- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 20 เทพธิดาหลายโฉม
บทที่ 20 เทพธิดาหลายโฉม
บทที่ 20 เทพธิดาหลายโฉม
บทที่ 20 เทพธิดาหลายโฉม
ในรูปต่งหลิงสวมหมวกเบสบอล ใส่เสื้อยืดแขนสั้นกับกางเกงขาสั้น บนเท้าสวมรองเท้าผ้าใบ ซึ่งแตกต่างจากสไตล์การแต่งตัวแบบคุณหนูของเธอในอดีตอย่างมาก อีกทั้งสีหน้าของเธอก็ทำให้ผมรู้สึกแปลก ๆ อยู่บ้าง เพียงแต่แค่ดูจากรูปผมก็มองอะไรไปมากกว่านี้ไม่ออก
“หลงหยวน แกว่าเทพธิดาต่งถูกกระทบกระเทือนจิตใจอะไรมาหรือเปล่า?” หลิวเฉิงพูดพลางพิมพ์แชตในกลุ่มพลางเดินมาข้าง ๆ ผม
คำพูดของเขาดึงสติผมกลับมา ผมวางโทรศัพท์ลง แล้วกินข้าวผัดไข่ต่อ
“ไม่แน่ใจ อาจจะใช่” ผมตอบกลับ
คนเรามักจะทำอะไรที่ไม่คาดคิดได้ง่ายเมื่อถูกกระทบกระเทือนจิตใจ ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมต่งหลิงถึงไปมีเรื่องชกต่อยกับคนอื่นผมไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ เพราะอย่างไรเสียทุกคนก็มีด้านที่ไม่เป็นที่รู้จักกันทั้งนั้น
แต่หลิวเฉิงที่อยู่ข้าง ๆ กลับไม่คิดอย่างนั้น เขาเริ่มเพ้อฝันไปไกลแล้ว
“ที่แท้เทพธิดาต่งก็ไม่ได้เพอร์เฟกต์อย่างที่เราคิด มีด้านที่ติดดินเหมือนกัน ไม่แน่ว่าตั้งแต่นี้ไปฉันกับเธออาจจะมีโอกาสก็ได้ใครจะไปรู้”
ผมรีบดับฝันเขาทันที เพื่อไม่ให้เขาจมอยู่ในจินตนาการต่อไป “ฉันมั่นใจว่าเป็นไปไม่ได้แน่นอน แกจำไม่ได้เหรอว่ามีครั้งหนึ่งที่สนามกีฬาของโรงเรียนแกวิ่งไปชนเธอ พอเธอเห็นหน้าแกก็ตกใจจนหน้าซีด ขอโทษเสร็จก็รีบวิ่งหนีไปเลยน่ะ?”
ดูเหมือนจะนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวเฉิงก็หายไป “ไอ้บ้าเอ๊ย พูดเรื่องที่ไม่ควรพูดทำไมวะ กูไปเล่นเกมดีกว่า”
พูดจบก็เดินก้าวยาว ๆ ออกจากห้องผม ปิดประตูปังแล้วจากไป
ผมยิ้มพลางส่ายหัว กินข้าวผัดไข่ที่เหลือจนหมด นั่งพักอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เริ่มฝึกฝนต่อ
วันนี้ใช้สมาธิไปกับการฝึกฝนเนื้อหาใน ‘คัมภีร์เคล็ดวิชาเร้นลับอู๋ซ่างต้งเสวียน’ มากเกินไป ไม่นานผมก็ง่วง ล้มตัวลงนอนบนเตียงแล้วก็หลับไปอย่างรวดเร็ว
กลางดึกขณะที่กำลังหลับใหล ผมได้ยินเสียงเคลื่อนไหวในห้องอย่างเลือนราง พอลืมตาขึ้นก็พบว่าในห้องมีร่างลับ ๆ ล่อ ๆ กำลังเดินมาที่เตียงของผม ผมนึกว่าขโมยเข้าบ้าน เลยลุกพรวดขึ้นมาแล้วเตะเข้าไปทีหนึ่ง
“โอ๊ย!”
ผมเตะไปไม่เบาเลย คนคนนั้นถูกผมเตะล้มลงกับพื้น ร้องออกมาเสียงดัง
พอได้ยินเสียงผมถึงได้รู้ตัว ที่แท้คนคนนั้นคือหลิวเฉิง
“ไอ้นี่ เตะหนักเกินไปแล้ว” หลิวเฉิงพูดพลางลูบก้น
ช่วยไม่ได้ ผมนึกว่าขโมยเข้าบ้าน เลยไม่ได้ออมแรง
ผมเปิดไฟ ทำหน้าสงสัย “แกไม่หลับไม่นอนกลางดึก มาทำลับ ๆ ล่อ ๆ ในห้องฉันทำไม?”
