- หน้าแรก
- ข้ามิใช่ผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 30 สั่นสะเทือนถึงสำนักศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 30 สั่นสะเทือนถึงสำนักศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 30 สั่นสะเทือนถึงสำนักศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 30 สั่นสะเทือนถึงสำนักศักดิ์สิทธิ์
ผ่านไปเนิ่นนานนัก หนานเฟิงจึงได้สติคืนมา นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แววตาคู่งามเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินพรรณนา
เพียงได้สดับบทเพลงหนึ่งจากท่านผู้อาวุโสหลี่ ความเข้าใจของนางต่อมรรคาแห่งสายพิณก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว
นางถึงกับรู้สึกว่าขอบเขตบรรลุสุญญตากระทั่งมหายานล้วนอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
บทเพลงจากหลี่ฝานบทนี้ ทำให้นางบรรลุอย่างแท้จริง ถึงขั้นที่ภายในร่างของนาง เริ่มปรากฏเศษเสี้ยวแห่งกฎมรรคา ซึ่งพบได้เฉพาะในระดับมหายาน
นี่นับเป็นโชควาสนาอันยิ่งใหญ่โดยแท้
ยามนี้ หนานเฟิงรู้สึกศิโรราบต่อหลี่ฝานอย่างถึงที่สุด คนผู้นี้เป็นผู้ใดกันแน่ มิใช่เพียงไร้ผู้เทียมทานในมรรคาแห่งภาพวาด หากในมรรคาแห่งพิณ ยังลึกล้ำปานนี้
มองทั่วทั้งสำนักศักดิ์สิทธิ์สามยอด ก็ยากจะมีผู้ใดเปรียบได้
แม้แต่เมื่อครั้งนางเคยได้ฟังเสียงพิณที่สามยอดเซียนเคยบรรเลงไว้ในอดีต ก็ยังเพียงสัมผัสได้บางส่วนเท่านั้น หาได้แจ่มกระจ่างดั่งขณะนี้ ที่เสมือนน้ำทิพย์หลั่งรินหลอมจิตใจจนโลกทัศน์เปิดกว้าง
“เป็นอย่างไร? บัดนี้ เจ้ายินดีจะนับข้าเป็นอาจารย์หรือไม่?” หลี่ฝานยิ้มเอ่ย
ในมรรคาแห่งพิณ เขาเคยถูกระบบฝึกฝนจนแทบสิ้นใจ หากกล่าวว่าไร้ผู้ใดในแดนใต้จะเหนือกว่าเขาในด้านนี้ เขาก็ยังคงมั่นใจยิ่ง
หนานเฟิงครานี้มิได้ลังเลอีกต่อไป คุกเข่าลงทันที กล่าวขึ้นว่า “ศิษย์หนานเฟิง ขอคารวะท่านอาจารย์”
เมื่อเห็นดังนั้น จื่อหลิงก็ยินดีจนลิงโลดใจ เช่นนี้นางกับหนานเฟิงก็ไม่จำต้องพรากจากกันแล้ว
นางจึงคุกเข่าตามไปอีกคน เอ่ยเสียงใส “ศิษย์จื่อหลิง ขอคารวะท่านอาจารย์”
หลี่ฝานยิ้มออกมา ในที่สุดก็สำเร็จภารกิจของระบบไปอีกหนึ่ง
เขาใกล้จะได้กลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรเข้าไปทุกทีแล้ว
“ไม่ต้องมากพิธี ลุกขึ้นเถิด”
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า
“เจ้าทั้งสองพักอยู่ที่นี่ก่อนก็แล้วกัน”
โชคดีที่ลานบ้านนี้สร้างตามแบบของระบบจึงมีพื้นที่เพียงพอ
สองสาวพยักหน้ารับพร้อมกัน
ยามราตรีมาเยือนอย่างรวดเร็ว
หลี่ฝานนั่งอยู่กลางลานบ้าน แหงนหน้ามองดวงดาวพราวฟ้า
เขาไม่รู้เลยว่าเมื่อใดตนจะได้กลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรเสียที
เขาถอนหายใจเบา ๆ บางทีแล้ว ชะตากรรมของตนก็คือคนธรรมดาสามัญคนหนึ่ง?
“เหมียว เหมียว”
ราวกับสัมผัสได้ถึงความเศร้าภายในใจหลี่ฝาน เจ้าแมวขาวในอ้อมอกส่งเสียงครางต่ำเบาพลางเลียมือของหลี่ฝานในห้วงนิทรา
“เจ้าขี้เกียจนี่นะ”
หลี่ฝานอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ แต่ว่าแมวตัวนี้ยิ่งเลี้ยงยิ่งงดงาม ขนยิ่งเงางาม ดูท่าตนจะมีพรสวรรค์ในการเลี้ยงแมวอยู่บ้าง
ขณะเดียวกัน
สำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่เหยี่ยน
ค่ำคืนนี้ ณ วิหารศักดิ์สิทธิ์ไท่เหยี่ยน แสงตะเกียงสว่างไสวทั่วทั้งวิหาร!
