- หน้าแรก
- ข้ายกตำแหน่งให้ชายารอง แล้วท่านจะคลั่งไปไย
- บทที่ 14 ความหึงหวงที่น่าประหลาด
บทที่ 14 ความหึงหวงที่น่าประหลาด
บทที่ 14 ความหึงหวงที่น่าประหลาด
เสิ่นถิงอวี้ขมวดคิ้วมุ่น ความรู้สึกไม่สบอารมณ์เริ่มก่อตัวลึกๆ
ประจวบเหมาะกับเวลานั้นเอง ที่หัวมุมระเบียงทางเดินอันยาวเหยียด ก็พลันมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น
เพียงชั่วพริบตา เงาร่างหลายสายก็ปรากฏแก่สายตา…
บุรุษผู้นำหน้าใส่ชุดรัดกุมสีดำสนิท สวมกวานหยกเกล้าผม รูปร่างสูงโปร่งเหยียดตรง กลิ่นอายรอบกายหนาวเหน็บกดดัน ประหนึ่งหอกยาวที่ตั้งตระหง่านรอคอยการดื่มเลือดสังเวย
แม้จะอยู่ห่างออกไปไกล แต่รังสีอำนาจบารมีอันน่าครั่นคร้ามนั่นกลับแผ่พุ่งเข้ามาปะทะใบหน้าอย่างไม่อาจมองข้าม
ชุยหมิงรุ่ยที่เพิ่งอุ้มคนขึ้นมาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปทางทิศนั้น
เบื้องหลังเขา… เสิ่นถิงอวี้และคนอื่นๆ ต่างเร่งประสานมือคารวะ
“ผู้น้อยคารวะท่านอ๋องอวี้”
ท่าน-อ๋อง-อวี้
สามพยางค์นี้กระแทกเข้าโสตประสาท, ชุยลิ่งเหยาที่สติสัมปชัญญะจวนเจียนจะถูกเพลิงราคะเผาไหม้จนมอดดับ ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากอ้อมอกของชุยหมิงรุ่ย
และในทันใดนั้นเอง… ก็สบเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งที่มืดมิดและน่าสะพรึงกลัว
ความเย็นเยียบที่จับต้องได้นั้น ถึงกับไล่ต้อนความร้อนรุ่มในกายของชุยลิ่งเหยาให้ถอยร่นไปได้หลายส่วน
เซี่ยจิ้นไป๋…
เซี่ยจิ้นไป๋ที่ไม่ได้พบหน้ากันมาถึงสามปี!
ใบหน้านั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อสามปีก่อน ทว่า...
ชายหนุ่มวัยยี่สิบสี่ปี ควรจะเป็นช่วงวัยที่สง่างามและองอาจเปิดเผยที่สุด แต่เขากลับดูมืดมนเย็นชา ไอสังหารแผ่ซ่านรอบกาย เพียงแค่ปรายตามองก็ทำให้คนรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูกสันหลัง
เมื่อก่อนแม้เขาจะเย็นชาและหยิ่งทระนง แต่ไม่เคยดูอันตรายจนดูเหมือนเข้าใกล้มิได้ถึงเพียงนี้
ราวกับเพชฌฆาตที่มือเปื้อนเลือดฆ่าคนมานับไม่ถ้วน ดูแปลกแยกและเข้ากันไม่ได้กับสิ่งมีชีวิตบนโลก
ไฉนเขาถึงได้เปลี่ยนไปถึงเพียงนี้?
สายตาของทั้งสองปะทะกันเพียงชั่วครู่, ชุยลิ่งเหยาก็รีบก้มหน้าลงราวกับถูกของร้อน
นางตระหนักว่าคลื่นตัณหาที่พลุ่งพล่านในกาย ยิ่งยากจะระงับยามเมื่อพบคนผู้นี้
ให้ตายเถอะ! แทบอยากจะกระโจนใส่เขาเสียเดี๋ยวนี้!
สายตาของเซี่ยจิ้นไป๋ชะงักไปเล็กน้อย…
นัยน์ตาผลซิ่งอันพร่าเลือนคู่นั้น ช่างดูคุ้นเคยเหลือเกิน
ปฏิกิริยาร้อนตัวที่รีบหลบสายตาหลังจากสบตากัน… ก็คุ้นเคยเช่นกัน
และจังหวะการเต้นของหัวใจเขา ก็เกิดความผิดปกติ!
นิ้วมือภายใต้แขนเสื้อค่อยๆ กำแน่น, เซี่ยจิ้นไป๋จ้องมองหญิงสาวที่ซุกหน้าลงกับอกของชุยหมิงรุ่ยจนเหลือให้เห็นเพียงใบหูข้างเดียว
“นางเป็นใคร?” ดวงตาของท่านอ๋องหรี่ลงเล็กน้อย
รอบด้านพลันเงียบกริบ…
เห็นได้ชัดว่าทุกคนต่างประหลาดใจที่เขานึกสงสัยในตัวตนของสตรีนางหนึ่ง
“นางคือบุตรสาวของท่านอาหญิง เป็นญาติผู้น้องของกระหม่อม นามว่าเผยซูเหยาพ่ะย่ะค่ะ” เสิ่นถิงอวี้จึงกล่าวตอบ
เหยา...
