เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 ตัวตนอันน่าสะพรึงกลัว

บทที่ 2 ตัวตนอันน่าสะพรึงกลัว

บทที่ 2 ตัวตนอันน่าสะพรึงกลัว


บทที่ 2 ตัวตนอันน่าสะพรึงกลัว

“ใช่เจ้าค่ะ ผู้อาวุโส”

เมื่อมู่เชียนหนิงเห็นว่าผู้อาวุโสตรงหน้าเอ่ยตอบ นางก็ตื่นเต้นจนแทบกลั้นใจ “ผู้อาวุโส พวกเรามาจากสำนักหลี่ฮั่ว ขอความเมตตาช่วยเหลือด้วยเจ้าค่ะ บุญคุณยิ่งใหญ่ครั้งนี้ สำนักหลี่ฮั่วจักมิอาจลืมเลือน”

หลี่ฝานถึงกับปวดฟัน

พวกนี้จะเอาอย่างไรกันแน่?

ก็ยังดูปกติดีมิใช่หรือ?

ร่างกายก็ช่างอ่อนปวกเปียกนัก เพิ่งลงจากหลังม้าก็เดินแทบไม่ไหวโดยเฉพาะพวกบุรุษนั่น ยังสู้สตรีนางนี้ไม่ได้เลย

แต่เมื่อได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยว่าสังกัดสำนักหลี่ฮั่ว?

ชื่อสำนักนี้ หลี่ฝานเหมือนจะเคยได้ยิน

เขาจึงเดินเข้าไปใกล้ ท่ามกลางฝุ่นตลบ เขายกมือขึ้นพัดเบา ๆ ตรงหน้าตนเอง “พวกเจ้าคือคนจากสำนักหลี่ฮั่วหรือ?”

แต่ในขณะนั้น ใบหน้าของมู่เชียนหนิงและผู้ติดตามกลับเปลี่ยนสีไปถ้วนหน้า แววตาเต็มไปด้วยความตระหนกและหวาดกลัว

“เขา…เขาแค่ยกมือพัดเบา ๆ พลังมหามรรคาที่ปั่นป่วนกลับหายไปหมด?”

เหรินหงพูดแทบไม่เป็นภาษา

น่ากลัวเกินไปแล้ว

มู่เชียนหนิงเองก็ยืนตะลึงกับสิ่งที่เห็น แค่ตอนที่ผู้อาวุโสท่านนี้ยกมือขึ้นนิดเดียว นางก็เห็นปรากฏการณ์แห่งมรรคา หมื่นธรรมะไม่อาจล่วงล้ำ

นี่เป็นตัวตนระดับใดกันแน่?

และเพียงชั่วพริบตา แรงกดดันอันรุนแรงที่ถาโถมอยู่บนร่างพวกนาง ก็พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น

“พวกเจ้าคือคนของสำนักหลี่ฮั่วหรือ?”

หลี่ฝานเห็นอีกฝ่ายยังไม่ตอบจึงถามย้ำอีกครั้ง

ได้ยินดังนั้น มู่เชียนหนิงรีบเอ่ยตอบ “เจ้าค่ะ เป็นเช่นนั้น ข้าน้อยมู่เชียนหนิงแห่งสำนักหลี่ฮั่ว ขอคารวะผู้อาวุโส”

นางค้อมคำนับใหญ่ด้วยความเคารพยิ่ง

เหรินหงถึงกับหมอบกราบแนบพื้น

หลี่ฝานประหลาดใจอยู่บ้าง ไม่คาดว่าสตรีตรงหน้าจะเป็นถึงธิดาเซียนแห่งสำนักหลี่ฮั่ว

รูปโฉมก็ไม่เลวทีเดียว

แต่จะเรียกเขาว่าผู้อาวุโส ทำท่าทีขนาดนี้ นี่บ้าไปแล้วหรือ?

