- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 19 เทพธิดาอาละวาด
บทที่ 19 เทพธิดาอาละวาด
บทที่ 19 เทพธิดาอาละวาด
บทที่ 19 เทพธิดาอาละวาด
หลิวเฉิงร้องโหยหวน นั่งอยู่บนพื้นถอยหลังไปเรื่อย ๆ ท่าทางดูตลกขบขันอย่างยิ่ง ท่าทางของเขาแบบนี้ไม่มีความน่าเกรงขามของคิงคองอยู่เลยแม้แต่น้อย ถ้าคนที่ตั้งฉายานี้ให้เขามาเห็นเข้า จะต้องตกตะลึงจนตาค้างแน่
“พ่อหนุ่มไม่ต้องกลัวนะ ฉันกินธูปเสร็จก็จะไปแล้ว ไม่ทำร้ายพวกเธอหรอก” เมื่อเห็นว่าหลิวเฉิงตกใจกลัวอย่างหนัก หญิงชราที่กำลังกินธูปอยู่กลับรู้สึกเกรงใจ พูดขึ้นด้วยความขอโทษ
แต่หลิวเฉิงซึ่งเป็นคนธรรมดา ไม่เพียงแต่มองไม่เห็นท่าน ยังไม่ได้ยินคำพูดของท่านด้วย เขายังคงร้องโหยหวนไม่หยุด
หญิงชราจนปัญญาคิดจะปรากฏกายออกมา ผมรีบห้ามไว้
ถ้าหากท่านปรากฏกายต่อหน้าหลิวเฉิงกะทันหันจริง ๆ คาดว่าหลิวเฉิงไม่ฉี่ราดคาที่ ก็คงจะสลบไปเลย
ผมเดินไปอยู่ตรงหน้าหลิวเฉิง จ้องเขม็งด้วยเนตรวัชระพิโรธ ตะคอกใส่เขาเสียงดัง “ตั้งสติ!”
เสียงตะคอกนี้ทำให้หลิวเฉิงตกตะลึงจนหยุดนิ่ง เขาสงบลงเล็กน้อย
ทำไมผมถึงต้องจ้องเขาด้วยเนตรวัชระพิโรธแล้วตะคอกเสียงดัง ก็เพราะมีคำโบราณกล่าวไว้ว่า เนตรวัชระพิโรธ จึงสยบสี่มาร พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรลงต่ำ จึงเมตตาต่อหกภูมิ
หลิวเฉิงได้รับความตกใจ สามหุนเจ็ดพั่วปั่นป่วน ถ้าผมไม่ใช้เนตรวัชระพิโรธข่มเขาไว้ มีความเป็นไปได้สูงว่าขวัญของเขาอาจจะเตลิดไปเลย
ในเสียงของผมได้ใส่พลังเอาไว้เล็กน้อย ดังนั้นแม้แต่วิญญาณของคุณย่าที่อยู่ด้านหลังก็ยังถูกข่มจนตัวสั่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“แกอยู่นิ่ง ๆ เดี๋ยวฉันจะส่งคุณย่าไปเดี๋ยวนี้” ผมตบไหล่หลิวเฉิงที่ยังขวัญเสียไม่หายเบา ๆ แล้วลุกขึ้นหันไปหาคุณย่า
ธูปสามดอกใกล้จะไหม้หมดแล้ว และนอกหน้าต่างดวงอาทิตย์ก็กำลังจะลับขอบฟ้า เป็นช่วงเวลาที่หยินหยางบรรจบกัน จังหวะเหมาะเจาะพอดี
“คุณย่าครับ ได้เวลาแล้ว ผมควรจะส่งท่านไปได้แล้ว” ผมพูดกับท่าน
หญิงชราได้สติกลับมาแล้ว บนใบหน้ากลับมามีรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา “ได้เลย รบกวนเธอแล้วนะ”
ดังนั้นผมจึงหยิบยันต์สื่อสารยมโลกที่วาดเสร็จแล้วขึ้นมา ปรับลมหายใจ เท้าก้าวเหยียบดาวเทียนกัง ปากก็เริ่มท่องคาถา
พูดจบ ยันต์สื่อสารยมโลกในมือก็ลุกไหม้ขึ้นมาเป็นเปลวไฟ
ผมโคจรพลังแล้วโยนยันต์สื่อสารยมโลกที่ลุกไหม้อยู่ออกไป “กระดาษหนึ่งแผ่นแบ่งหยินหยาง เก้าขุมนรกสื่อยมโลก บัญชา!”
