เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 เทพธิดาหลายโฉม

บทที่ 20 เทพธิดาหลายโฉม

บทที่ 20 เทพธิดาหลายโฉม


บทที่ 20 เทพธิดาหลายโฉม

ในรูปต่งหลิงสวมหมวกเบสบอล ใส่เสื้อยืดแขนสั้นกับกางเกงขาสั้น บนเท้าสวมรองเท้าผ้าใบ ซึ่งแตกต่างจากสไตล์การแต่งตัวแบบคุณหนูของเธอในอดีตอย่างมาก อีกทั้งสีหน้าของเธอก็ทำให้ผมรู้สึกแปลก ๆ อยู่บ้าง เพียงแต่แค่ดูจากรูปผมก็มองอะไรไปมากกว่านี้ไม่ออก

“หลงหยวน แกว่าเทพธิดาต่งถูกกระทบกระเทือนจิตใจอะไรมาหรือเปล่า?” หลิวเฉิงพูดพลางพิมพ์แชตในกลุ่มพลางเดินมาข้าง ๆ ผม

คำพูดของเขาดึงสติผมกลับมา ผมวางโทรศัพท์ลง แล้วกินข้าวผัดไข่ต่อ

“ไม่แน่ใจ อาจจะใช่” ผมตอบกลับ

คนเรามักจะทำอะไรที่ไม่คาดคิดได้ง่ายเมื่อถูกกระทบกระเทือนจิตใจ ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมต่งหลิงถึงไปมีเรื่องชกต่อยกับคนอื่นผมไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ เพราะอย่างไรเสียทุกคนก็มีด้านที่ไม่เป็นที่รู้จักกันทั้งนั้น

แต่หลิวเฉิงที่อยู่ข้าง ๆ กลับไม่คิดอย่างนั้น เขาเริ่มเพ้อฝันไปไกลแล้ว

“ที่แท้เทพธิดาต่งก็ไม่ได้เพอร์เฟกต์อย่างที่เราคิด มีด้านที่ติดดินเหมือนกัน ไม่แน่ว่าตั้งแต่นี้ไปฉันกับเธออาจจะมีโอกาสก็ได้ใครจะไปรู้”

ผมรีบดับฝันเขาทันที เพื่อไม่ให้เขาจมอยู่ในจินตนาการต่อไป “ฉันมั่นใจว่าเป็นไปไม่ได้แน่นอน แกจำไม่ได้เหรอว่ามีครั้งหนึ่งที่สนามกีฬาของโรงเรียนแกวิ่งไปชนเธอ พอเธอเห็นหน้าแกก็ตกใจจนหน้าซีด ขอโทษเสร็จก็รีบวิ่งหนีไปเลยน่ะ?”

ดูเหมือนจะนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวเฉิงก็หายไป “ไอ้บ้าเอ๊ย พูดเรื่องที่ไม่ควรพูดทำไมวะ กูไปเล่นเกมดีกว่า”

พูดจบก็เดินก้าวยาว ๆ ออกจากห้องผม ปิดประตูปังแล้วจากไป

ผมยิ้มพลางส่ายหัว กินข้าวผัดไข่ที่เหลือจนหมด นั่งพักอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เริ่มฝึกฝนต่อ

วันนี้ใช้สมาธิไปกับการฝึกฝนเนื้อหาใน ‘คัมภีร์เคล็ดวิชาเร้นลับอู๋ซ่างต้งเสวียน’ มากเกินไป ไม่นานผมก็ง่วง ล้มตัวลงนอนบนเตียงแล้วก็หลับไปอย่างรวดเร็ว

กลางดึกขณะที่กำลังหลับใหล ผมได้ยินเสียงเคลื่อนไหวในห้องอย่างเลือนราง พอลืมตาขึ้นก็พบว่าในห้องมีร่างลับ ๆ ล่อ ๆ กำลังเดินมาที่เตียงของผม ผมนึกว่าขโมยเข้าบ้าน เลยลุกพรวดขึ้นมาแล้วเตะเข้าไปทีหนึ่ง

“โอ๊ย!”

ผมเตะไปไม่เบาเลย คนคนนั้นถูกผมเตะล้มลงกับพื้น ร้องออกมาเสียงดัง

พอได้ยินเสียงผมถึงได้รู้ตัว ที่แท้คนคนนั้นคือหลิวเฉิง

“ไอ้นี่ เตะหนักเกินไปแล้ว” หลิวเฉิงพูดพลางลูบก้น

ช่วยไม่ได้ ผมนึกว่าขโมยเข้าบ้าน เลยไม่ได้ออมแรง

ผมเปิดไฟ ทำหน้าสงสัย “แกไม่หลับไม่นอนกลางดึก มาทำลับ ๆ ล่อ ๆ ในห้องฉันทำไม?”