หลี่ฝานเอ่ยว่า “ข้ามิใช่ผู้อาวุโสอันใด ก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น พวกเจ้ามาทำอะไรกันที่นี่?”

คน…คนธรรมดา?

มู่เชียนหนิงไม่เชื่อเลยแม้แต่น้อย ทว่ายังคงสำรวมเอ่ยด้วยความเคารพ “รายงานผู้อาวุโส พวกเรามามาเพื่อตามหาสิ่งของเจ้าค่ะ”

แม้จะตื่นตะลึงในพลังที่น่าสะพรึงกลัวของผู้อาวุโสผู้นี้ แต่สิ่งที่กำลังตามหาเกี่ยวพันถึงความเป็นอยู่รอดของสำนัก

นางจึงไม่อาจเอ่ยชื่อสิ่งนั้นได้สะเพร่า

“ตามหาสิ่งของ?ที่นี่กว้างนัก ด้วยฝีเท้าของพวกเจ้าเกรงว่าจะไปได้ไม่ไกลหรอก”

หลี่ฝานส่ายหน้า

คนเหล่านี้ ขาดการฝึกฝนโดยแท้ เดินไม่กี่ก้าวก็หมดแรง

แต่คำพูดของผู้อาวุโสกลับทำให้หัวใจของมู่เชียนหนิงสะท้าน

จากถ้อยคำเหล่านี้ ดูเหมือนว่าท่านผู้นี้จะคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ยิ่งนัก

พวกนางยังผ่านข้อจำกัดชั้นแรกไม่ได้ สิ่งของที่ตามหาย่อมไร้ซึ่งความหวังจะพบ

หากสามารถได้รับความช่วยเหลือจากผู้อาวุโสผู้นี้

แต่ตัวตนอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ จะยอมช่วยพวกนางหรือ?

นึกถึงความอยู่รอดของสำนักหลี่ฮั่ว มู่เชียนหนิงก็ฮึดใจ ก้มกราบ “ผู้อาวุโส ข้าน้อยบังอาจขอความกรุณาท่านช่วยเหลือเจ้าค่ะ หากท่านยื่นมือ ข้าน้อยยินดีแลกด้วยทุกสิ่ง”

หลี่ฝานเห็นอีกฝ่ายอ่อนน้อมจริงใจ ก็มิอาจปฏิเสธได้ลงคอ ไหน ๆ เขาก็ชำนาญพื้นที่แห่งนี้ พาเดินทางด้วยเสียหน่อยก็คงไม่เป็นไร

“ก็ไม่ได้ลำบากอันใด แต่พวกเจ้านี่สิ”

คนเยอะเช่นนี้ หากล้าหมดกันขึ้นมา เขาจะทำอย่างไรดี?

มู่เชียนหนิงรีบกล่าว “ผู้อาวุโส ท่านพาข้าน้อยเพียงผู้เดียวก็พอ คนอื่นไม่ต้องเข้าไปเจ้าค่ะ”

หลี่ฝานครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ได้”

มู่เชียนหนิงถึงกับปลาบปลื้ม น้ำตาแทบไหลด้วยความซาบซึ้ง

“ข้างหน้าทางค่อนข้างซับซ้อน อย่าหลงทางล่ะ”

หลี่ฝานกล่าวพลางก้าวต่อ

มู่เชียนหนิงรีบติดตามอย่างไม่ลังเล ทว่าผ่านไปไม่นาน ใบหน้านางก็ปรากฏความหวาดกลัวเพราะเบื้องหน้าคือทะเลเพลิงอันไร้รูป

