เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 เมื่อก่อนนางเป็นเช่นนี้หรือ?

บทที่ 17 เมื่อก่อนนางเป็นเช่นนี้หรือ?

บทที่ 17 เมื่อก่อนนางเป็นเช่นนี้หรือ?


เสิ่นถิงอวี้เม้มริมฝีปากบางเฉียบจนเป็นเส้นตรง ปรายสายตาเย็นชามองนางเพียงแวบหนึ่ง ก่อนจะสะบัดชายเสื้อหมุนกายเดินจากไป

คล้อยหลังเขาไม่นานนัก จือชิวซึ่งถูกเสิ่นเอ้อร์ควบคุมตัวไว้นานกว่าสองชั่วยามก็ซมซานเข้ามา

ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู เห็นสภาพเจ้านายที่อาภรณ์ยับยู่ยี่ ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อย สาวใช้ผู้ซื่อสัตย์ก็ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน ถลาเข้าไปคุกเข่าลงกับพื้นดังตึง!

“คุณหนู! คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? หรือว่ามีใครมารังแกท่าน!”

เสียงร้องไห้คร่ำครวญปานจะขาดใจนั้น ทำเอาชุยลิ่งเหยาปวดขมับจนเส้นเลือดเต้นตุบๆ

นางสูดลมหายใจลึก พยายามข่มความหงุดหงิดเต็มกลืน ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ

“หยุดแหกปากร้อง แล้วลุกขึ้นมาแต่งหน้าทำผมให้ข้า”

“...คุณหนู?” เสียงของจือชิวชะงักกึกราวกับถูกปิดสวิตช์

นางกะพริบตาปริบๆ ส่งสายตาเลิ่กลั่กให้เจ้านาย ราวกับจะถามว่า

‘ที่ตกลงกันไว้ไม่ใช่แบบนี้นี่นา?’

ก่อนจะมาร่วมงานเลี้ยงในวันนี้ เผยซูเหยาได้กำชับนางไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะว่า ทันทีที่สุราแก้วนั้นถูกดื่มลงไป ให้รีบตีโพยตีพายโวยวายขึ้นมา

ยิ่งเสียงดังเท่าไหร่ยิ่งดี ให้แขกเหรื่อแห่กันมามุงดูให้หมด เพื่อบีบให้ ‘คุณชายใหญ่’ จำต้องรับผิดชอบ

แต่ผลปรากฏว่า… ขาของนางยังไม่ทันก้าวพ้นประตู ก็ถูกเสิ่นเอ้อร์องครักษ์คนสนิทของคุณชายใหญ่ลากไปขังไว้ตั้งสองชั่วยาม!

อุตส่าห์ได้กลับมาเจอเจ้านายอีกครั้ง ใจจริงย่อมอยากจะดำเนินแผนการตามที่ตกลงกันไว้ แต่เมื่อเห็นสาวใช้ตัวดีอ้าปากเตรียมจะส่งเสียงแผดร้องอีกรอบ ชุยลิ่งเหยาพลันรู้สึกเหมือนศีรษะจะระเบิด

นางนวดขมับพลางสั่งเสียงเข้ม

“ข้าบอกให้รีบลุกขึ้นมา แต่งหน้าทำผมให้ข้าเดี๋ยวนี้… เราจะกลับกันแล้ว”

น้ำเสียงแม้นแผ่วเบา ทว่าแฝงอำนาจเด็ดขาดที่ไม่อาจขัดขืน ไม่เหมือนคุณหนูในห้องหอผู้เอาแต่ใจคนเดิม

แต่กลับดูเหมือน...

จือชิวชะงักงัน คิดว่าตนคงร้อนจนเลอะเลือน

เพราะเหตุใดนางถึงรู้สึกว่ารังสีของคุณหนูดูคล้ายคลึงกับฮูหยินกั๋วกงขึ้นมาได้?