เขาทำหน้ากระอักกระอ่วน อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่นาน สุดท้ายถึงได้บอกว่ากลัวจนนอนไม่หลับ เลยอยากจะมานอนค้างที่ห้องผมสักคืน

“กลัวอะไร?” ผมรู้สึกตลกอยู่บ้าง

“ใครใช้ให้แกเช่าบ้านที่เคยมีคนตายด้วยเล่า ฉันจะไปนอนหลับได้ยังไง?”

ผมรู้สึกพูดไม่ออก ตอนกลางวันเขายังทำท่าตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่กลัวผีอยู่เลย ตอนนี้กลับเป็นแบบนี้ซะแล้ว?

“ไม่สน ฉันนอนไม่หลับ แกต้องรับผิดชอบ” เขาเริ่มทำตัวงอแง ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง

จนปัญญา ผมทำได้แค่หยิบยันต์สะกดพลังชั่วร้ายที่ผมเพิ่งวาดเสร็จวันนี้ยื่นให้เขา

“แกให้ของนี่ฉันทำไม?” เขารับยันต์สะกดพลังชั่วร้ายมาแล้วถาม

ผมบอกว่ามียันต์สะกดพลังชั่วร้ายแผ่นนี้แล้ว ภูตผีปีศาจทั่วไปจะไม่สามารถเข้าใกล้เขาได้ ให้เขากลับไปนอนหลับสบายใจได้เลย

“แกไม่ได้หลอกฉันใช่ไหม?” เขาพินิจพิเคราะห์ยันต์สะกดพลังชั่วร้ายในมือ ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่

“มีประโยชน์มาก” ผมแค่อยากจะพักผ่อน เลยผลักเขาไปที่ประตู แล้วเตะเขากระเด็นออกไป

พักผ่อนไปหนึ่งคืน พอตื่นเช้าขึ้นมาผมก็รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา

ตอนที่แปรงฟัน หลิวเฉิงก็ตื่นขึ้นมาแล้ว

ผมถามเขาว่าเมื่อคืนนอนเป็นอย่างไรบ้าง เขาบอกว่าอย่าให้พูดเลย หลังจากพกยันต์สะกดพลังชั่วร้ายที่ผมให้ไว้แล้วล้มตัวลงนอน ก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด หลับยาวไปจนถึงเช้า

พูดพลางเขาก็หยิบยันต์สะกดพลังชั่วร้ายออกมา จูบไปหนึ่งทีแล้วบอกว่ามียันต์แผ่นนี้แล้ว ต่อไปภูตผีปีศาจตนไหนก็ไม่กลัวทั้งนั้น

“อย่ามัวแต่ขี้โม้เลย รีบ ๆ เข้า เดี๋ยวก็มีเรียนแล้ว” ผมพูด

ตอนเรียน ผมได้ยินคนยังคงพูดถึงเรื่องที่ต่งหลิงต่อยตีคนเมื่อวานอยู่เลย ในใจก็คิดว่าคนพวกนี้ช่างว่างกันจริง ๆ

พอเลิกเรียน ผมกับหลิวเฉิงเตรียมจะไปเล่นบาสที่สนาม ระหว่างทางเดินก็พบว่าคนรอบข้างต่างทำหน้าประหลาดใจ ไม่รู้ว่ากำลังชี้ไม้ชี้มือพูดถึงใครกันอยู่

ผมยังไม่ทันได้มอง ก็ได้ยินเสียงหลิวเฉิงร้องอุทาน “เชี่ยเอ๊ย” ดังมาจากข้าง ๆ

ในตอนนี้ ผมถึงได้เห็นว่ามีผู้หญิงที่แต่งตัวจัดจ้านคนหนึ่งเดินสวนมาทางเรา เธอสวมรองเท้าส้นสูงสิบเซนติเมตร ท่อนล่างเป็นกางเกงยีนขาสั้นกุด เผยให้เห็นเรียวขาที่สวมถุงน่องตาข่าย ส่วนท่อนบนก็แต่งตัวค่อนข้างโป๊ เผยให้เห็นผิวเนื้อเป็นบริเวณกว้าง

ไม่เพียงแค่นั้น บนใบหน้าของเธอยังทาอายแชโดว์สีม่วง ทาลิปสติกสีม่วง ทรงผมก็ดูจัดจ้านมาก นี่มันสไตล์ชาหม่าเท่อ(1)ชัด ๆ

ตอนแรกผมยังจำไม่ได้ว่าคนนี้เป็นใคร ในใจคิดว่าเป็นเทพเซียนคนไหนในโรงเรียนที่กำลังแต่งตัวย้อนยุค พอได้ยินคนรอบข้างพูดถึงต่งหลิง ผมถึงได้รู้ว่าสาวชาหม่าเท่อตรงหน้านี่ก็คือดาวคณะต่งหลิงที่เพิ่งมีเรื่องชกต่อยไปเมื่อวานนั่นเอง