เขาทำหน้ากระอักกระอ่วน อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่นาน สุดท้ายถึงได้บอกว่ากลัวจนนอนไม่หลับ เลยอยากจะมานอนค้างที่ห้องผมสักคืน
“กลัวอะไร?” ผมรู้สึกตลกอยู่บ้าง
“ใครใช้ให้แกเช่าบ้านที่เคยมีคนตายด้วยเล่า ฉันจะไปนอนหลับได้ยังไง?”
ผมรู้สึกพูดไม่ออก ตอนกลางวันเขายังทำท่าตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่กลัวผีอยู่เลย ตอนนี้กลับเป็นแบบนี้ซะแล้ว?
“ไม่สน ฉันนอนไม่หลับ แกต้องรับผิดชอบ” เขาเริ่มทำตัวงอแง ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง
จนปัญญา ผมทำได้แค่หยิบยันต์สะกดพลังชั่วร้ายที่ผมเพิ่งวาดเสร็จวันนี้ยื่นให้เขา
“แกให้ของนี่ฉันทำไม?” เขารับยันต์สะกดพลังชั่วร้ายมาแล้วถาม
ผมบอกว่ามียันต์สะกดพลังชั่วร้ายแผ่นนี้แล้ว ภูตผีปีศาจทั่วไปจะไม่สามารถเข้าใกล้เขาได้ ให้เขากลับไปนอนหลับสบายใจได้เลย
“แกไม่ได้หลอกฉันใช่ไหม?” เขาพินิจพิเคราะห์ยันต์สะกดพลังชั่วร้ายในมือ ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่
“มีประโยชน์มาก” ผมแค่อยากจะพักผ่อน เลยผลักเขาไปที่ประตู แล้วเตะเขากระเด็นออกไป
พักผ่อนไปหนึ่งคืน พอตื่นเช้าขึ้นมาผมก็รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา
ตอนที่แปรงฟัน หลิวเฉิงก็ตื่นขึ้นมาแล้ว
ผมถามเขาว่าเมื่อคืนนอนเป็นอย่างไรบ้าง เขาบอกว่าอย่าให้พูดเลย หลังจากพกยันต์สะกดพลังชั่วร้ายที่ผมให้ไว้แล้วล้มตัวลงนอน ก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด หลับยาวไปจนถึงเช้า
พูดพลางเขาก็หยิบยันต์สะกดพลังชั่วร้ายออกมา จูบไปหนึ่งทีแล้วบอกว่ามียันต์แผ่นนี้แล้ว ต่อไปภูตผีปีศาจตนไหนก็ไม่กลัวทั้งนั้น
“อย่ามัวแต่ขี้โม้เลย รีบ ๆ เข้า เดี๋ยวก็มีเรียนแล้ว” ผมพูด
ตอนเรียน ผมได้ยินคนยังคงพูดถึงเรื่องที่ต่งหลิงต่อยตีคนเมื่อวานอยู่เลย ในใจก็คิดว่าคนพวกนี้ช่างว่างกันจริง ๆ
พอเลิกเรียน ผมกับหลิวเฉิงเตรียมจะไปเล่นบาสที่สนาม ระหว่างทางเดินก็พบว่าคนรอบข้างต่างทำหน้าประหลาดใจ ไม่รู้ว่ากำลังชี้ไม้ชี้มือพูดถึงใครกันอยู่
ผมยังไม่ทันได้มอง ก็ได้ยินเสียงหลิวเฉิงร้องอุทาน “เชี่ยเอ๊ย” ดังมาจากข้าง ๆ
ในตอนนี้ ผมถึงได้เห็นว่ามีผู้หญิงที่แต่งตัวจัดจ้านคนหนึ่งเดินสวนมาทางเรา เธอสวมรองเท้าส้นสูงสิบเซนติเมตร ท่อนล่างเป็นกางเกงยีนขาสั้นกุด เผยให้เห็นเรียวขาที่สวมถุงน่องตาข่าย ส่วนท่อนบนก็แต่งตัวค่อนข้างโป๊ เผยให้เห็นผิวเนื้อเป็นบริเวณกว้าง
ไม่เพียงแค่นั้น บนใบหน้าของเธอยังทาอายแชโดว์สีม่วง ทาลิปสติกสีม่วง ทรงผมก็ดูจัดจ้านมาก นี่มันสไตล์ชาหม่าเท่อ(1)ชัด ๆ
ตอนแรกผมยังจำไม่ได้ว่าคนนี้เป็นใคร ในใจคิดว่าเป็นเทพเซียนคนไหนในโรงเรียนที่กำลังแต่งตัวย้อนยุค พอได้ยินคนรอบข้างพูดถึงต่งหลิง ผมถึงได้รู้ว่าสาวชาหม่าเท่อตรงหน้านี่ก็คือดาวคณะต่งหลิงที่เพิ่งมีเรื่องชกต่อยไปเมื่อวานนั่นเอง
สไตล์ของเธออาจจะดูเป็นชาหม่าเท่อไปหน่อย แต่ก็เผยให้เห็นรูปร่างที่เย้ายวนใจ ทำให้หนุ่ม ๆ ที่เดินผ่านไปมาหลายคนต้องเหลียวมองจนคอเคล็ด รวมถึงใครบางคนที่อยู่ข้าง ๆ ผมด้วย