นางไม่กล้าสงสัยอีก รีบลุกขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็ว ก้มหน้าก้มตาจัดแต่งทรงผมให้ชุยลิ่งเหยาเสียใหม่

ภายนอกห้องรับรอง, เสิ่นถิงอวี้และสหายทั้งสองได้ยินความเคลื่อนไหวข้างในอย่างชัดเจน เพียงแค่ฟังประโยคสนทนาเมื่อครู่ ก็พอจะเดาแผนการเดิมของสองนายบ่าวคู่นี้ได้ทะลุปรุโปร่ง

หลิวชิงผิงหัวเราะในลำคออย่างรู้ทันพลางลดเสียงลง

“กะแล้วเชียวว่าต้องมาไม้นี้ โชคดีที่เจ้าให้คนคุมตัวสาวใช้นั่นไว้ก่อน”

“เฮ้อ! ถ้าจะให้ข้าพูดนะ… เกิดเป็นชายหน้าตาดีเกินไป ก็ไม่ใช่เรื่องดีนักหรอก” โจวอวิ๋นอี้แสร้งถอนหายใจยาว

“พวกผีเสื้อภมรที่คอยมารุมตอมนี่ น่ารำคาญจะตายไป”

ความเมตตาจากสาวงามนั้นรับมือยากที่สุด ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น… แค่สาวใช้ในจวนยังจ้องจะปีนเตียงอยู่ตลอด ยิ่งออกมาข้างนอก ยิ่งต้องระวังตัวแจ เผลอนิดเดียวอาจจะตกหลุมพรางแม่นางสักเรือนเข้าให้

ถึงตอนนั้นเพื่อรักษาชื่อเสียงตระกูล ก็ต้องจำใจรับผิดชอบแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก…

ถ้าแค่รับไว้เป็นอนุภรรยายังพอทน แต่ถ้าอีกฝ่ายหวังสูงถึงตำแหน่งฮูหยินเอก และต้องเอาชีวิตทั้งชีวิตไปผูกมัดด้วย... นั่นแหละที่เรียกว่าอัปยศจนอยากจะกลั้นใจตาย

เสิ่นถิงอวี้เม้มริมฝีปาก เอ่ยเสียงต่ำ

“ข้าดูแล้ว… นางผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไป น่าจะสำนึกผิดและกลับตัวกลับใจได้, คำพูดค่อนขอดเหล่านี้ วันหน้าพวกเจ้าอย่าได้เอ่ยอีก”

บุรุษอกสามศอกมาแอบนินทาว่าร้ายสตรีลับหลังเยี่ยงนี้ ไม่ใช่วิถีของวิญญูชนเลยสักนิด

หากไม่ใช่เพราะสามปีมานี้เผยซูเหยาทำตัวเหลวไหลเกินงาม เขาคงไม่รู้สึกรังเกียจญาติผู้น้องของตนเองถึงเพียงนี้

ทว่าหลิวชิงผิงและโจวอวิ๋นอี้ เมื่อได้ยินวาจาปกป้องเผยซูเหยาจากปากเขา ต่างก็เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

คบหากันมานานหลายปี พวกเขารู้ดีที่สุดว่าเสิ่นถิงอวี้รังเกียจญาติผู้น้องคนนี้เข้ากระดูกดำ

“ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนจิตใจดี แต่วันนี้นางโดนยาเพราะทำตัวเอง ไม่เกี่ยวกับเจ้าเลยสักนิด เจ้าอย่าได้เอาความรับผิดชอบมาใส่ตัว” หลิวชิงผิงเอ่ยเตือน

“มิใช่การเอาความรับผิดชอบมาใส่ตัว...” เสิ่นถิงอวี้ส่ายหน้าเบาๆ

ต่อให้มีเมตตาธรรมเพียงใด เขาก็ไม่ใช่คนหัวอ่อนที่จะยอมแบกรับความผิดที่ตนไม่ได้ก่อ

“ข้าเพียงแค่รู้สึกว่า...” เขาขมวดคิ้ว พยายามสรรหาถ้อยคำที่เหมาะสม

“รู้สึกว่า... ชะตาชีวิตของนางก็น่าเห็นใจอยู่เหมือนกัน”

กำพร้าบิดาตั้งแต่ยังเล็ก อายุสิบกว่าปีก็ต้องระหกระเหินติดตามมารดามาพึ่งใบบุญบ้านยาย

