- หน้าแรก
- ข้ายกตำแหน่งให้ชายารอง แล้วท่านจะคลั่งไปไย
- บทที่ 5 ปรารถนาจะกลับบ้าน
บทที่ 5 ปรารถนาจะกลับบ้าน
บทที่ 5 ปรารถนาจะกลับบ้าน
“ข้าไม่ได้มีเจตนาจะขับไล่พวกเจ้าไป เพียงแต่พวกเจ้าปรนนิบัติข้ามานานหลายปี การคืนอิสระให้แก่พวกเจ้า… เป็นสิ่งที่ข้าตั้งใจไว้ตั้งนานแล้ว ทั้งยังเป็นการตอบแทนวาสนาผูกพันระหว่างนายบ่าวของเราด้วย”
ชุยลิ่งเหยาเค้นยิ้มบางพลางเอ่ยปลอบ
“แต่หากพวกเจ้ายังปรารถนาจะอยู่ปรนนิบัติข้างกายข้าต่อไป จะมีหนังสือสัญญาขายตัวหรือไม่… ย่อมมิแตกต่างกัน”
นี่นับเป็นการให้เกียรติอย่างสูง เซี่ยจือตื้นตันใจจนเกินจะพรรณนา นางรับหนังสือสัญญาขายตัวมาแล้วคุกเข่าโขกศีรษะขอบคุณ
“ลุกขึ้นเถอะ” ชุยลิ่งเหยาโบกมือเบาๆ พลางนวดขมับด้วยความอ่อนล้า
“ข้าเหนื่อยมาก อยากจะพักผ่อนเสียหน่อย อาหารเช้าก็ไม่ต้องเตรียมแล้ว”
“เจ้าค่ะ”
เมื่อคืนนี้, ภายในห้องนอนมีเสียงความเคลื่อนไหวแว่วดังอยู่เนิ่นนาน เจ้านายของนางคงมิได้ข่มตาหลับตลอดทั้งคืน ย่อมสมควรจะได้พักผ่อนให้เต็มที่
เซี่ยจือรับคำเตรียมจะถอยออกไป ทว่าพลันนึกสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามว่า
“หากพระชายารองหลี่มาเพื่อคารวะน้ำชาตอนเช้า จะต้องแจ้งหรือไม่เจ้าคะ?”
“นางไม่มาหรอก” ชุยลิ่งเหยาล้มตัวลงนอนอีกครา น้ำเสียงอู้อี้อยู่ใต้ผ้าห่ม
“หากนางมาจริงๆ เจ้าก็บอกให้นางกลับไปเสีย บอกนางว่าวันหน้าก็ไม่ต้องมาคารวะน้ำชาให้เสียเวลา”
นางเหนื่อยล้าเกินทน และไม่มีกะจิตกะใจจะไปเล่นเกมริษยาชิงดีชิงเด่นกับสตรีนางอื่นให้ปวดหัว
…..
การพักผ่อนครานี้ล่วงเลยไปจนถึงเพลาบ่ายคล้อย เสียงอิเล็กทรอนิกส์ในหัวก็เริ่มดัง
‘ซูซ่า...’
ระบบกำลังจะตื่นขึ้นแล้ว!
เซี่ยจือเข้ามาปรนนิบัติ พลางรายงานเสียงค่อย
“เมื่อเช้านี้พระชายารองหลี่มาหาจริงๆ เจ้าค่ะ บ่าวบอกนางตามที่คุณหนูสั่ง แต่นางกลับไม่ยอมรับน้ำใจ มองว่าคุณหนูจงใจปิดประตูมิให้เข้าพบ ยืนหน้าเขียวหน้าแดงอยู่ใต้ชายคาจวนอยู่ตั้งครึ่งชั่วยามกว่าจะยอมจากไป”
ชุยลิ่งเหยาที่ในหัวมีแต่ความคิดเรื่องจะตายอย่างไรให้ดูดี มิได้ใส่ใจคำรายงานนั้นเลยแม้แต่น้อย
เซี่ยจือลอบสังเกตสีหน้าเจ้านาย ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้แล้วกล่าวต่อ
“เมื่อเพลาเที่ยง ท่านอ๋องส่งคนมาถามว่าพระชายาตื่นหรือยัง ทั้งยังตรัสว่าวันนี้จะเสด็จกลับมาอยู่เป็นเพื่อนคุณหนูให้เร็วขึ้นด้วยเจ้าค่ะ”
เมื่อวานยามที่พระชายารองตบแต่งเข้าจวน บ่าวไพ่ที่ปรนนิบัติข้างกายต่างลอบปาดเหงื่อแทนเจ้านาย
ทว่ายามนี้เมื่อเห็นว่าท่านอ๋องมิได้เสด็จไปห้องหอในคืนเข้าหอ ทั้งยังตั้งใจจะกลับมาสมานรอยร้าวและฟื้นฟูความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา ย่อมไม่มีเรื่องใดจะน่ายินดีไปกว่านี้อีกแล้ว
ทว่าชุยลิ่งเหยาได้ยินเช่นนั้นกลับตระหนกตกใจ
“กลับมาเร็วขึ้นหรือ?”
