- หน้าแรก
- ข้ามิใช่ผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 55 ผู้อาวุโสหลี่รับศิษย์
บทที่ 55 ผู้อาวุโสหลี่รับศิษย์
บทที่ 55 ผู้อาวุโสหลี่รับศิษย์
บทที่ 55 ผู้อาวุโสหลี่รับศิษย์
“รับศิษย์สิบคนพร้อมถ่ายทอดวิชาต่าง ๆ เพื่อให้พวกเขามีชีวิตรอดในยุคแห่งกลียุค”
หลี่ฝานได้ยินดังนั้นก็ถึงกับตะลึงงันไปครู่หนึ่ง
นี่ต้องรับศิษย์อีกแล้วหรือ?
คาดว่าภัยพิบัติที่เพิ่งผ่านมานั้นทำให้ผู้คนมากมายพลัดพรากไร้ที่อยู่และระบบเองก็คงต้องการให้หลี่ฝานช่วยเหลือผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เขาถึงกับรู้สึกหนักใจขึ้นมาไม่น้อย มิใช่เพียงต้องรับศิษย์สิบคน แต่ยังต้องถ่ายทอดศาสตร์ต่างกันให้แก่แต่ละคนอีกด้วยเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตรอดในยุคแห่งกลียุคได้
แม้เขาจะมีความรู้รอบด้านอยู่ไม่น้อย
ทว่าพวกวิชาดี ๆ เช่น ดนตรี กระดานหมาก กระบวนอักษร จิตรกรรม พอจะถือว่าเป็นศาสตร์ชั้นสูง มีผู้นิยมชมชอบก็จริง
แต่ศาสตร์อื่น ๆ ที่มีอยู่นั้นกลับคล้ายวิชาไร้สาระ ไม่มีผู้ใดอยากเรียนรู้
ยกตัวอย่างเช่น
วิธีปลูกต้นไม้หนึ่งร้อยแบบ?
เทคนิคผสมพันธุ์พืชผัก?
วิชาต่อกิ่งต้นท้อ?
การดูแลแม่หมูหลังคลอด?
วิชาตีเหล็กสิบสี่ท่าค้อน?
สิ่งเหล่านี้ ใครจะอยากเรียนเล่า?
แล้วเรียนไปจะเอาไปรอดในยุคกลียุคได้จริงหรือ? แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่เชื่อ
ตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว สอนศิษย์สาวสองคนที่เป็นหญิงงามอย่างจื่อหลิงกับหนานเฟิง ทุกวันได้ยินคำเรียกท่านอาจารย์จากปากของสองนาง มีแต่ความสุขสบายยิ่ง
แต่หากต้องรับศิษย์ถึงสิบคน ไม่ต้องพูดถึงความวุ่นวายที่จะตามมา
การรับศิษย์นั้นยากอยู่แล้ว แต่การสอนศิษย์กลับยากยิ่งกว่า
ทว่าภารกิจของระบบจะไม่ทำก็มิได้
ขณะที่หลี่ฝานกำลังขบคิด ฮั่วหลิงเอ๋อร์ก็เอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน
“ผู้อาวุโสหลี่ มีสิ่งใดจะบัญชาหรือไม่เจ้าคะ?”
หลี่ฝานได้ยินดังนั้นจึงพลันเกิดความคิดขึ้นมา
ตนเองในหมู่บ้านเล็กแห่งนี้ทรัพยากรมีจำกัดนัก แต่ฮั่วหลิงเอ๋อร์และคนอื่น ๆ กลับติดต่อกับโลกภายนอกมากกว่าตน น่าจะให้พวกนางช่วยได้
แต่ในใจของฮั่วหลิงเอ๋อร์และพวกนั้นมองตนเป็นมหาจารย์ผู้เชี่ยวชาญวิชา หากออกปากตรง ๆ ย่อมเสียภาพลักษณ์
จึงต้องแสร้งทำเป็นเยือกเย็นสงบไว้ก่อน
“อืม เป็นเช่นนี้ บัดนี้ยุคกลียุคมาถึงแล้ว ข้ายังมีศาสตร์เล็กน้อยที่อยากถ่ายทอด แต่เพราะอยู่แต่ในหมู่บ้านเล็กไม่ค่อยรู้เรื่องราวโลกภายนอก”
ฮั่วหลิงเอ๋อร์กับมู่เชียนหนิงได้ยินดังนั้นก็พลันตระหนักทันที ผู้อาวุโสหลี่กำลังจะเปิดรับศิษย์แล้วหรือ?
