เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 เปลี่ยนไปราวกับคนละคน

บทที่ 16 เปลี่ยนไปราวกับคนละคน

บทที่ 16 เปลี่ยนไปราวกับคนละคน


ดวงตะวันค่อยๆ คล้อยต่ำลงสู่ทิศประจิม เวลาผันผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยามอย่างเชื่องช้าอ้อยอิ่ง

ภายนอกยังคงมีแขกเหรื่อเดินขวักไขว่เป็นระยะ โชคดีที่ได้ ‘หลิวชิงผิง’ และ ‘โจวอวิ๋นอี้’ คอยกันท่าไล่คนให้ไปทางอื่น ภายในห้องรับรองจึงเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจ

‘ชุยหมิงรุ่ย’ และ ‘เสิ่นถิงอวี้’ นั่งหันหน้าเข้าหากัน ต่างฝ่ายต่างนิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจา

หลังฉากกั้นภายในห้องนอน เสียงหอบหายใจกระเส่าของหญิงสาวค่อยๆ สงบลง ไม่หนักหน่วงรุนแรงเหมือนก่อนหน้านี้

ความรุ่มร้อนจากฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดสลายไปจนหมดสิ้น สติสัมปชัญญะของชุยลิ่งเหยาค่อยๆ แจ่มชัดกลับคืนมา

ภาพเหตุการณ์ความวุ่นวายยามต้องพิษยาผุดขึ้นในห้วงความคิดทีละฉาก เล่นเอาร่างกายของนางแข็งทื่อไปทุกสัดส่วน

ยามนี้นางคือเผยซูเหยาหลานสาวสายรองของจวนกั๋วกง... มิใช่ชุยลิ่งเหยาแห่งจวนฉางผิงโหวอีกต่อไป

ทว่ายามที่สติหลุดลอย พอได้เห็นหน้าพี่ชาย นางกลับพุ่งเข้าใส่ราวกับคนจมน้ำที่คว้าฟางเส้นสุดท้าย กอดเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย... และพี่ชายของนางก็ยอมปกป้องนางจริงๆ ปกป้องนางที่เป็นเพียงคนแปลกหน้า

ชุยลิ่งเหยากะพริบตาไล่หยาดน้ำชื้นแฉะ ความทรงจำมากมายหลั่งไหลเข้ามาดั่งทำนบแตก

ทั้งความรักอันโง่เขลาตลอดสามปีของเจ้าของร่างเดิม และความทรงจำสั้นๆ ของนางหลังจากมาที่นี่ รวมถึงความทรงจำตลอดสิบปีที่นางเคยมาทำภารกิจในต้าเยว่ครั้งก่อน...

ความรักความห่วงใยจากท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่ชาย... การตายอย่างกะทันหันของนางในครานั้น คงสร้างความโศกเศร้าให้พวกเขาอย่างมหาศาล

เมื่อด้านในเงียบเสียงไปนาน ชุยหมิงรุ่ยและเสิ่นถิงอวี้จึงสบตากัน ต่างเข้าใจตรงกันว่าแม่นางน้อยคงจะสร่างจากฤทธิ์ยาแล้ว และคงกำลังอับอายจนไม่กล้าสู้หน้าผู้คน

ถึงอย่างไรนางก็ยังเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือน ต้องพิษยาปลุกกำหนัดต่อหน้าบุรุษแปลกหน้ามากมายเช่นนี้ หากเป็นคนหน้าบาง คงอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปให้พ้น

ชุยหมิงรุ่ยวางถ้วยชาลง หันมองไปทางห้องนอนแล้วเอ่ยถาม

“แม่นาง... ตื่นแล้วหรือยัง?”