เช่นนี้จะดีได้อย่างไร! ยามนี้ก็บ่ายคล้อยแล้ว หากเซี่ยจิ้นไป๋กลับมาไวเกินไป นางจะหาวิธีตายได้อย่างไรเล่า!
คิดได้ดังนั้นนางจึงรีบสั่งการอย่างเร่งร้อน
“เตรียมน้ำ ข้าจะอาบน้ำ”
นางปรารถนาจะกลับบ้านอย่างสะอาดหมดจด
หลังจากชำระล้างกายและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ นางเกล้ามวยผมอย่างลวกๆ
ทั่วทั้งร่างดูเรียบง่ายยิ่งนัก นอกจากปักปิ่นหยกเพียงเล่มเดียวบนศีรษะแล้ว ก็มิได้สวมเครื่องประดับใดๆ อีก
ชุยลิ่งเหยาเริ่มครุ่นคิดว่าตนเองควรจะเลือกวิธีตายอย่างไรดี…
จะหาพิษในยามกะทันหันเช่นนี้ ย่อมมิใช่เรื่องง่าย อีกทั้งในจวนอ๋องยังมีองครักษ์แน่นหนา หากถูกคนของเซี่ยจิ้นไป๋พบเข้า ก็จะเกิดปัญหาโดยไม่จำเป็น
แขวนคอตาย?
ลิ้นคงต้องจุกปาก หน้าตาดูอัปลักษณ์ยิ่ง ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกช่วยชีวิตไว้ได้ทันจนเสียแผนการ
กรีดข้อมือ?
รอมองดูโลหิตให้ไหลจนหมดสิ้น ก็ใช้เวลานานเกินไป และเสี่ยงต่อการถูกช่วยไว้อีกเช่นกัน
จุดไฟเผาตนเอง? ...ช่างเถอะ ถูกไฟเผาทั้งเป็นมันทรมานเกินไป
อีกประการ, หากถูกบ่าวผู้ภักดีช่วยออกไปได้แล้วไม่ตาย ทว่าร่างกายกลับเสียโฉมเพราะรอยไหม้จะทำอย่างไร เรือนที่งดงามถึงเพียงนี้ หากต้องถูกเผาทำลายไปก็น่าเสียดายนัก
ถ้าเช่นนั้น... กระโดดน้ำ? ในวันที่หนาวเหน็บเพียงนี้ กระโดดลงไปไม่นานคงถูกแช่แข็งจนสิ้นชีพ นับว่ารวดเร็วทันใจ
เพียงแต่...
ชุยลิ่งเหยาเอ่ยถามตงจือที่กำลังปรนนิบัติรับประทานอาหาร
“หิมะตกหนักมาสองวันแล้ว สระบัวหลังจวนเป็นน้ำแข็งไปแล้วหรือไม่?”
ตงจือชะงักไปครู่หนึ่ง
“เรื่องนี้บ่าวก็มิทราบเจ้าค่ะ”
พวกนางเป็นถึงสาวใช้ชั้นสูงที่ปรนนิบัติอยู่ข้างกายเจ้านาย ในวันหิมะตกเช่นนี้ หากไม่มีธุระย่อมไม่มีใครเดินออกไปข้างนอก
ชุยลิ่งเหยาวางตะเกียบแล้วลุกขึ้นยืน
“พวกเราไปดูกันเสียหน่อย”
หากน้ำในสระยังไม่เป็นน้ำแข็ง นางก็จะกระโดดลงไป, แต่ถ้าน้ำแข็งตัวแล้ว นางก็จะกลับมาเชือดคอตัวเองให้จบเรื่องจบราวอย่างรวดเร็ว
จะใช้กริชที่เซี่ยจิ้นไป๋เคยมอบให้นั่นแหละ ลงดาบเพียงคราเดียวก็ปลิดชีพ
สรุปคือ… นางต้องตายแน่นอน!