นอกวิหาร มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหายานหลายคน ยืนเฝ้าอย่างเคร่งครัด
หากมองจากระยะไกลจะเห็นว่าฟากฟ้าเหนือสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่เหยี่ยนถูกปกคลุมด้วยม่านแสงลี้ลับ เป็นสัญญาณว่า ค่ายกลศักดิ์สิทธิ์ได้ถูกเปิดใช้งานแล้ว
สำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่เหยี่ยนคือหนึ่งในสองสำนักศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนใต้ ตั้งอยู่เหนือเมฆาสูง ไม่มีผู้ใดกล้าท้าทายมาแต่ไหนแต่ไร
นับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักมา การเปิดใช้ค่ายกลศักดิ์สิทธิ์นั้นนับครั้งได้ด้วยฝ่ามือเดียว
ทว่าเวลานี้กลับเปิดใช้งานเช่นเผชิญหน้ากับภัยพิบัติ ทั้งที่หาได้มีศัตรูภายนอกบุกรุกไม่
ภายในวิหารสำริด
เหล่าผู้อาวุโสชรานั่งประจันหน้ากัน แต่ละคนล้วนมีพลังอำนาจอันน่าเกรงขาม
แม้แต่ยอดผู้สูงส่งอย่างหลัวหมิงและหงเสวียน ก็ยังต้องนั่งอยู่แค่ตอนกลางของแถว
ผู้มาประชุมในค่ำคืนนี้ล้วนเป็นมหาเซียนทั้งสิ้น
รวมทั้งสิ้นแปดคน มหาเซียนแปดท่าน
ในจำนวนนั้น สำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่เหยี่ยนสี่คน สำนักศักดิ์สิทธิ์จื่อหยางอีกสี่คน
กล่าวได้ว่าเป็นการเผยรากฐานของสองสำนักศักดิ์สิทธิ์ออกมาทั้งหมด
ผู้ที่นั่งทางฝั่งซ้าย คือมหาเซียนในชุดม่วง ผิวพรรณผ่องใส แม้ผมขาวโพลนแต่แผ่กลิ่นอายเซียนออกมาเต็มเปี่ยม เขาคือ มหาเซียนหยวนหยาง เจ้านิกายแห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์จื่อหยาง
ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง เป็นผู้อาวุโสในชุดดำ บนจีวรมีลายดาวนพเคราะห์ถักด้วยด้ายทอง พลังลี้ลับหนักแน่น หน้าตาหม่นหมอง
เขาคือมหาเซียนหลิงเชา เจ้านิกายแห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่เหยี่ยน
ถึงขั้นที่เจ้านิกายทั้งสองต้องออกโรงด้วยตนเอง
บรรยากาศภายในวิหารยามนี้ หนักอึ้งจนน่าขนลุก
“บัดนี้ ค่ายกลศักดิ์สิทธิ์ได้เปิดใช้งานแล้ว กลิ่นอายพลังทั้งปวงถูกปิดผนึก ต่อให้เป็นเทพอสูรชั่วร้ายก็มิอาจรับรู้ได้ พวกเจ้าสามารถเปิดแผนภาพแห่มรรคานั้นได้แล้ว”
มหาเซียนหลิงเชาหันมองไปยังหลัวหมิงและหงเสวียน
หกมหาเซียนที่เหลือก็จ้องมองสองผู้อาวุโสด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งเครียด อยากรู้และตั้งตารอ
แผนภาพเช่นไร ถึงกับต้องใช้ค่ายกลศักดิ์สิทธิ์ป้องกัน?
