- หน้าแรก
- ข้ามิใช่ผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 58 ผู้แกร่งที่แท้จริง
บทที่ 58 ผู้แกร่งที่แท้จริง
บทที่ 58 ผู้แกร่งที่แท้จริง
บทที่ 58 ผู้แกร่งที่แท้จริง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลงจื่อเสวียนกับหลู่ร่างก็ถึงกับตกตะลึงสุดประมาณ
ชายชราผู้ลึกลับพิสดารตรงหน้า เช่นนี้แล้วยังไม่ใช่ผู้แกร่งลึกล้ำในตำนานดอกหรือ?
หากว่าไม่ใช่เขา เช่นนั้นเป็นใครกัน?
เสี่ยวหลี่?
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้อยคำของผู้อาวุโสจ้าวยังแฝงไว้ด้วยความเคารพต่อผู้ที่เรียกว่าเสี่ยวหลี่อีกด้วย
“เสี่ยว เสี่ยวหลี่?”
หลงจื่อเสวียนเอ่ยถามอย่างไม่อยากเชื่อ
“เฮอ ใช่แล้วล่ะ เสี่ยวหลี่”
ผู้อาวุโสจ้าวยิ้มกล่าว “เสี่ยวหลี่น่ะสารพัดจะเก่ง ศิลปะแปดสำนักสิบแปดแขนงล้วนเชี่ยวชาญ หากมิใช่เพราะเขาคอยช่วยเหลือ ข้าเกรงว่ากระดูกเฒ่ากองนี้คงได้ย่อยยับไปนานแล้ว”
แท้จริงแล้วของใช้ไม่น้อยในบ้านของผู้อาวุโสจ้าวล้วนเป็นของที่หลี่ฝานลงมือช่วยทำด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นไม้เท้าหัวมังกร กะลาตักน้ำหรือแม้แต่ต้นไม้ผลบางต้นในสวนล้วนเป็นฝีมือเขา
หลงจื่อเสวียนกับหลู่ร่างถึงกับสะท้านในใจ
ในสายตาของทั้งคู่ ผู้อาวุโสจ้าวที่อยู่ตรงหน้าไม่อาจวัดระดับได้ ไม่ว่าจะวัตถุสิ่งของล้วนแฝงกลิ่นอายเซียน แม้แต่ต้นไม้ยังคล้ายเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ นั่นย่อมเป็นยอดผู้แกร่งอย่างไม่ต้องสงสัย
ทว่ายอดผู้แกร่งผู้นี้กลับกล่าวสรรเสริญชายอีกคนถึงเพียงนี้?
ถึงกับบอกว่าหากไร้ซึ่งความช่วยเหลือจากเสี่ยวหลี่ ตนเองอาจรอดชีวิตมิได้?
เช่นนั้นบุคคลที่ชื่อเสี่ยวหลี่ผู้นั้นจะต้องยิ่งใหญ่เพียงใดกันแน่?