“.…”

ภายในห้องเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะมีเสียงตอบรับแผ่วเบาดังลอดฉากกั้นออกมา

“อืม”

“ก่อนหน้านี้ข้าสติเลอะเลือน จำท่านผิดเป็นพี่ชาย ทำเรื่องน่าขันให้ท่านต้องลำบากใจ... ขอท่านอย่าได้ถือสา”

น้ำเสียงของดรุณีน้อยแหบแห้ง ไม่มีความคล้ายคลึงกับเสียงน้องสาวเขาเลยแม้แต่น้อย

แต่ชุยหมิงรุ่ยกลับรู้สึกว่าจังหวะการพูดและการเลือกใช้คำของนาง ช่างเหมือนกับน้องสาวของเขาเหลือเกิน

ความขมขื่นแล่นพล่านขึ้นมาในใจ… ผ่านมาสามปีแล้ว เขายังทำใจยอมรับการจากไปอย่างกะทันหันของน้องสาวไม่ได้ ถึงขั้นมองเห็นเงาของ ‘เหยาเหยา’ ซ้อนทับในตัวสตรีแปลกหน้าบ่อยครั้ง

เขาไม่อยากจมปลักอยู่กับความเศร้า จึงลุกขึ้นยืนอย่างเด็ดขาด

“ในเมื่อแม่นางได้สติแล้ว ก็พักผ่อนให้สบายเถิด เรื่องในวันนี้ข้าจะเก็บเป็นความลับ จะไม่ให้ชื่อเสียงของแม่นางต้องมัวหมอง”

วิญญูชนผู้เที่ยงธรรม ทุกถ้อยคำเปี่ยมด้วยความอบอุ่นดุจลมวสันต์

นี่คือพี่ชายของนาง... พี่ชายที่แสนดีของนาง

ชุยลิ่งเหยากำหมัดแน่น เอ่ยเสียงแหบพร่า

“ซูเหยา… ขอขอบคุณท่านซื่อจื่อเจ้าค่ะ”

มองผ่านฉากกั้น เห็นเงาร่างบนเตียงดูเหมือนจะลุกขึ้นนั่งแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่านางไม่มีเจตนาจะออกมาขอบคุณด้วยตัวเอง

ชุยหมิงรุ่ยปรายตามองแวบหนึ่ง ไม่พูดอะไรมาก เพียงหมุนตัวเดินจากไป

ประตูห้องไม่ได้ปิดสนิท แสงแดดอันเจิดจ้าสาดส่องเข้ามา ช่วยขับไล่ความอึดอัดในใจของชุยลิ่งเหยา

พี่น้องได้พบหน้า แต่ไม่อาจแสดงตัว... นางปวดใจเหลือเกิน

ทว่าสติสัมปชัญญะเตือนนางว่าฐ เรื่องตายแล้วฟื้น คืนชีพในร่างใหม่ ไม่ว่าจะโลกไหนก็ถือเป็นเรื่องภูตผีปีศาจที่น่าหวาดกลัว ไม่อาจแพร่งพรายออกไปได้เด็ดขาด

ดังนั้นทำเช่นนี้แหละดีที่สุดแล้ว, อีกอย่าง... ไม่ช้าก็เร็วนางก็ต้องจากไปอีก การแสดงตัวจะช่วยอะไรได้?

รอจนนางทำภารกิจสำเร็จแล้วจากไป จะให้คนที่รักต้องมาเสียใจซ้ำสองอีกหรือ?

....ไม่มีความจำเป็นเลยจริงๆ

เมื่อชุยหมิงรุ่ยจากไป ในห้องก็เหลือเพียงเสิ่นถิงอวี้ เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนหันไปมองทางฉากกั้น

“หวังว่าเจ้าจะจำบทเรียนครั้งนี้ไว้ วันหน้าอย่าได้ทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้อีก”

ชุยลิ่งเหยาเห็นด้วยอย่างยิ่ง… เจ้าของร่างเดิมทำเรื่องโง่เขลาจริงๆ เพื่อความรักที่ไม่ได้รับการตอบสนอง ถึงกับแลกด้วยชีวิตของตัวเอง ช่างน่าสงสารและน่าเวทนานัก

นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ลุกขึ้นยืนแล้วเดินอ้อมฉากกั้นออกมา เพียงแวบแรกที่เห็นบุรุษริมหน้าต่าง นางก็เผลอใจลอยไปชั่วขณะ…

ชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบปี สวมชุดยาวสีเขียว แขนเสื้อกว้าง เอามือไพล่หลังยืนอยู่ริมหน้าต่าง รูปร่างสูงโปร่งสง่างามดุจต้นไผ่เขียวขจี เส้นสายกรอบหน้าคมชัดลื่นไหล ยามต้องแสงแดดยิ่งดูอ่อนโยนละมุนละไม

‘หล่อเหลาไร้ที่ติ’

ประโยคนี้ผุดขึ้นมาในหัวของชุยลิ่งเหยาทันที

ช่างเป็นใบหน้าที่หล่อเหลาหมดจดจริงๆ มิน่าเล่าเจ้าของร่างเดิมถึงได้ตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ และปักใจรักมั่นมาสามปี

แม้ถูกปฏิเสธซ้ำซากก็ยังไม่ถอดใจ ยอมลดตัวเป็นอนุขอแค่ให้เขาเมตตา... เสน่ห์แรงจนตกสาวน้อยได้อยู่หมัดจริงๆ

ขนาดยืนมองหน้าเซี่ยจิ้นไป๋มาตั้งสามปี จนนึกว่าตัวเองมีภูมิคุ้มกันความหล่อแล้ว ยังอดตะลึงไปชั่ววูบไม่ได้… เห็นได้ชัดว่ารูปโฉมของคนผู้นี้ไม่ธรรมดา

ชุยลิ่งเหยาแอบค่อนขอดในใจครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงสติกลับมา ย่อกายคารวะ

“ขอบคุณท่านพี่ที่ชี้แนะ ซูเหยาจดจำไว้แล้วเจ้าค่ะ” เมื่อฤทธิ์ยาหมดไป สีหน้าของนางก็กลับมาเป็นปกติ

เพียงแต่ผมเผ้ายังยุ่งเหยิงเล็กน้อย ใบหน้ามีเหงื่อซึม หางตายังคงหลงเหลือรอยแดงจางๆ จากความรุ่มร้อนเมื่อครู่ เสื้อผ้าหน้าผมชุดเดิม แต่ไร้ซึ่งความยั่วยวนอันตรายเหมือนก่อนหน้า

ทว่ากลับดูยุ่งเหยิงอย่างมีเสน่ห์... แฝงความงามที่ไม่ยึดติดกับกรอบประเพณี

หัวใจของเสิ่นถิงอวี้กระตุกวูบอย่างประหลาด เขาเบือนหน้าหนีโดยสัญชาตญาณ

“จำได้ก็ดี เรื่องในวันนี้ข้าจะไม่บอกท่านแม่ เจ้าไม่ต้องกังวล”

ถูกวางแผนเล่นงานถึงขนาดนี้ แต่เมื่อครู่เขายังยอมปกป้องชื่อเสียงให้นาง และตอนนี้ยังรับปากว่าจะไม่ฟ้องมารดาของนาง ยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆ

‘ญาติผู้พี่’ ท่านนี้ ช่างมีนิสัยอ่อนโยนและใจกว้างสมคำร่ำลือจริงๆ

ยิ่งนึกถึงเรื่องที่เจ้าของร่างเดิมพยายามเสนอตัวให้เขาหลายครั้ง แต่ก็ถูกปฏิเสธอย่างเด็ดขาด… วิญญูชนที่ทั้งต่อหน้าและลับหลังเป็นคนดีเช่นนี้ ชุยลิ่งเหยาก็อดรู้สึกดีด้วยไม่ได้

“ขอบคุณท่านพี่เจ้าค่ะ เหตุการณ์ครั้งนี้ซูเหยาสำนึกผิดแล้ว และรู้ตัวดีว่าหลายปีมานี้สร้างความลำบากใจให้ท่านพี่มามากเพียงใด… ท่านพี่โปรดวางใจ วันหน้าซูเหยาจะไม่ทำผิดซ้ำสองอีกแน่นอน”