ทั้งสองถึงกับตื่นเต้นจนคาดไม่ถึง
ตัวตนอย่างผู้อาวุโสหลี่นั้น แม้แต่เซียนแท้ยังต้องหลั่งโลหิต หากมีโอกาสได้อยู่ใกล้นั่นคือบุญวาสนาสิบชาติพันชาติถึงจะได้มา
หากข่าวเรื่องนี้แพร่ออกไปจะต้องสร้างคลื่นยักษ์สะท้านทั่วทั้งแดนเซียนสวรรค์ ไม่แน่ว่าต่อให้เป็นจอมมหาโพธิ ผู้บรรลุกึ่งเซียนหรือแม้แต่เซียนเองก็ยังต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอเป็นศิษย์
ทั้งสองยังจำได้แม่น แม้แต่เจียงเสวี่ย นางเซียนผู้งามล่มเมืองยังเคยวิงวอนขอติดตามรับใช้ผู้อาวุโสหลี่ แต่กลับถูกปฏิเสธจนสุดท้ายนางต้องยอมพำนักอยู่ในหมู่บ้านเล็กนี้โดยไม่ยอมจากไป
และที่ผู้อาวุโสหลี่เอ่ยถึงว่าเป็นศาสตร์เล็กน้อยนั้นพูดเล่นกระไรเล่า
ในสายตาของพวกนาง ศาสตร์ที่ออกจากปากของผู้อาวุโสหลี่ไม่มีทางเป็นสิ่งธรรมดาสามัญได้ ต้องเป็นวิชาแห่งมรรคาเซียนที่หายากยิ่งในใต้หล้าเป็นแน่แท้
“ผู้อาวุโส ท่านจะรับศิษย์จริง ๆ หรือเจ้าคะ?”
ฮั่วหลิงเอ๋อร์ถึงกับไม่กล้าเชื่อ
หลี่ฝานพยักหน้า ถอนใจกล่าวว่า
“ถูกแล้ว ยุคกลียุคมาถึงแล้ว ข้าจำต้องกระทำเช่นนี้”
ทั้งหมดเป็นเพราะภัยพิบัติทำให้แดนเซียนสวรรค์เกิดปัญหา หากมิใช่เพราะเรื่องนี้ระบบคงไม่มอบภารกิจแปลก ๆ เช่นนี้ให้เขา
ในสายตาของเขา การรับศิษย์ครั้งนี้คือความจำใจต้องทำ
แต่ในหูของมู่เชียนหนิงและฮั่วหลิงเอ๋อร์ คำพูดของผู้อาวุโสหลี่กลับเปี่ยมด้วยอารมณ์สะท้อนใจ ยิ่งฟังยิ่งเคารพบูชายิ่งขึ้น
“หลุดพ้นจากโลกีย์ ใช้ชีวิตอย่างสงบเรียบง่าย แต่กลับมีจิตใจกล้าหาญรับภาระปกป้องโลก นี่แหละคือผู้อาวุโสหลี่ ตัวตนของยอดคนเหนือยอดคนแท้จริง”