นึกไม่ออกเลยสักนิด
“เจ้าทั้งสอง หากสามารถเรียนรู้แม้เพียงเศษเสี้ยววิชาจากเสี่ยวหลี่ก็พอให้เจ้าใช้ติดตัวได้ไปตลอดชีวิตแล้ว”
ผู้อาวุโสจ้าวยิ้มกล่าว “ลุกขึ้นเถิด รีบไปหาตัวเขาเสีย”
ทั้งสองรีบลุกขึ้น หันมองสบตากัน ดวงตาเปี่ยมด้วยความตื่นเต้นยินดี
“ขอบพระคุณผู้อาวุโส ขอบพระคุณผู้อาวุโส”
ทั้งสองคำนับอย่างสุดซึ้งนับพันคำ
ผู้อาวุโสจ้าวบอกเส้นทางไปยังเรือนของหลี่ฝานให้แล้ว ก็ปล่อยให้ทั้งสองจากไป
…
เมื่อก้าวออกจากบ้านของผู้อาวุโสจ้าว หลงจื่อเสวียนกับหลู่ร่างยากจะระงับความปิติยินดีในใจได้
“นี่คือโอกาสครั้งใหญ่ โอกาสครั้งใหญ่อย่างแท้จริง”
หลู่ร่างเอ่ยพลางสั่นเทิ้มไปทั้งตัว
เดิมทีคิดว่าการมาครั้งนี้น่าจะต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้เสียแล้ว คาดไม่ถึงเลยว่าจะได้ประสบพบพานวาสนาเช่นนี้
“เมื่อครู่ผู้อาวุโสจ้าวผู้นั้น อย่างน้อยต้องมีพลังระดับเซียน”
หลงจื่อเสวียนเอ่ยอย่างหนักแน่น “นี่คือการชี้ทางของเซียนแท้สำหรับเราทั้งสอง”
“ไป รีบไปเถิด ขณะที่ผู้คนภายนอกยังมาไม่ถึง เราต้องเร่งเข้าเฝ้าผู้อาวุโสหลี่ให้ได้ก่อน”
หลู่ร่างกล่าวพลางเร่งฝีเท้า
ทั้งสองพากันเร่งรุดไปยังเรือนของหลี่ฝาน
ระหว่างทาง สิ่งที่พบเจอกลับทำให้พวกเขายิ่งตะลึงงันไปอีกขั้น
ชาวนาเฒ่าผู้หนึ่งกำลังถางหญ้าอยู่ เครื่องมือในมือของเขากลับทรงพลังเกินกว่าศาสตรากึ่งเซียนเสียอีก
หญิงชราผู้หนึ่งหาบน้ำอยู่ แต่ทว่าไม้หาบของนางกลับแผ่กระแสพลังน่าสะพรึง
แม้แต่ลูกแก้วที่เด็กน้อยเล่นอยู่นั้นยังแฝงกลิ่นอายของมรรคาอันยากหยั่งถึง
สองหนุ่มเดินไปพลางเหม่อลอยงงงันไปพลาง
“แม่เจ้า ที่นี่มันสมบัติบ้าอะไรกัน คนธรรมดาสุ่มสี่สุ่มห้าก็หยิบของเหนือกว่ากึ่งเซียนออกมาใช้ได้ง่าย ๆ แบบนี้ แล้วพวกเราจะมีที่ยืนไหมเนี่ย”
หลู่ร่างพึมพำ สภาพแทบจะช็อกจนไร้ความรู้สึก
“ไม่ว่าแหล่งอำนาจศักดิ์สิทธิ์ใด ในสายตาข้าเวลานี้ล้วนไม่ต่างจากมดปลวก”
หลงจื่อเสวียนถึงกับต้องสูดลมหายใจลึก
ไม่นาน พวกเขาก็มาถึงหน้าประตูเรือนของหลี่ฝานตามเส้นทางที่ผู้อาวุโสจ้าวชี้ไว้
เบื้องหน้าคือป้ายที่สลักคำว่า
“สรวงสวรรค์ไร้สอง”
หลู่ร่างเอ่ยเบา ๆ ว่า
“ตัวอักษรทั้งสี่นี้ ให้ความรู้สึกพิสดารยากอธิบาย ทำให้ข้าอยากจะจ้องมองไปตลอด”
หลงจื่อเสวียนก็เผยสีหน้าจริงจัง “ข้าเองก็ไม่อาจหยั่งถึงความลึกล้ำของมันได้ แต่ว่าตัวอักษรทั้งสี่นี้ยังน่าสะพรึงยิ่งกว่าตัวอักษรที่บรรพชนเซียนในราชวงศ์ของเราทิ้งไว้เสียอีก”
แม้ระดับพลังของพวกเขาจะตื้นเขินเกินไป ไร้ความสามารถรับรู้แก่นแท้ของอักษรเหล่านี้ได้ แต่ถึงกระนั้นก็มั่นใจแน่นอนว่ามาไม่ผิดที่แน่แท้
“ไปเถิด พวกเราเข้าไปคารวะผู้อาวุโสหลี่กันเถอะ”
หลงจื่อเสวียนกล่าวก่อนจะเดินไปเคาะประตูอย่างเคารพ
ไม่นาน ประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นหญิงสาวรูปโฉมงดงามนางหนึ่ง นางสวมกระโปรงยาวสีม่วงอ่อนราวกลีบบุปผาแรกแย้ม งามล่มเมืองยากจะหาผู้เทียบ
“พวกเจ้าคือใคร? มีธุระอันใดหรือ?”