ยันต์สื่อสารยมโลกเผาไหม้จนหมดในอากาศ ผมรู้สึกได้ถึงความรู้สึกแปลกประหลาดที่ยากจะบรรยายได้ในห้อง ไม่นานวิญญาณของคุณย่าก็ค่อย ๆ จางหายไป และในที่สุดก็หายไปอย่างสมบูรณ์
ในห้องก็กลับสู่สภาวะปกติ ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลิวเฉิงยังคงนั่งอยู่บนพื้น แหงนหน้ามองผม
“ลุกขึ้นเถอะ คุณย่าไปแล้ว” ผมบอกเขา
ท่าทางขี้ขลาดของเขานี่โชคดีที่ไม่มีคนนอกอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นผมคงจะรู้สึกอับอายแทนเขา
หลังจากเสร็จสิ้นธุระ เก็บของเล็กน้อย เราสองคนก็กลับไปที่โรงเรียน
วันนี้ฟ้ามืดแล้ว พรุ่งนี้เลิกเรียนเราสองคนค่อยย้ายของจากหอพักมาอยู่ที่บ้านเช่า
หลังจากยุ่งมาทั้งบ่าย เราสองคนสั่งอาหารที่ร้านประจำซึ่งอยู่นอกประตูใหญ่ของโรงเรียน พอดื่มเบียร์เข้าไปสองสามแก้ว หลิวเฉิงก็เริ่มบ่นผม
“หลี่หลงหยวน แกบอกความจริงกับฉันมาเลยนะ รู้อยู่แล้วว่าฉันกลัวไอ้ของแบบนั้นที่สุด แต่กลับยังจะเลือกที่นั่นอีก นี่ตั้งใจใช่ไหมวะ?”
ผมยิ้ม ๆ แล้วบอกว่าจะเป็นไปได้อย่างไร ทุกอย่างเป็นเรื่องบังเอิญ เพียงเพราะผมรู้สึกว่าที่นั่นเหมาะสมที่สุดเท่านั้นเอง
“อีกอย่างก่อนหน้านี้ใครกันนะที่บอกว่าจะตามฉันไปทุกที่ แค่สภาพแกเมื่อกี้นี้ คาดว่าอีกไม่นานคงจะตกใจจนป่วยแน่” ผมแกล้งแดกดันเขา “นอกจากฉันแล้ว เกรงว่าคงไม่มีใครคิดว่าคิงคองอย่างแกจะแข็งนอกอ่อนใน ดีแต่เปลือกนอก”
“ถุย นอกจากกลัวไอ้ของนั่นแล้ว กูก็เก่งทุกเรื่องนั่นแหละ”
ผมบอกเขาว่า คนกลัวผีสามส่วน ผีกลัวคนเจ็ดส่วน อีกทั้งคนเรามีไฟสามกองอยู่บนศีรษะและไหล่ทั้งสองข้าง ตราบใดที่ไฟสามกองนี้ไม่ดับ วิญญาณทั่วไปก็ไม่สามารถทำร้ายคนได้ ดังนั้นตอนกลางคืนที่พลังหยินหนัก อย่าให้คนอื่นมาพาดบ่าหรือสวมหมวกให้ เพราะจะไปกดไฟของเขาไว้ ทำให้สิ่งสกปรกฉวยโอกาสได้
“ฉันว่าไอ้หนูอย่างแกนี่ก็รู้เยอะเหมือนกันนะ เมื่อก่อนซ่อนไว้ลึกน่าดู” เจ้าหมอนี่ดูเหมือนจะสนใจเรื่องพวกนี้มาก ทุกครั้งที่ผมพูดเขาก็จะตั้งใจฟังอย่างจริงจัง
“เพราะมีเหตุผลบางอย่างน่ะ ไว้มีโอกาสจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียด” ผมยิ้มขมขื่น ก่อนหน้านี้เป็นเพราะผมถูกอาคมผนึกความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ไว้ ไม่ได้ตั้งใจจะปิดบัง
กินอิ่มดื่มหนำแล้ว เราสองคนก็จ่ายเงินกลับหอพักไปนอน
วันรุ่งขึ้นหลังจากเลิกเรียน เราสองคนก็เก็บของย้ายออกจากหอพัก ระหว่างทางขับรถไปบ้านเช่า หลิวเฉิงดูเหมือนจะตัดสินใจแน่วแน่แล้ว บอกว่าต่อไปจะพยายามไม่กลัวของพวกนั้นอีก เพื่อไม่ให้ผมเตะเขากระเด็นในอนาคต
“งั้นฉันจะรอดู” ผมตอบกลับ
พอมาถึงบ้านเช่า จัดของเสร็จ ผมก็รีบหยิบ ‘คัมภีร์เคล็ดวิชาเร้นลับอู๋ซ่างต้งเสวียน’ ออกมาอย่างใจจดใจจ่อ
เนื้อหาศาสตร์เร้นลับในหนังสือค่อนข้างหลากหลายและน่าเบื่อ แต่ผมก็ยังคงตั้งใจจดจำและพยายามเรียนรู้ ในเมื่อคุณปู่มอบหนังสือเล่มนี้ให้ผม แสดงว่าเนื้อหาในหนังสือจะต้องมีประโยชน์กับผมอย่างมหาศาลแน่นอน
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ หลิวเฉิงคงจะเบื่อกับการนั่งเล่นเกมคนเดียวจนเหนื่อย เลยวิ่งมาหาผมที่ห้อง
เขาถามว่าผมกำลังทำอะไร ผมกำลังฝึกวาดอักขระใน ‘คัมภีร์เคล็ดวิชาเร้นลับอู๋ซ่างต้งเสวียน’ เลยไม่ได้ตอบเขา เขาก็เลยชะโงกหน้าเข้ามาดูอย่างสงสัย
“ของที่แกวาดพวกนี้มันมีประโยชน์เหรอ?” เขาหยิบยันต์ที่วาดผิดพลาดซึ่งวางอยู่ข้าง ๆ ขึ้นมา แสดงความสงสัย
ผมรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย เลยย้อนถามไปว่า “เมื่อวานฉันใช้ยันต์สื่อสารยมโลกที่วาดขึ้นเฉพาะกิจส่งคุณย่าไปแล้ว แกคิดว่ามันมีประโยชน์ไหมล่ะ?”