.…
กลางเหมันต์ฤดู
ท่ามกลางหิมะโปรยปราย ทั่วทั้งพสุธาขาวโพลนสะอาดตา
ชุยลิ่งเหยาสวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกตัวหนา ในมือถือเตาพกให้ความอบอุ่น โดยมีเพียงเซี่ยจือและตงจือติดตามมาด้วย
นายบ่าวทั้งสามมุ่งหน้าไปยังสระบัวหลังจวน เซี่ยจือและตงจือต่างพากันฉงนสนเท่ห์จนมิอาจหาคำตอบได้
สระบัวนั้นเป็นทัศนียภาพที่สมควรจะชื่นชมในฤดูคิมหันต์ แต่ยามนี้เป็นฤดูเหมันต์ บัวในสระเหี่ยวเฉาไปตั้งนานแล้ว ไฉนเจ้านายถึงต้องลำบากตรากตรำฝ่าลมหนาวมาดูว่าสระแข็งตัวด้วย?
หรือต่อให้ปรารถนาจะชมทัศนียภาพหิมะ อย่างน้อยก็น่าจะให้พวกนางเตรียมเตาถ่านและน้ำชาร้อนๆ มาด้วยเพื่อสร้างความอบอุ่น
ชุยลิ่งเหยาไม่มีเวลาจะมาใส่ใจเรื่องอื่น ระบบในหัวของนางเพิ่งจะตื่นขึ้นมาอย่างเต็มตัว
มันเอ่ยยืนยันกับนางอีกครา
【 โฮสต์แน่ใจนะว่าจะกลับไป? 】
ชุยลิ่งเหยาก้าวเดินต่อไปพลางตอบกลับผ่านกระแสจิต
“แน่ใจ”
【 ตกลง... พลังงานที่ใช้ส่งเธอกลับเพียงพอแล้ว เธอสามารถเลือกวิธีตายเพื่อละทิ้งโลกใบนี้ได้เลย 】
ยามที่ได้ยินประโยคนั้น ชุยลิ่งเหยาก็มาถึงขอบสระบัวพอดี
สระน้ำที่เคยงดงามไร้ที่ติในยามฤดูร้อน บัดนี้กลายเป็นน้ำแข็งไปเสียแล้ว…
ความหนามิอาจล่วงรู้ได้ แต่มันก็เป็นน้ำแข็งจริงๆ
ชุยลิ่งเหยารู้สึกผิดหวังที่เสียเวลาเดินมาโดยเปล่าประโยชน์ ทว่านางมิได้เสียดายเนิ่นนาน
ด้วยความรู้สึกที่อยากกลับบ้านดุจศรพุ่งออกจากแล่ง ทำให้นางตัดสินใจหันหลังกลับทันทีเพื่อไปเชือดคอตนเอง
ปลิดชีพตนเองแม้จะเจ็บปวดไปบ้าง แต่เพื่อจะได้กลับบ้าน นางก็ไม่อาจมัวมาพะวงเรื่องเล็กน้อย
เพียงแต่โลหิตที่พุ่งกระฉูดออกมาคงจะน่าสยดสยอง ทั้งห้องนอนคงจะทำความสะอาดยากลำบาก และต้องลำบากบ่าวไพ่ที่ปรนนิบัติอีก
ในระหว่างที่คิดฟุ้งซ่านไปเรื่อย ยามที่กำลังจะหันหลังกลับ หางตาพลันเหลือบไปเห็นเงาร่างของหลี่หว่านหรงที่หัวมุมถนนห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร
ทางนั้นเองก็เหลือบมาเห็นนางเช่นกัน สีหน้าของอีกฝ่ายแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะร้องเรียกเสียงหลง
“พี่หญิงก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือเจ้าคะ”
เมื่อเทียบกับนางที่มีสาวใช้ติดตามมาเพียงสองคน คนที่ติดตามอยู่เบื้องหลังหลี่หว่านหรงกลับมีจำนวนมากกว่านัก ทั้งสาวใช้และแม่นมรวมแล้วกว่าสิบชีวิต
บ้างก็ประคองเตาถ่าน บ้างก็ถือพู่กันหมึก กาน้ำชา และจอกชา ดูท่าทางคงเตรียมตัวมาจิบน้ำชาชมหิมะ
หากเกิดอารมณ์สุนทรีขึ้นมา ก็คงตั้งใจจะวาดภาพด้วยกระมัง?