จื่อหลิงเอ่ยถาม
หลงจื่อเสวียนเพียงมองนางคราหนึ่งก็รู้สึกสะท้านในใจเพราะกลิ่นอายของหญิงสาวตรงหน้านั้น แผ่พลังน่าสะพรึงถึงขั้นสามารถเทียบเคียงผู้มีอำนาจสูงสุดในราชวงศ์ได้
หญิงสาวผู้นี้ดูเพียงอายุสิบกว่าปี แต่กลับมีพลังระดับผสานจิต เป็นไปได้อย่างไร?
หลู่ร่างรีบเอ่ย “ข้าหลู่ร่างจากสำนักกระบี่เทพ ท่านนี้คือหลงจื่อเสวียนแห่งราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์มังกร เราทั้งสองมาเพื่อขอฝากตัวเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสหลี่”
เขาจ้องมองจื่อหลิงอย่างคาดหวัง
หลงจื่อเสวียนก็รีบกล่าวเสริม
“พวกเราได้ยินว่าผู้อาวุโสหลี่รับศิษย์ที่นี่จึงรีบเดินทางจากแดนไกล ขอเพียงได้พบหน้าแม้เพียงครั้งเดียวก็เป็นบุญ”
จื่อหลิงมองทั้งสองอย่างประหลาดใจ
สำนักกระบี่เทพ ราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์มังกร
สำนักใหญ่ทั้งสองในแดนเซียนสวรรค์ นางย่อมเคยได้ยินมา
“ไม่คิดเลยว่าจะมีคนมาถึงเร็วเช่นนี้”
นางพึมพำก่อนกล่าว “รอสักครู่ ข้าจะไปเรียนให้ท่านอาจารย์ทราบ”
กล่าวจบนางก็หมุนกายเดินจากไป
“นางคือศิษย์ของผู้อาวุโสหลี่งั้นหรือ?”
หลู่ร่างกล่าวด้วยความประหลาดใจ
“ผู้อาวุโสหลี่ต้องเป็นยอดผู้แกร่งที่แท้จริงแน่ นางผู้นี้วัยไล่เลี่ยกับพวกเรา แต่กลับมีพลังระดับผสานจิต เราจำต้องแสดงความเคารพนอบน้อมให้ถึงที่สุด”
หลงจื่อเสวียนเอ่ยอย่างจริงจัง
ได้ยินดังนั้น หลู่ร่างถึงกับอ้าปากค้าง
ผสานจิตอย่างนั้นหรือ?
ช่างน่าสะพรึงนัก
ในความทรงจำของเขา ผู้มีพลังระดับนี้ไม่เคยมีอายุน้อยเช่นนี้มาก่อน
…
ในขณะเดียวกัน
จื่อหลิงเดินกลับเข้าบ้าน ขณะนั้นหลี่ฝานกำลังอ่านหนังสืออยู่
“เรียนอาจารย์ ข้างนอกมีชายหนุ่มสองคนมากล่าวว่ามาเพื่อขอฝากตัวเป็นศิษย์เจ้าค่ะ”
หลี่ฝานได้ยินดังนั้นก็วางหนังสือลง สีหน้าเต็มไปด้วยความแปลกใจ
ยังมีคนอยากมาจริง ๆ ด้วย?