แม้สายตาคนทั่วไปจะมองไม่เห็น แต่นางสัมผัสได้ถึงพลังทำลายล้างสิ้นสรรพสิ่ง

แม้แต่พลังมหามรรคาที่ด้านนอกก็เป็นเพียงพลังที่แผ่ออกมาจากทะเลเพลิงนี้เท่านั้น

และในทะเลเพลิงไร้รูปนี้ เต็มไปด้วยสามหมื่นเพลิงแท้

เพียงหนึ่งเปลวก็สามารถเผาผลาญผู้บำเพ็ญเพียรระดับทารกกำเนิดให้มอดไหม้

ไม่แปลกใจเลยที่สถานที่นี้ถูกขนานนามว่าแดนต้องห้าม หัวใจมู่เชียนหนิงเย็นวาบ

“ตามมาให้ทันนะ”

หลี่ฝานหันกลับมา

นี่เพิ่งเดินมาไม่กี่ก้าวเท่านั้น

“เจ้าค่ะ ผู้อาวุโส”

มู่เชียนหนิงกัดฟันตอบ ตอนนี้นางมีทางเลือกอื่นอันใด?

ถัดจากนั้น นางก็เห็นผู้อาวุโสก้าวเข้าสู่ทะเลเพลิงไร้รูป

ในพริบตานั้น ท่ามกลางเปลวเพลิงอันมอดไหม้ทุกสรรพสิ่ง กลับเปิดทางว่างโล่งขึ้นมาสายหนึ่ง

เปลวไฟล่าถอยราวกับหวาดกลัว

มู่เชียนหนิงถึงกับสูดลมหายใจเย็นเยียบ

นี่มันพลังอันใดกันแน่?

น่ากลัวเกินไปแล้ว

นางรีบติดตามทันที

ไม่นาน ทั้งสองก็ข้ามทะเลเพลิงมาได้

หลี่ฝานเดินทางมาถึงที่ที่ตนตั้งใจจะมาตัดฟืน “เจ้าต้องการหาอะไรหรือ?”

ขณะนี้ มู่เชียนหนิงเคารพผู้อาวุโสผู้นี้จนแทบกราบกราน “ลูกแก้ววารีศักดิ์สิทธิ์เจ้าค่ะ”

“ลูกแก้วสีเขียวเข้มลูกหนึ่ง เป็นของวิเศษประจำสำนักของพวกข้า เมื่อปีก่อนบรรพบุรุษนำมันมาที่นี่ แต่สุดท้ายก็สิ้นชีพ ณ ที่แห่งนี้และลูกแก้วก็สูญหาย”

หลี่ฝานนึกขึ้นได้ว่าทุกครั้งที่เขามาตัดฟืนก็มักพบลูกแก้วเช่นนั้นทุกที

แต่เขาไม่ชอบของล้ำค่าอะไรพรรค์นั้น เจอเข้าก็โยนทิ้งไปเสียทุกที

“ข้าว่าข้าเคยเห็นนะ เจ้าตามข้ามา ข้านึกว่าอยู่ในป่าโน่น”

เมื่อได้ยินดังนั้น มู่เชียนหนิงก็ดีใจจนเกินบรรยาย

แต่เมื่อเดินตามหลี่ฝานมาถึง “ป่า” นางก็ถึงกับตาค้าง

เบื้องหน้า เป็นป่าสีแดงเพลิง

ต้นไม้แต่ละต้นล้วนสูงใหญ่และแข็งแกร่ง

แต่ละใบล้วนเปี่ยมด้วยพลังธาตุเพลิงเข้มข้น เพียงใบเดียวก็ช่วยให้ผู้บำเพ็ญเพียรเข้าใจมรรคาได้

“ไม้เพลิงสวรรค์แข็งแกร่งมิอาจทำลาย ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับแยกจิตก็ไม่อาจทุบให้เป็นรอยสักนิด ได้ชื่อว่าไม้หมื่นปีไม่ตาย เติบโตในเพลิงผลาญ”

นางพึมพำใจสั่นสะท้าน ต้นไม้ที่ผู้อาวุโสกำลังจะตัดคือต้นไม้เพลิงสวรรค์?