มู่เชียนหนิงพึมพำ ดวงตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
“ดูท่ากระดานกลศึกนี้ ผู้อาวุโสหลี่กำลังจะเริ่มเดินหมากแรกแล้ว เตรียมรับมือมหันตภัยใหญ่หลวง”
ฮั่วหลิงเอ๋อร์สูดหายใจลึก นางเข้าใจได้ทันทีว่านี่คือภารกิจที่ผู้อาวุโสหลี่มอบให้นางและคาดหวังให้นางเป็นผู้เผยแพร่ข่าวนี้ออกไป
ตัวตนเช่นผู้อาวุโสหลี่จะเป็นฝ่ายออกหาศิษย์ได้อย่างไร? เป็นไปไม่ได้
คิดถึงจุดนี้ ฮั่วหลิงเอ๋อร์ก็เอ่ยทันที
“ขอวางใจเถิดเจ้าค่ะ ผู้อาวุโส เราจะรีบประกาศเรื่องนี้ไปทั่วแดนเซียนสวรรค์ ข้ารู้แน่ว่าคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกนี้จะต้องแห่แหนมาขอเป็นศิษย์ท่าน”
หลี่ฝานได้ยินดังนั้น แม้ภายนอกยังสงบนิ่ง แต่ใบหน้ากลับขึ้นสีแดงอย่างห้ามไม่อยู่
แม่หญิงพวกนี้ให้ความเชื่อมั่นกับเขามากเกินไปแล้ว พูดถึงขั้นทั่วแดนเซียนสวรรค์เลยหรือ เว่อร์เกินไปแล้วจริง ๆ
“อย่าโอ้อวดนักเลย ยังไงก็ควรเก็บเงียบไว้จะดีกว่า”
หลี่ฝานอดไม่ได้ต้องออกปาก
ล้อกันเล่นหรืออย่างไร? ในโลกที่ผู้บำเพ็ญเพียรครองอำนาจ คนธรรมดาเช่นเขายังจะกล้าทำตัวเด่นดังอีกหรือ? ยิ่งคิดถึงวิชาที่ตัวเองจะสอน เขายิ่งอับอายขึ้นเรื่อย ๆ
เขาแค่อยากทำภารกิจให้ลุล่วงแบบเงียบ ๆ เท่านั้นก็พอ
แต่คำพูดนั้นพอเข้าสู่หูของฮั่วหลิงเอ๋อร์กับมู่เชียนหนิง ทั้งสองกลับเข้าใจไปอีกแบบทันที
“ช่างโง่เง่าจริง ข้าดันลืมไปว่าผู้อาวุโสหลี่คือผู้หลุดพ้นจากทางโลกไม่อยากเปิดเผยตัวตนต่อผู้อื่น ย่อมไม่ต้องการให้ใครสังเกตเห็น”
ฮั่วหลิงเอ๋อร์รู้สึกผิดอยู่ในใจ
มู่เชียนหนิงเองก็มองหลี่ฝานด้วยดวงตาเต็มเปี่ยมด้วยความเลื่อมใส
“ผู้อาวุโสเจ้าคะ ท่านต้องการศิษย์ลักษณะใดหรือ?”
