศของตัวเมืองนั่นเอง
ต่งติ้งกั๋วร้อนใจขึ้นมา ถามผมว่าทำอย่างไรดี ผมบอกเขาไม่ต้องรีบร้อน แค่วิญญาณเร่ร่อนพวกนี้ไม่มีทางบุกผ่านการคุ้มกันของรูปสลักเสือขาวไปได้
เป็นไปตามคาด ไม่กี่นาทีต่อมา ลำแสงสีขาวที่จากไปเหล่านั้นก็รีบบินกลับมายังสุสานแห่งนี้
“พวกแกกลับมาทำไม?” ภูตร้ายชุดแดงตวาดอย่างเกรี้ยวกราด
“ไม่ได้ ที่บ้านตระกูลต่งมีเสือขาวคุ้มกันอยู่ พวกเราไม่กล้าเข้าไป” เหล่าวิญญาณเร่ร่อนตอบ
ภูตร้ายชุดแดงโกรธจัด กรีดร้องพลางเคลื่อนที่ไปทั่วอย่างบ้าคลั่ง สุดท้ายก็ลอยไปอยู่ใกล้กับหลุมศพของบรรพบุรุษตระกูลต่ง
“เสือขาว!? บัดซบ ต้องเป็นฝีมือของเจ้าเด็กซินแสนั่นแน่ ๆ ฉันจะไปดูดเลือดมันให้แห้งด้วยตัวเอง” ใบหน้าของมันน่าเกลียดน่ากลัว คำพูดก็เหี้ยมโหด ฟังแล้วน่าขนลุก
ผมเห็นว่าได้เวลาอันสมควรแล้ว จึงไม่ปล่อยให้มันมีโอกาสไปที่บ้านตระกูลต่ง พร้อมกับตะโกนว่า “ออกมา ตั้งค่ายกล!”
สิ้นเสียงคำสั่ง พวกหลิวเฉิงทั้งห้าคนก็วิ่งพรวดพราดออกไป ด้วยท่าทางยอมตายถวายชีวิต ผมและพวกต่งติ้งกั๋วที่เหลือก็เดินออกไปเช่นกัน
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ภูตร้ายชุดแดงและวิญญาณเร่ร่อนอีกสิบกว่าตนคาดไม่ถึง คาดว่านักไสยเวทคนนั้นก็คงไม่คิดว่าพวกเราจะค้นพบคำสาปที่มันฝังไว้ แถมยังซุ่มโจมตีอยู่ที่นี่อีกด้วย
“เป็นแกนี่เอง!” ภูตร้ายชุดแดงจ้องมองผมที่กำลังเดินเข้าไปหามันอย่างโกรธแค้น
ผมก็จ้องมองมันอย่างเย็นชาเช่นกัน “คืนนี้ แกหนีไม่รอดแน่”
ในขณะนั้น พวกหลิวเฉิงทั้งห้าคนได้เข้าประจำที่ จุดเทียน แล้วนั่งขัดสมาธิลง
“ค่ายกลห้าธาตุกักพลังชั่วร้าย ก่อเกิด!” ผมตะโกนลั่น
พวกหลิวเฉิงทั้งห้าคนก็จัดท่าทางทันทีแล้วเปล่งเสียงพร้อมกัน “บัญชา!”
ทันใดนั้น ตำแหน่งที่คนทั้งห้านั่งอยู่ก็ปรากฏแสงสีทองสว่างวาบ ค่ายกลห้าธาตุกักพลังชั่วร้ายก็ได้ปรากฏขึ้น
“ถอยไป!” ผมบอกให้พวกต่งติ้งกั๋วถอยออกไปนอกค่ายกล แล้วเผชิญหน้ากับภูตร้ายชุดแดงเพียงลำพัง
เมื่อค่ายกลห้าธาตุกักพลังชั่วร้ายปรากฏขึ้น เหล่าวิญญาณเร่ร่อนต่างก็กรีดร้องด้วยความหวาดกลัว กุมศีรษะตัวสั่นงันงก
“ถ้าไม่อยากตาย ก็ให้คนที่อยู่เบื้องหลังแกปรากฏตัวออกมา” ผมกล่าวเสียงขรึมกับภูตร้ายชุดแดงอย่างเย็นชา
ภูตร้ายชุดแดงหัวเราะเยาะ “แกคิดว่าจะขังฉันได้เหรอ?”
สิ้นเสียงดังฟิ้ว มันก็กลายร่างเป็นลำแสงสีแดงพุ่งออกจากค่ายกล
แต่เมื่อไปถึงขอบเขตของค่ายกล มันก็ชนเข้ากับม่านพลังสีทอง กรีดร้องอย่างโหยหวนแล้วกระเด็นกลับมา
“อย่าเสียแรงเปล่าเลย” ผมกล่าวเตือน
ภูตร้ายชุดแดงจ้องเขม็งมาที่ผมด้วยแววตาอาฆาตแค้นอย่างที่สุด จากนั้นก็กรีดร้องยาวนาน เส้นผมทุกเส้นตั้งชัน ในค่ายกลพลันเกิดลมพายุพัดกระหน่ำ เหล่าวิญญาณเร่ร่อนยิ่งหวาดกลัวจนคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิต
“อ๊า!” ภูตร้ายชุดแดงอ้าปากกว้างใส่เหล่าวิญญาณเร่ร่อนที่กำลังคุกเข่าขอชีวิต วิญญาณกว่าสิบตนถูกมันดูดเข้าไปในปากทั้งหมด
ผมตกใจอย่างมาก ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “นี่มัน...”
ภูตร้ายชุดแดงใช้วิธีกินผีกลืนพลังชั่วร้ายเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเอง คราวนี้สถานการณ์กลับเกินความคาดหมายของผมไปอย่างสิ้นเชิง