สไตล์ของเธออาจจะดูเป็นชาหม่าเท่อไปหน่อย แต่ก็เผยให้เห็นรูปร่างที่เย้ายวนใจ ทำให้หนุ่ม ๆ ที่เดินผ่านไปมาหลายคนต้องเหลียวมองจนคอเคล็ด รวมถึงใครบางคนที่อยู่ข้าง ๆ ผมด้วย

ต้องยอมรับเลยว่า การแต่งตัวของต่งหลิงในวันนี้ยิ่งไม่เหมือนสไตล์ของเธอมากกว่าเมื่อวานอีก เรียกได้ว่าจัดจ้านจนเกินบรรยาย ไม่แปลกใจเลยที่คนรอบข้างจะทำหน้าตกตะลึงกันขนาดนั้น

สำหรับสายตาแปลก ๆ ของคนรอบข้าง และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่งหลิงทำเป็นมองไม่เห็น ตอนที่เดินผ่านผมกับหลิวเฉิงไป เธอยังชายตามองเราสองคนแวบหนึ่ง ปากก็ขมุบขมิบเป็นคำด่าเงียบ ๆ

ถ้าผมดูไม่ผิด รูปปากของเธอน่าจะพูดว่า ไอ้โง่

และในชั่วพริบตาที่เธอเดินผ่านไป ผมสังเกตเห็นว่าบนตัวเธอมีไอหยินแผ่ออกมาจาง ๆ เพียงแต่เธอเดินเร็วเกินไป และคนมุงดูก็เยอะ ผมเลยไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่

“เทพธิดาต่งนี่เป็นอะไรไปกันแน่ แต่ละวันยิ่งน่าประหลาดใจขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถึงเทพธิดาจะเป็นชาหม่าเท่อ ก็เป็นชาหม่าเท่อที่สวยที่สุด” หลิวเฉิงมองตามทิศทางที่ต่งหลิงเดินจากไป ปากก็ยังไม่วายพูด

พอต่งหลิงเดินไปไกลแล้ว คนรอบข้างที่วิพากษ์วิจารณ์ก็ยิ่งพูดกันอย่างไม่เกรงใจมากขึ้น

“เห็นไหมล่ะ ฉันว่าเรื่องที่ต่อยตีกันเมื่อวานต้องเป็นเรื่องจริงแน่ ๆ”

“ไม่เข้าใจเลย เธอเป็นอะไรไป?”

“ไม่แน่ว่าอาจจะถูกกระทบกระเทือนจิตใจจริง ๆ สมองเลยมีปัญหา”

“ฉันได้ยินมาว่า ช่วงนี้ธุรกิจของบ้านตระกูลต่งเหมือนจะมีปัญหา หรือว่า...”

ขณะที่ฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้าง ผมก็ขมวดคิ้วมุ่น ถ้าคนคนหนึ่งถูกกระทบกระเทือนจิตใจก็อาจจะทำอะไรที่ไม่คาดคิดได้ แต่การเปลี่ยนแปลงของต่งหลิงนั้นดูไม่สมเหตุสมผลอย่างเห็นได้ชัด ตัวเธอในอดีต ตัวเธอเมื่อวาน และตัวเธอในวันนี้ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นคนละคนกัน

“หลงหยวน เทพธิดาต่งคงไม่ได้เป็นเหมือนที่พวกเขาพูดจริง ๆ ใช่ไหม สมองมีปัญหา เป็นโรคจิตเภทไปแล้วเหรอ?” หลิวเฉิงทำหน้าเป็นกังวล

พูดตามตรง ท่าทางของเธอดูเหมือนเป็นโรคหลายอัตลักษณ์มากกว่า เหมือนในหนังที่คนคนหนึ่งจะมีนิสัยและอารมณ์ที่แตกต่างกันไป

เพียงแต่ผมรู้สึกว่าต่งหลิงไม่ได้เป็นแบบนั้น ไอหยินที่แผ่ออกมาจากตัวเธอเมื่อสักครู่ดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่ผมตาฝาดไป ในเรื่องนี้ต้องมีปัญหาอะไรบางอย่างแน่นอน

“คิงคอง ฉันว่าเทพธิดาต่งของแกคงกำลังจะเจอปัญหาแล้วล่ะ” ผมพูดกับหลิวเฉิงช้า ๆ

หลิวเฉิงตกใจมาก มองมาที่ผม “แกมองเห็นอะไรใช่ไหม?”

……….……….……….……….

1. ชาหม่าเท่อ (杀马特, Shāmǎtè) เป็นคำอธิบายวัฒนธรรมย่อย (Subculture) ของกลุ่มวัยรุ่นในประเทศจีนที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงปลายยุค 2000 ถึงต้นยุค 2010

คำว่า “ชาหม่าเท่อ” เป็นการทับศัพท์มาจากคำว่า “Smart” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการของกลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้ที่อยากจะดู “เท่” “ทันสมัย” และโดดเด่นในแบบของตัวเอง

จบบทที่ บทที่ 20 เทพธิดาหลายโฉม

คัดลอกลิงก์แล้ว