ทุกถ้อยคำเปี่ยมด้วยความจริงใจ

เสิ่นถิงอวี้ส่งเสียงอืมในลำคอ ไม่พูดอะไรมาก เพียงกล่าวสั้นๆ ว่า

“เจ้าจัดการตัวเองเสียหน่อย เมื่อครู่หานเยว่ส่งคนมาตาม น่าจะได้เวลากลับแล้ว”

เสิ่นหานเยว่คือคุณหนูใหญ่จวนกั๋วกง น้องสาวแท้ๆ ของเสิ่นถิงอวี้ และเป็นลูกพี่ลูกน้องของชุยลิ่งเหยา

วันนี้ชุยลิ่งเหยานั่งรถม้าคันเดียวกับนางออกมา การที่นางส่งคนมาตาม แสดงว่างานเลี้ยงชมดอกบัวคงใกล้จะเลิกราแล้ว

ชุยลิ่งเหยาก้มมองเสื้อผ้าตนเองแวบหนึ่ง ก่อนถามออกมาว่า

“จือชิวไปไหนหรือเจ้าคะ ท่านพี่พอจะทราบหรือไม่?”

เสิ่นถิงอวี้ นิ่งไปครู่หนึ่ง

“...อยู่ที่ศาลาอิงเฟิง”

‘จือชิว’ คือสาวใช้คนสนิทของนาง และเพื่อป้องกันไม่ให้สองนายบ่าววางแผนอะไรกันอีก หลังจากรู้ว่าในสุรามีผงเสน่ห์ยาแฝด เสิ่นถิงอวี้ก็สั่งให้คนของเขาคุมตัวสาวใช้ไว้

“ข้าจะให้คนเรียกนางมา” เขานวดขมับที่เริ่มปวดตุบๆ แล้วกล่าวเรียบๆ

ชุยลิ่งเหยาไม่ถามให้มากความ ย่อกายคารวะอีกครั้ง

“ซูเหยาขอบคุณท่านพี่เจ้าค่ะ”

แผ่นหลังบอบบางเหยียดตรง น้ำเสียงสงบนิ่ง กิริยามารยาทนอบน้อมงดงาม

ไม่ถ่อมตนจนต่ำต้อย… และไม่หยิ่งผยองจนเกินพอดี…

เสิ่นถิงอวี้สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของนางอย่างชัดเจน

ญาติผู้น้องของเขาคนนี้กำพร้าบิดาตั้งแต่เด็ก ถูกมารดาประคบประหงมมาดั่งไข่ในหิน พอมาอยู่เมืองหลวงก็รู้สึกว่าตัวเองต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่น

นิสัยจึงทั้งขี้ขลาด อวดดี และมีความใจแคบแบบคนบ้านนอก

เวลาทำผิด… นางจะเอาแต่ปิดหน้าวิ่งหนีไปฟ้องแม่ หรือไม่ก็เชิดหน้าเถียงข้างๆ คูๆ ไม่มีทางยอมรับผิดอย่างเปิดเผยตรงและไปตรงมาเช่นนี้แน่

และคำเรียกแทนตัวของนางก็เปลี่ยนไป...

เพื่อแสดงความน่ารักน่าเอ็นดู ต่อหน้าคนอื่นนางมักจะเรียกแทนตัวเองว่า ‘เหยาเหยา’ เสมอ

อีกทั้งแววตา...

แววตาที่นางมองเขาช่างสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความลุ่มหลงงมงายที่น่ารำคาญใจ

ดูเหมือนว่า... ในช่วงเวลาสั้นๆ นางจะตัดใจจากเขาได้แล้วจริงๆ

เสิ่นถิงอวี้เม้มริมฝีปาก หันมองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อหันหลังเดินจากไป

จบบทที่ บทที่ 16 เปลี่ยนไปราวกับคนละคน

คัดลอกลิงก์แล้ว