โดยทั่วไป หากไม่เกี่ยวข้องกับโชควาสนาและกรรมอันยิ่งใหญ่ที่อาจล่อให้ผู้มีอำนาจสูงส่งแฝงตนมาสอดส่อง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องป้องกันอย่างเข้มงวดถึงเพียงนี้
หลัวหมิงกับหงเสวียนสบตากัน แล้วลุกขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง
ตั้งแต่ออกจากพื้นที่โดยรอบของเทือกเขาชางหลี ทั้งสองก็เร่งเหาะมาโดยไม่กล้าหยุดพักแม้ชั่วครู่ กลัวว่าจะถูกเทพอสูรหรือสิ่งเร้นลับจับจ้อง
ด้วยระดับพลังของพวกเขา ย่อมเข้าใจดีว่ามีบางสิ่งในโลกนี้ หากเผยตัวขึ้นมาย่อมพลิกฟ้าคว่ำดินได้ในชั่วพริบตา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผนภาพแห่มรรคาที่ท่านผู้อาวุโสหลี่ประทานให้
ในลานบ้านของท่านผู้อาวุโสหลี่ ไม่มีผู้ใดกล้าสอดส่อง แต่หากพ้นจากที่นั่น ก็ไม่อาจแน่ใจได้
เพราะเหตุนั้น แม้จะมาถึงสำนักศักดิ์สิทธิ์แล้ว ทั้งสองยังไม่กล้าเปิดแผนภาพออก จึงต้องร้องขอให้เจ้านิกายออกหน้า เปิดค่ายกลศักดิ์สิทธิ์
“แผนภาพนี้ เกี่ยวข้องกับเทือกเขาชางหลี”
หลัวหมิงหยิบภาพม้วนในแขนเสื้อออกมา กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ภาพนี้วาดความเป็นไปของเทือกเขาชางหลี และชี้เส้นทางสู่ความเป็นเซียน”
ว่าแล้ว เขาก็คลายมือ ภาพม้วนก็คลี่ออกทันที
ในฉับพลันนั้น สายตาทุกคู่ในวิหารจับจ้องมายังภาพเบื้องหน้า
และแล้ว บนใบหน้าของทุกผู้คนก็ปรากฏสีหน้าตกตะลึงอย่างที่สุด
เงียบงันดั่งป่าช้า
มหาเซียนทั้งสองเจ้านิกาย ถึงกับลุกพรวดขึ้น จ้องมองภาพเบื้องหน้าไม่วางตา เอ่ยวาจาไม่ออกสักคำ
เงียบสนิท
ผู้คนทั้งปวงถึงกับตะลึงงัน
ตราบจนผ่านไปเนิ่นนาน
“ภาพนี้ วาดภูมิประเทศของเทือกเขาชางหลีไว้อย่างชัดเจน เรียบง่าย เข้าใจได้ง่าย…ข้าเพิ่งเข้าใจว่าเหตุใดสถานที่แห่งนี้จึงเป็น สถานต้องห้าม”
“ใช่แล้ว จากภาพนี้เห็นได้ว่าเทือกเขาชางหลี แท้จริงแล้วคือค่ายกลเซียนอันมหึมา หมื่นภูเขารวมตัวเป็นมังกร ช่างล้ำลึกนัก ล้ำลึกยิ่งนัก”
“ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมแม้แต่มหาเซียนเข้าไปยังเสี่ยงตายถึงสิบส่วน ที่นี่สามารถทำให้คนกลายเป็นเซียน แต่ขณะเดียวกันก็ฆ่าเซียนได้เช่นกัน”
บรรดามหาเซียนต่างกล่าวเสียงหนักแน่น
แผนภาพนี้ เหนือเกินจินตนาการของพวกเขาโดยสิ้นเชิง
มหาเซียนหยวนหยางถึงกับสูดลมหายใจลึก พลันสะบัดมือกล่าวขึ้นว่า “เปิดค่ายกลพิทักษ์เขาทั้งหมด เปิดทั้งหมด”
เปิดค่ายกลเต็มรูปแบบ
ผู้คนพากันเปลี่ยนสีหน้า
ที่ผ่านมาค่ายกลศักดิ์สิทธิ์ยังเปิดแค่ส่วนป้องกันเท่านั้นก็นับว่ายิ่งใหญ่นักแล้ว บัดนี้กลับต้องเปิดทั้งระบบ?
ภาพนี้สำคัญถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?
ถึงขั้นที่แม้แต่ค่ายกลศักดิ์สิทธิ์บางส่วนยังอาจมิอาจปิดบังโชควาสนาและกรรมอันยิ่งใหญ่ในนี้ได้?
“ใช่แล้ว ควรเปิดเต็มรูปแบบ ภาพนี้สำคัญยิ่ง อาจเกี่ยวข้องถึงความลับโบราณ”
“เกี่ยวข้องกับเส้นทางแห่งเซียน เกี่ยวพันถึงความปลอดภัยของแดนเซียนสวรรค์”
มหาเซียนหลิงเชาเองก็น้ำเสียงเคร่งเครียดถึงที่สุด
เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ เหล่ามหาเซียนยิ่งตื่นตะลึง
ช่างน่าหวาดหวั่นโดยแท้
เมื่อมหาเซียนหยวนหยางออกคำสั่ง ค่ายกลพิทักษ์เขาทั้งหมดก็เปิดใช้งาน กลิ่นอายลี้ลับแผ่กระจายทั่วทุกทิศ
ในวิหาร
“ด้วยแผนภาพแห่มรรคานี้ ความลับแห่งเทือกเขาชางหลีที่ซ่อนเร้นมานับหมื่นกัลป์ก็อาจมีหวังถูกเปิดเผย”
แววตาของมหาเซียนหยวนหยางเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมไม่เคยมีมาก่อน เขาหันไปหามหาเซียนหงเสวียนกล่าวว่า
“หงเสวียน แผนภาพนี้ เจ้าพบมาได้อย่างไร?”
ทุกคนภายในวิหารต่างจับจ้องมายังเขา รอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