ต้องยอมรับเลยว่า การแต่งตัวของต่งหลิงในวันนี้ยิ่งไม่เหมือนสไตล์ของเธอมากกว่าเมื่อวานอีก เรียกได้ว่าจัดจ้านจนเกินบรรยาย ไม่แปลกใจเลยที่คนรอบข้างจะทำหน้าตกตะลึงกันขนาดนั้น
สำหรับสายตาแปลก ๆ ของคนรอบข้าง และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่งหลิงทำเป็นมองไม่เห็น ตอนที่เดินผ่านผมกับหลิวเฉิงไป เธอยังชายตามองเราสองคนแวบหนึ่ง ปากก็ขมุบขมิบเป็นคำด่าเงียบ ๆ
ถ้าผมดูไม่ผิด รูปปากของเธอน่าจะพูดว่า ไอ้โง่
และในชั่วพริบตาที่เธอเดินผ่านไป ผมสังเกตเห็นว่าบนตัวเธอมีไอหยินแผ่ออกมาจาง ๆ เพียงแต่เธอเดินเร็วเกินไป และคนมุงดูก็เยอะ ผมเลยไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่
“เทพธิดาต่งนี่เป็นอะไรไปกันแน่ แต่ละวันยิ่งน่าประหลาดใจขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถึงเทพธิดาจะเป็นชาหม่าเท่อ ก็เป็นชาหม่าเท่อที่สวยที่สุด” หลิวเฉิงมองตามทิศทางที่ต่งหลิงเดินจากไป ปากก็ยังไม่วายพูด
พอต่งหลิงเดินไปไกลแล้ว คนรอบข้างที่วิพากษ์วิจารณ์ก็ยิ่งพูดกันอย่างไม่เกรงใจมากขึ้น
“เห็นไหมล่ะ ฉันว่าเรื่องที่ต่อยตีกันเมื่อวานต้องเป็นเรื่องจริงแน่ ๆ”
“ไม่เข้าใจเลย เธอเป็นอะไรไป?”
“ไม่แน่ว่าอาจจะถูกกระทบกระเทือนจิตใจจริง ๆ สมองเลยมีปัญหา”
“ฉันได้ยินมาว่า ช่วงนี้ธุรกิจของบ้านตระกูลต่งเหมือนจะมีปัญหา หรือว่า...”
ขณะที่ฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้าง ผมก็ขมวดคิ้วมุ่น ถ้าคนคนหนึ่งถูกกระทบกระเทือนจิตใจก็อาจจะทำอะไรที่ไม่คาดคิดได้ แต่การเปลี่ยนแปลงของต่งหลิงนั้นดูไม่สมเหตุสมผลอย่างเห็นได้ชัด ตัวเธอในอดีต ตัวเธอเมื่อวาน และตัวเธอในวันนี้ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นคนละคนกัน
“หลงหยวน เทพธิดาต่งคงไม่ได้เป็นเหมือนที่พวกเขาพูดจริง ๆ ใช่ไหม สมองมีปัญหา เป็นโรคจิตเภทไปแล้วเหรอ?” หลิวเฉิงทำหน้าเป็นกังวล
พูดตามตรง ท่าทางของเธอดูเหมือนเป็นโรคหลายอัตลักษณ์มากกว่า เหมือนในหนังที่คนคนหนึ่งจะมีนิสัยและอารมณ์ที่แตกต่างกันไป
เพียงแต่ผมรู้สึกว่าต่งหลิงไม่ได้เป็นแบบนั้น ไอหยินที่แผ่ออกมาจากตัวเธอเมื่อสักครู่ดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่ผมตาฝาดไป ในเรื่องนี้ต้องมีปัญหาอะไรบางอย่างแน่นอน
“คิงคอง ฉันว่าเทพธิดาต่งของแกคงกำลังจะเจอปัญหาแล้วล่ะ” ผมพูดกับหลิวเฉิงช้า ๆ
หลิวเฉิงตกใจมาก มองมาที่ผม “แกมองเห็นอะไรใช่ไหม?”
……….……….……….……….
1. ชาหม่าเท่อ (杀马特, Shāmǎtè) เป็นคำอธิบายวัฒนธรรมย่อย (Subculture) ของกลุ่มวัยรุ่นในประเทศจีนที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงปลายยุค 2000 ถึงต้นยุค 2010
คำว่า “ชาหม่าเท่อ” เป็นการทับศัพท์มาจากคำว่า “Smart” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการของกลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้ที่อยากจะดู “เท่” “ทันสมัย” และโดดเด่นในแบบของตัวเอง