ดูท่าภัยพิบัติภายนอกคงจะหนักหนาสาหัสมากแล้วจริง ๆ ไม่เช่นนั้นใครจะยอมมาศึกษาสิ่งไร้สาระพรรค์นี้กัน
“ไป ออกไปดูกันเถอะ”
หลี่ฝานเดินออกมายังลานบ้าน จื่อหลิงก้าวออกไปก่อน
“อาจารย์ข้าอนุญาตให้พวกเจ้าเข้าไปได้แล้ว”
จื่อหลิงกล่าว
หลงจื่อเสวียนกับหลู่ร่างผู้กำลังเฝ้ารอถึงกับปลื้มปิติจนสุดจะกลั้น
ยอดผู้แกร่งเรียกพบแล้ว
ทั้งสองรีบก้าวเข้าสู่ลานบ้านอย่างไม่รอช้า
และทันทีที่เข้าสู่ลานนั้น
“จิตมังกรของข้ากำลังสั่นไหว...กำลังตื่นขึ้นราวกับมีบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ดึงดูดมันอยู่ในที่แห่งนี้”
หลงจื่อเสวียนอุทานออกมาด้วยความตระหนก
ในฐานะโอรสราชวงศ์ เขาเคยลองใช้วิธีมากมายเพื่อรักษาจิตมังกรของตน ทว่าไร้ผลโดยสิ้นเชิง
แต่ตอนนี้แค่เพียงก้าวเข้ามาในลาน จิตมังกรอันแหลกสลายกลับฟื้นคืนราวกับตื่นจากหลับใหล
ที่แห่งนี้ต้องมีวาสนาอันยิ่งใหญ่แน่แท้
เขารู้สึกตื่นเต้นอย่างที่สุดราวกับมีแรงลึกลับบางอย่างผลักดันให้เขาหันมองไปยังสระน้ำในลาน ทว่าสายน้ำกลับสงบนิ่งปราศจากสิ่งใดผิดแผก
ส่วนหลู่ร่างข้าง ๆ นั้นยิ่งไปกันใหญ่
เพียงก้าวเข้าสู่ลาน เขาก็อดไม่ได้ที่จะจ้องมองต้นท้อภายในลาน
สายตาของเขาถูกดึงดูดโดยต้นท้อวสันตภาพทั้งต้น
ต้นท้อนั้นเปล่งกลิ่นอายแห่งมรรคาออกมาพิสดาร ใบเขียวผลดก ท้อแดงฉานราวโลหิตสุกงอมเต็มที่ รัศมีแห่งเซียนระลอกแล้วระลอกเล่ารินไหลออกจากผลท้อดั่งสายธาร
ต้นศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้คือสิ่งใด? ระดับใดกัน?
เมื่อเทียบกับต้นท้อวสันตภาพนี้ เหล่าสมุนไพรชั้นยอดในสำนักของเขาแทบไม่ต่างจากของป้อนหมูเสียด้วยซ้ำ
ไม่สิ หมูยังไม่คู่ควรเสียด้วยซ้ำ
แม้แต่ต้นพุทราในบ้านของผู้อาวุโสจ้าวที่เห็นก่อนหน้านั้นก็ยังห่างไกลเกินเทียบเคียง
ในวินาทีนั้น เขาศรัทธาแล้ว ศรัทธาโดยสิ้นเชิงว่าผู้เป็นเจ้าของเรือนแห่งนี้ ย่อมสูงส่งกว่าผู้อาวุโสจ้าวหลายส่วน
ขณะสองคนยืนอึ้งงันราวกับกลายเป็นรูปปั้น
หลี่ฝานก็มองทั้งสองพลางยิ้มกล่าวอย่างอ่อนโยน
“เจ้าทั้งสองเหตุใดจึงยืนนิ่งอยู่เล่า?”