ขณะนั้นเอง หลี่ฝานก็ชูขวานขึ้น เตรียมฟันต้นไม้

“ผั่ก”

ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ล้มลงด้วยเสียงสนั่น

มู่เชียนหนิงตกตะลึงยิ่งกว่าสิ่งใด

ทุกครั้งที่หลี่ฝานเหวี่ยงขวาน นางกลับรู้สึกเหมือนมรรคากำลังสลาย

ขวานนี้มันคืออาวุธอันใดกันแน่?

น่าสะพรึงเกินกว่าจะนึกถึง

“ข้ากำลังพบกับตัวตนเช่นไรอยู่กันแน่?”

ไม่นาน หลี่ฝานก็ฟันไม้เสร็จ รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย จึงเปิดกระบอกน้ำขึ้นดื่ม

“เจ้าคงกระหายน้ำแล้วกระมัง?”

เขากล่าวพลางยื่นกระบอกน้ำให้

มู่เชียนหนิงรับมาโดยไม่รู้ตัว แม้จะมีผู้อาวุโสคุ้มครอง แต่ด้วยพลังฝึกตนอันต่ำ นางก็ยังรู้สึกแผดเผาอยู่บ้าง

กระแสน้ำจากบ่อหวานเย็นพอเข้าสู่ท้อง นางก็รู้สึกชุ่มฉ่ำขึ้นทันที

แต่ทันใดนั้นเอง นางกลับเบิกตาโพลง

พลังของนางพุ่งทะยานขึ้นอย่างฉับพลัน

จากแก่นทองขั้นสองทะยานสู่ขั้นสาม

ยังไม่หยุด

ขั้นสี่

ขั้นห้า

ทะลวงพรวดเดียวถึงขั้นเก้า

บรรลุแก่นทองสมบูรณ์

นางมองกระบอกน้ำในมือตนเอง รู้สึกเหลือเชื่อถึงที่สุด

ของเหลวนี้คือยอดโอสถจากสวรรค์กระนั้นหรือ

นางอยากจะกระดกซ้ำอีกหลายอึก

แต่ก็ต้องสูดลมหายใจเข้าลึก

ไม่ได้ มิอาจแสดงความละโมบต่อหน้าผู้อาวุโสเช่นนี้ ต้องรักษาภาพลักษณ์

“ขอบพระคุณผู้อาวุโสเจ้าค่ะ”

นางประคองส่งกระบอกน้ำกลับอย่างเคารพนอบน้อม

“อืม ข้ารู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของลูกแก้ววารีศักดิ์สิทธิ์แล้ว”

ทันใดนั้นเอง ใบหน้าของนางเปลี่ยนสี

หลังจากพลังฝึกตนทะลุขั้นหลายชั้น จิตสัมผัสของนางก็คมกริบขึ้นมาก

นางเห็นสายแสงสีเขียวลูกหนึ่ง พุ่งวาบออกมาจากที่ใดสักแห่ง ก่อเกิดเป็นลูกแก้วลอยกลิ้งมาตรงปลายเท้าหลี่ฝาน

“ของวิเศษแสวงหาผู้คุ้มครองด้วยตนเอง”

นางสะท้านใจมิคาด นางรู้มานานแล้วว่าลูกแก้ววารีศักดิ์สิทธิ์คือของวิเศษประจำสำนักมีจิตวิญญาณ

แต่ตอนนี้ มันกลับพุ่งมาหาหลี่ฝานเองงั้นหรือ?

“อืม เจอแล้ว”

หลี่ฝานเก็บลูกแก้วขึ้นมาอย่างไม่คิดอะไรมากพลางคิดว่าโชคดีอยู่บ้าง แล้วยื่นให้มู่เชียนหนิง “นี่ ไอ้ลูกแก้วที่เจ้าต้องการ”

“น…นี่…มอบให้ข้าหรือเจ้าคะ?”

มู่เชียนหนิงถึงกับพูดตะกุกตะกัก

จบบทที่ บทที่ 2 ตัวตนอันน่าสะพรึงกลัว

คัดลอกลิงก์แล้ว