แม้คนในจวนจะให้เกียรติสองแม่ลูกตามสมควร แต่ชีวิตที่ต้องอาศัยอยู่ใต้ชายคาคนอื่นย่อมไม่ง่ายดาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามนี้ท่านอาหญิงป่วยหนัก ร่างกายทรุดโทรมลงทุกวัน ดีไม่ดีอาจจะด่วนจากไปก่อนลูกสาวจะได้ออกเรือนเสียด้วยซ้ำ

วันหน้าหากเผยซูเหยาแต่งงานไป นางก็จะเป็นเพียงสตรีที่ไร้บิดามารดา ไร้พี่น้องและญาติมิตรคอยหนุนหลัง หากไปอยู่บ้านสามีแล้วมีความทุกข์ใจอันใด ก็คงต้องกลืนเลือดลงท้องตัวคนเดียว

ก่อนหน้านี้ที่นางกระตือรือร้นอยากจะเป็นอนุของเขา… อาจเป็นไปได้ว่า นางแค่อยากหาที่พึ่งพิงให้ชีวิตในภายภาคหน้าก็เพียงเท่านั้น?

หากเป็นอนุของเขา… ปู่ของเขาก็คือตาของนาง พ่อของเขาก็คือลุงของนาง…

มีความสัมพันธ์ชั้นนี้คุ้มกะลาหัว ชีวิตความเป็นอยู่ของนางคงไม่เลวร้ายไปกว่านี้

พอคิดถึงอีกมุม เสิ่นถิงอวี้กลับรู้สึกเข้าใจการกระทำอันน่าละอายในตลอดหลายปีที่ผ่านมาของนาง ก็มีเหตุผลขึ้นมาบ้าง

หลิวชิงผิงและโจวอวิ๋นอี้หันมาสบตากัน ต่างฝ่ายต่างเห็นความตกตะลึงในแววตาของสหาย

“ตอนนางเพิ่งโดนยา เจ้ายังไม่ยอมแม้แต่จะชายตามองนางด้วยซ้ำ, ผ่านไปไม่ทันไร เจ้ากลับรู้สึกว่านางน่าเห็นใจเสียแล้วหรือ?” โจวอวิ๋นอี้ร้องเสียงสูงอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“อย่าบอกนะว่า… แค่ชั่วพริบตาเดียว เจ้าก็เกิดความรู้สึกสงสารหยกถนอมบุปผาขึ้นมาแล้ว”

“อย่าได้พูดจาเหลวไหล” เสิ่นถิงอวี้แก้ต่างเสียงเข้ม “

ข้าไม่ได้มีจิตปฏิพัทธ์ต่อนาง”

โจวอวิ๋นอี้: “......”

หลิวชิงผิง: “......”

“เป็นเช่นนั้นก็ดีแล้ว” ทั้งสองหัวเราะแห้งๆ

มิเช่นนั้น, ความรำคาญรังเกียจตลอดสามปี และการปฏิเสธนับครั้งไม่ถ้วนที่ผ่านมา คงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

ระหว่างที่บทสนทนากำลังดำเนินไป ประตูห้องรับรองด้านหลังก็ส่งเสียงดัง ‘แอ๊ด’ เบาๆ

ประตูถูกเปิดออก หญิงสาวที่จัดแต่งเครื่องแต่งกายเรียบร้อยแล้วก็ก้าวเดินออกมา

ทั้งสามคนหันกลับไปมอง แล้วก็ต้องชะงักค้าง ตะลึงงันไปพร้อมกัน

เบื้องหน้ายังคงเป็นชุดเดิม ใบหน้าเดิม รูปร่างเดิม แม้กระทั่งทรงผมก็ยังเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกที่แผ่ออกมาจากตัวคน กลับเปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหว!