หลังจากหัวเราะแหะ ๆ สองที เขาก็วางกระดาษยันต์ลง แล้วนอนลงบนเตียงของผมเล่นมือถือต่อ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เขาลุกขึ้นบอกว่าหิวแล้ว ชวนผมออกไปหาอะไรกิน
“ไม่ว่าง ช่วยซื้อกลับมาให้หน่อย” ผมไม่หันกลับไปมอง ยังคงฝึกฝนต่อไป
เขาบ่นสองสามคำแล้วก็ออกไป หลังจากเขาไปแล้ว ผมก็หยิบ ‘คัมภีร์เคล็ดวิชาเร้นลับอู๋ซ่างต้งเสวียน’ ออกมาเปิดดูอีกครั้ง ไม่นานผมก็ถูกวิชาอัสนีที่ชื่อว่ามุทราห้านิ้วอสนีบาตดึงดูดสายตาไป ผมตั้งใจอ่านอยู่นาน ถึงได้เก็บหนังสือแล้วลองฝึกดู
ไม่ว่าจะฝึกวาดยันต์หรือฝึกวิชาอัสนี ล้วนต้องใช้พลังงานอย่างมาก ตอนที่ผมกำลังหลับตาพักผ่อน หลิวเฉิงก็กลับมา เขาซื้อข้าวผัดไข่มาให้ผมหนึ่งกล่อง
พอได้กลิ่นหอมของข้าวผัดไข่ ผมถึงได้รู้ตัวว่าท้องร้องโครกครากด้วยความหิวแล้ว จึงตักกินเข้าไปคำใหญ่
ผมกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย หลิวเฉิงที่นอนอยู่บนเตียงข้างหลังผมก็พลันลุกพรวดขึ้นมา ทำหน้าตื่นเต้นบอกให้ผมรีบดูกลุ่มแชตของห้องเรียน มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น
เมื่อสักครู่ผมก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังอยู่ตลอดเวลา คิดว่าเป็นพวกเขากำลังคุยเล่นกันในกลุ่มเหมือนปกติเลยไม่ได้สนใจ พอได้ยินเขาพูดอย่างนี้ จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูประวัติการแชตในกลุ่ม
ในกลุ่มมีคนบอกว่าวันนี้ดาวคณะต่งหลิงอยู่ ๆ ก็ลงไม้ลงมือกับคนอื่น ฉากนั้นช่างเหมือนกับเรื่อง ‘เรียกข้าว่าอีกา’ ฉบับผู้หญิงเลยทีเดียว สร้างความฮือฮาไปทั่วโรงเรียน
ต่งหลิงเป็นใครน่ะเหรอ เธอคือดาวคณะของเราเลยนะ ไม่เพียงแต่เป็นคุณหนูบ้านรวยที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงของมณฑล ยังเป็นนักเรียนดีเด่นทั้งด้านการเรียนและความประพฤติของโรงเรียน ตอนปีสองก็ได้เป็นคณะกรรมการนักเรียนแล้ว
อย่างไรเสียก็อยู่คณะเดียวกัน ผมเคยเห็นเธอที่โรงเรียนสองสามครั้ง ตัวจริงสวยมากจริง ๆ แถมยังไม่ถือตัวอีกด้วย พูดจากับใครก็สุภาพอ่อนโยน ดังนั้นไม่เพียงแต่ในคณะ ในทั้งโรงเรียนเธอก็มีคนชื่นชมไม่น้อยเลย เป็นเทพธิดาสาวสวยบ้านรวยตัวจริง
ถ้าไม่ใช่เพราะในกลุ่มส่งรูปที่ต่งหลิงกำลังต่อสู้กับคนอื่นอยู่ ไม่ว่าใครก็คงไม่เชื่อว่าเธอจะทำเรื่องแบบนี้
“ฉากเด็ดเทพธิดาอาละวาด ฉันดันไม่อยู่ในเหตุการณ์ เชี่ยเอ๊ย!” หลิวเฉิงอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา ทำท่าเหมือนขาดทุนย่อยยับ
ผมก็สงสัยอยู่บ้าง หรือว่าที่ผ่านมาต่งหลิงเสแสร้งมาตลอด ไม่น่าจะใช่มั้ง?
รอจนผมกดเปิดรูปภาพดูสองสามที ไม่นานก็พบจุดที่ผิดปกติ