หลี่ฝานคิดครู่หนึ่งก่อนยิ้มบาง ๆ กล่าวว่า
“ไม่มีข้อกำหนดใด ๆ เพียงมีวาสนาต่อกันก็พอ”
มีวาสนาก็เพียงพอแล้ว
เขาอาจพูดเช่นนั้น แต่ในสายตาของมู่เชียนหนิงกับฮั่วหลิงเอ๋อร์กลับเข้าใจทันที นั่นย่อมหมายความว่าผู้มากด้วยพรสวรรค์ทั้งหลายคงได้แต่พลาดโอกาสนี้
ตัวอย่างก็มีอยู่ตรงหน้า เจียงเสวี่ยที่บรรลุถึงขั้นเซียนแล้วแท้ ๆ ยังไม่มีวาสนาเพียงพอ
บุคคลระดับนี้จะรับศิษย์ก็ต้องดูวาสนาเป็นสำคัญโดยแท้
“ผู้อาวุโสวางใจเถิดเจ้าค่ะ พวกเราจะทุ่มเทอย่างสุดกำลัง”
ฮั่วหลิงเอ๋อร์เอ่ยพลางตื่นเต้น
หลี่ฝานพยักหน้าเบา ๆ
“อืม ขอบใจมาก”
…
หลังจากจากเรือนของหลี่ฝานแล้ว ฮั่วหลิงเอ๋อร์กับมู่เชียนหนิงก็เดินทางตรงกลับสู่สำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่เหยี่ยน
เพื่อรวมพลังกันรับมือศัตรู ปัจจุบันเหล่าผู้มีอำนาจจากทั่วแดนเซียนสวรรค์ล้วนรวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้
เมื่อพวกนางมาถึง มหาโพธิหลิงเชาและมหาโพธิหยวนหยางก็รีบออกมาต้อนรับเข้าสู่หอประชุม
“สองเทพธิดากลับมาแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง? ผู้อาวุโสหลี่มีข้อชี้แนะอันใดหรือไม่?”
มหาโพธิหยวนหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ฮั่วหลิงเอ๋อร์พยักหน้าช้า ๆ สีหน้าจริงจัง
“เจ้าค่ะ สำหรับภัยใหญ่ในแดนเซียนสวรรค์ ผู้อาวุโสหลี่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วและเพื่อรับมือกับกลียุคครั้งนี้ ผู้อาวุโสหลี่ได้มอบหมายให้พวกเราดำเนินการสิ่งหนึ่งเจ้าค่ะ”
คำพูดนี้ทำให้ทั้งมหาโพธิหลิงเชาและมหาโพธิหยวนหยางต่างกลั้นหายใจทันที จ้องมองนางอย่างเคร่งเครียด
“เรื่องใดหรือ?”
ฮั่วหลิงเอ๋อร์เอ่ยทีละถ้อยคำชัดเจน
“ผู้อาวุโสหลี่จะรับศิษย์เจ้าค่ะ”
รับศิษย์
สิ้นคำพูดนี้ เหล่ามหาโพธิทั้งสองถึงกับตะลึงงัน ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงไม่อยากเชื่อ
“ผู้อาวุโสหลี่จะรับศิษย์? แต่ก่อนมีผู้คนมากมายมากราบขอเป็นศิษย์ แม้แต่เจียงเสวี่ยเซียนอันลือลั่นยังถูกปฏิเสธ”
มหาโพธิหลิงเชาพึมพำ
“เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่การรับศิษย์ หากแต่เป็นหมากเดินแรกในกลศึกของผู้อาวุโสหลี่ ผลลัพธ์ที่จะตามมาในอนาคตสุดจะหยั่งคาด”
“ผู้ใดได้เป็นศิษย์ของเขา อนาคตย่อมเหนือจินตนาการ อย่างน้อยต้องเป็นเซียนขึ้นไปแน่นอน”
ทุกผู้คนต่างสีหน้าแปรเปลี่ยนไปมา มหาโพธิหลิงเชาถึงกับเอ่ยถามเสียงสั่น
“ผู้อาวุโสหลี่มีข้อกำหนดสิ่งใดหรือไม่?”
นี่มิใช่เพียงโชควาสนา แต่คือโอกาสครั้งเดียวในชีวิต
มหาโพธิหยวนหยางเอ่ยตรงยิ่งกว่า
“พะ พวกเรายังมีโอกาสอยู่หรือไม่?”
สองมหาโพธิระดับกึ่งเซียนถึงกับมองมู่เชียนหนิงและฮั่วหลิงเอ๋อร์อย่างเว้าวอน
สองสาวถึงกับสบตากันแล้วก็เข้าใจได้ทันทีว่า
พวกนางยังประเมินผลกระทบจากการรับศิษย์ของผู้อาวุโสหลี่ต่ำเกินไปเสียแล้ว