เพียงแค่ยืนสงบนิ่ง สำรวมกิริยาอยู่นิ่งๆ ก็ทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาได้

หากจะเปรียบว่านางเมื่อก่อนคือของประดับที่ฉูดฉาดบาดตา มองปราดเดียวก็ประเมินค่าได้

ยามนี้... นางได้แปลงร่างเปลี่ยนกระดูกไปแล้ว

เปรียบประดุจชาชั้นเลิศที่ผ่านการบ่มเพาะ ต้องค่อยๆ ลิ้มลอง รสหวานล้ำลึกจะติดตรึงที่ปลายลิ้นเนิ่นนาน

และเมื่อดื่มลงไปแล้ว สรรพคุณนั้นยากจะหยั่งถึง อาจช่วยให้อายุยืนยาว อาจช่วยให้สมองปลอดโปร่ง

หรืออาจจะทำให้เสพติด... จนมิอาจลืมเลือนและขาดไม่ได้

สายตาของคนทั้งสามจับจ้องอยู่ที่ร่างระหงเนิ่นนาน…

แม้จะไม่มีเจตนาร้าย แต่ก็ทำให้ชุยลิ่งเหยาอดขมวดคิ้วไม่ได้

นางเม้มริมฝีปาก เอ่ยถามเสิ่นถิงอวี้ว่า

“คนของพี่หญิงหานเยว่บอกหรือไม่เจ้าคะ… ว่านางอยู่ที่ใด?”

หลังจากได้จิบน้ำเข้าไป น้ำเสียงที่แหบแห้งเมื่อครู่ก็กลับมาใสกระจ่างดังเดิม

เสียงก็เสียงเดิม แต่กลับไพเราะเสนาะหู... น่าฟังยิ่งนัก

เป็นครั้งแรกที่เสิ่นถิงอวี้ค้นพบว่าเสียงพูดของญาติผู้น้องคนนี้ จริงๆ แล้วก็ไม่ได้น่ารำคาญขนาดนั้น เขาไม่อยากจะแยกแยะความรู้สึกที่หลากหลายในใจ จึงหันไปสั่งผู้ติดตามด้านหลัง

“เจ้าพานางไป”

“ขอรับ” เสิ่นเอ้อร์โค้งกายรับคำสั่ง หันไปกล่าวกับชุยลิ่งเหยาอย่างนอบน้อม

“คุณหนูรองเชิญตามบ่าวมาขอรับ”

“รบกวนด้วย”

สิ้นคำ, ชุยลิ่งเหยาผงกศีรษะให้คนทั้งสามเล็กน้อยอย่างไว้ตัว ยกชายกระโปรงขึ้น แล้วเริ่มก้าวเดินลงบันได

ท่วงท่าของนางสง่างาม สีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งความอับอายกับสภาพอันน่าดูชมของตนก่อนหน้านี้

ราวกับว่าหญิงสาวที่โดนผงเสน่ห์ยาแฝดเล่นงานจนเสื้อผ้าหลุดลุ่ยต่อหน้าธารกำนัลผู้นั้น… มิใช่ตัวนางเอง

เสิ่นถิงอวี้อดไม่ได้ที่จะมองตามแผ่นหลังของนางไป….

วินาทีต่อมา, ร่างกายของเขาพลันแข็งทื่อ รูม่านตาสั่นระริก จ้องเขม็งไปที่แผ่นหลังบอบบางของดรุณีน้อยอย่างไม่อาจเชื่อสายตา

ยามนางยกชายกระโปรงก้าวลงบันได ลำคอระหงและแผ่นหลังเหยียดตรงสง่าผ่าเผย ปลายคางเชิดขึ้นเล็กน้อย ปิ่นระย้าบนศีรษะไหวเพียงแผ่วเบาตามจังหวะก้าวเดิน

ทุกอิริยาบถล้วนแช่มช้อยนุ่มนวล… ไม่มีส่วนใดที่ไม่ถูกต้องตามขนบธรรมเนียม

มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นกุลสตรีที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดีเยี่ยมจากตระกูลสูงศักดิ์

ดูแค่ท่าเดินนี้... ยังสง่างามยิ่งกว่าน้องสาวแท้ๆ ของเขาเสียอีก!

เกรงว่าต่อให้เป็นนางกำนัลอาวุโสในวัง ที่เคร่งครัดเรื่องมารยาทที่สุด ก็ยังหาข้อตำหนิมิได้แม้แต่ครึ่งคำ

นาง... เมื่อก่อนเป็นเช่นนี้หรือ?

นาง... ใช่ญาติผู้น้องของเขาจริงๆ หรือ?

จบบทที่ บทที่ 17 เมื่อก่อนนางเป็นเช่นนี้หรือ?

คัดลอกลิงก์แล้ว