คำเพียงคำเดียวที่เบาหวิว กลับทำให้เซี่ยจิ้นไป๋รู้สึกหายใจติดขัด
ความเจ็บปวดที่คุ้นเคยตีตื้นขึ้นมากลางอก เจ็บเสียจนเขาไม่มีเวลาไปสนใจปฏิกิริยาประหลาดของตนเอง เขาเบือนหน้าหนีแล้วกล่าวเรียบๆ ว่า
“ท่านพี่ช่างมีอารมณ์สุนทรีย์นัก”
คำว่า ‘ท่านพี่’ นี้ ย่อมหมายถึงชุยหมิงรุ่ย
ส่วนที่ว่า ‘อารมณ์สุนทรีย์’... คงเป็นเพราะดูออกว่าสตรีในอ้อมกอดต้องพิษยาปลุกกำหนัด จึงคิดว่าที่เขาอุ้มนางไว้เพราะต้องการที่จะ...
เมื่อตระหนักถึงความหมายแฝงในวาจานั้น ชุยลิ่งเหยาแทบจะบรรยายความรู้สึกของตนเองไม่ถูก
ชุยหมิงรุ่ยเม้มริมฝีปาก …
“กระหม่อมมิกล้ารับคำเรียกขานเช่นนี้จากท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
ทุกคนต่างก็รู้ดี ว่าพระชายาเอกของอวี้อ๋องคือบุตรสาวสายตรงของจวนฉางผิงโหว และเป็นน้องสาวแท้ๆ ของชุยหมิงรุ่ย
เมื่อสามปีก่อน, อวี้อ๋องจัดงานใหญ่โต ตบแต่งคุณหนูจวนกวางผิงโหวเข้าเป็นชายารอง
แต่เพียงสองวันหลังงานมงคล ชายาเอกและชายารองต่างก็ตกน้ำ
ชายาเอกสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหัน… เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับในเมืองหลวง
ในฐานะพี่ชายของอดีตพระชายาผู้ล่วงลับ การที่ชุยหมิงรุ่ยจะเย็นชาต่อ ‘อดีตน้องเขย’ ผู้นี้ ย่อมเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
เซี่ยจิ้นไป๋คล้ายจะชินชากับท่าทีของคนตระกูลชุย สีหน้าจึงไร้ระลอกคลื่น เพียงเอ่ยเตือนว่า
“ก่อนจะทำการใด ให้คำนึงถึงอันหนิงด้วย”
ท่านหญิงอันหนิงคือธิดาของหย่งอ๋อง นับตามศักดิ์แล้วคือญาติผู้น้องของเซี่ยจิ้นไป๋, เมื่อสี่ปีที่แล้วนางแต่งเข้าจวนฉางผิงโหว และเป็นภรรยาเอกของชุยหมิงรุ่ย
คำเตือนนี้ หากเป็นคนสนิทกันพูด ย่อมเป็นความหวังดี แต่หากคำนี้เมื่อออกจากปากเซี่ยจิ้นไป๋... มีหรือชุยหมิงรุ่ยจะยอมรับน้ำใจ
แววตาของเขาเย็นชาลง แค่นหัวเราะคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“ท่านอ๋องโปรดวางพระทัย กระหม่อมย่อมมีความรอบคอบมากกว่าพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
กล่าวจบ… ก็ไม่สนใจสีหน้าที่แข็งค้างลงทันทีของเซี่ยจิ้นไป๋, เขากระชับอ้อมกอด แล้วก้าวเท้าเตรียมเดินเข้าห้องรับรอง
ในตอนนั้นเอง… ชุยลิ่งเหยาก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง นางกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก เอ่ยถามด้วยความยากลำบาก
“ผงเสน่ห์ยาแฝด... มียาแก้หรือไม่?”
หากจำเป็นต้องหลับนอนกับบุรุษ ฤทธิ์ยาถึงจะสลายไป เช่นนั้นนาง... คงปล่อยเซี่ยจิ้นไป๋ไปไม่ได้
เมื่อเทียบกับคนแปลกหน้าอย่างเสิ่นถิงอวี้และพวก นางยอมรับเซี่ยจิ้นไป๋ที่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งทางกายกันมาก่อนได้มากกว่า สมองที่มึนงงถึงขั้นคิดว่า ต่อให้ต้องเปิดเผยตัวตนตอนนี้ ก็ต้องรั้งตัวเซี่ยจิ้นไป๋แก้พิษยาให้ได้
ส่วนชุยหมิงรุ่ย... ต่อให้เปลี่ยนร่างใหม่ เขาก็ยังเป็นพี่ชายของนาง ย่อมไม่อยู่ในตัวเลือกผู้ถอนพิษ
นางถามด้วยท่าทางจริงจัง ราวกับไม่รู้ฤทธิ์ของผงเสน่ห์ยาแฝดจริงๆ แต่ยาตัวนี้นางเป็นคนหามาเองแท้ๆ
เมื่อเชื่อมโยงกับคำพูดและการกระทำที่ผิดปกติก่อนหน้านี้ของนาง เสิ่นถิงอวี้ก็เกิดความสงสัยขึ้นในใจ
ข้อสันนิษฐานบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว แต่สีหน้ายังคงนิ่งเฉยก่อนกล่าวว่า
“มิต้องใช้ยาแก้ เจ้าแค่ทนให้ผ่านสองชั่วยาม ฤทธิ์ยาจะสลายไปเอง… คำนวณจากเวลา ตอนนี้ก็ผ่านไปหนึ่งชั่วยามกว่าแล้ว”
ดังนั้น, นางเพียงแค่อดทนอีกหน่อย ฤทธิ์ยาก็จะหมดไป ไม่จำเป็นต้องหลับนอนกับบุรุษ
ชุยลิ่งเหยาวางใจลงอย่างสิ้นเชิง ศีรษะเอนซบลงกับอกพี่ชายอีกครั้ง
เซี่ยจิ้นไป๋ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มองส่งชุยหมิงรุ่ยอุ้มคนหายเข้าไปในห้องอย่างเร่งรีบ กลุ่มของเสิ่นถิงอวี้ก็ประสานมือคาราวะเพื่อขอตัว แล้วตามเข้าไปเช่นกัน
เมื่อเห็นเจ้านายยืนนิ่งไม่ไหวติง หลี่หยงที่อยู่ด้านหลังจึงก้มตัวลงเตือน
“ท่านอ๋อง ได้เวลาเข้าวังแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่รีบ”
เซี่ยจิ้นไป๋หันไปมองห้องรับรองห้องนั้น และสั่งการเสียงเรียบ
“ไปสืบดูว่าชุยหมิงรุ่ยไปมีความเกี่ยวข้องกับหลานสาวจวนเสิ่นกั๋วกงตั้งแต่เมื่อไหร่”
ดูจากท่าทางที่อุ้มคนขึ้นมาอย่างคล่องแคล่วนั่น หรือว่าคิดจะรับนางเป็นอนุจริงๆ?
อีกทั้งสตรีที่ชื่อเผยซูเหยาผู้นั้น สามารถถามถึงยาแก้พิษได้อย่างมีสติ แต่กลับไม่คิดจะทำความเคารพเขา
นางไม่เกรงกลัวฐานะของเขา และไม่หวาดหวั่นต่อบารมีอันเลื่องชื่อ
นี่คือปฏิกิริยาที่เป็นธรรมชาติของนาง มิใช่การจงใจแสร้งทำ…
ยิ่งเป็นเช่นนี้ ยิ่งไม่ปกติ
ตามปกติแล้ว, หากหลานสาวจวนกั๋วกงได้พบเขา ปฏิกิริยาตอบสนองต้องไม่เป็นเช่นนี้เด็ดขาด
เมื่อครู่พวกเขาสบตากันแวบหนึ่ง ในดวงตาที่เต็มไปด้วยแรงตัณหาคู่นั้น มีทั้งความตระหนก ความร้อนรน แต่สิ่งที่ไม่มีเลย... คือความยำเกรง
นางไม่กลัวเขาเลยสักนิด
ช่าง… น่าประหลาดนัก
ดวงตาคู่นั้น ทำให้เซี่ยจิ้นไป๋รู้สึกคุ้นเคยเกินไป
เขานึกย้อนไปถึงช่วงเวลาสามปีก่อน หลายครั้งที่เขากลั่นแกล้งนางจนเกินเลย ดวงตาของนางก็จะแดงระเรื่อเช่นนี้
นางจะลืมตามองเขาด้วยขนตาที่เปียกชื้น... ทำให้เขาอดไม่ได้ที่อยากจะจูบนาง อยากจะมอบความอ่อนโยนและหวานล้ำทั้งหมดที่มีให้
และเขาก็ทำเช่นนั้นจริงๆ...
ความหงุดหงิดที่ยากจะอธิบายพลันตีตื้นขึ้นมาในอก, มิใช่ความเจ็บปวดที่ตามติดดั่งเงาตามตัว แต่เป็นความหงุดหงิดรำคาญใจบางอย่าง
ความหงุดหงิดที่เหมือนถูกแย่งชิงของรัก ทั้งที่เขาอุตส่าห์ซ่อนมันลึกไว้ภายในใจ
เซี่ยจิ้นไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ยกมือกดหว่างคิ้วแน่น
เมื่อสามปีก่อน, ความหงุดหงิดเช่นนี้เขาคุ้นเคยยิ่งนัก เขารู้ดีว่ามันคือความหึงหวง
แต่หลังจาก... หลังจากที่นางจากไป เขาก็ไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้อีกเลย
เป็นเพราะคิดถึงนางมากเกินไปงั้นหรือ?
เพียงแค่ดวงตาที่คล้ายคลึงกันคู่หนึ่ง ถึงกับทำให้เขาเกิดความรู้สึกหึงหวงที่ไม่ควรเกิดขึ้นเช่นนี้