ชุยลิ่งเหยาจำได้เลือนลางว่า วิชาภาพวาดของหลี่หว่านหรงนั้นนับเป็นที่เลื่องลือในหมู่คุณหนูสูงศักดิ์แห่งนครหลวง
เพียงอึดใจเดียว อีกฝ่ายก็เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้านาง…
คืนเข้าหอถูกละเลยเช่นนั้น หลี่หว่านหรงจะมีความสุขได้อย่างไร ยามนี้เมื่อได้เห็นตัวต้นเหตุ รอยยิ้มที่มุมปากจึงแฝงไปด้วยไอเย็นยะเยือกอยู่หลายส่วน
“เมื่อเช้านี้น้องหญิงตั้งใจจะไปคารวะพี่หญิง ทว่ากลับถูกปฏิเสธมิให้เข้าพบ คาดว่าเมื่อคืนพี่หญิงคงจะเหนื่อยล้าจนลุกไม่ขึ้นกระมัง ไฉนตอนนี้ถึงยังมีเรี่ยวแรงออกมาเดินเล่นได้ล่ะเจ้าคะ”
นี่คือการกล่าวโทษว่านางมิได้วางตัวเป็นนายหญิงผู้มีเมตตา จงใจละเลยระเบียบ และกลั่นแกล้งพระชายารองที่เพิ่งตบแต่งเข้าจวน
ชุยลิ่งเหยาจิตใจมุ่งตรงแต่การกลับบ้าน ย่อมไม่มีเวลาจะมาต่อปากต่อคำด้วย ฟังวาจาจบก็เพียงพยักหน้าส่งๆ
“ข้าจะกลับแล้ว”
นายหญิงผู้เป็นภรรยาเอกอย่างถูกต้อง ยามพบกับอนุในจวนของตนเอง ปฏิกิริยาแรกกลับเป็นการรีบหลบเลี่ยงไปให้พ้นๆ
สายตาของสาวใช้และแม่นมข้างกายหลี่หว่านหรงพลันแปรเปลี่ยนไปทันที ชัดเจนว่าพวกนางมิคาดคิดว่าบุตรสาวสายตรงแห่งจวนโหวผู้ยิ่งใหญ่ ตบแต่งเข้าจวนอ๋องดูแลบ้านมานานถึงสามปี กลับมีนิสัยที่อ่อนแอได้ถึงเพียงนี้
ชุยลิ่งเหยามิล่วงรู้ว่าคนพวกนั้นคิดสิ่งใด พอกล่าวจบก็หมุนกายเตรียมจะจากไป
“ช้าก่อน!”
หลี่หว่านหรงเริ่มหัวเราะเหยียด
“ในวันมงคลของน้องหญิง พี่หญิงยังกล้าใช้วิธีชั้นต่ำชิงความโปรดปราน แต่เหตุใดยามนี้ถึงมาทำท่าทีระแวดระวังให้เสียเวลาล่ะเจ้าคะ”
วาจานี้เยาะหยันที่กังวานเช่นนี้ ทว่าคนที่เดินอยู่เบื้องหน้ากลับแสร้งทำประหนึ่งไม่ได้ยิน ฝีเท้ามิหยุดลงแม้เพียงนิด
นางไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย…
ต้องอยู่เฝ้าห้องหอเพียงลำพังมาทั้งคืน ยามเช้าก็ถูกปิดประตูใส่หน้า
หลี่หว่านหรงที่ถูกเพิกเฉยซ้ำแล้วซ้ำเล่า สีหน้าพลันกลายเป็นเขียวคล้ำ สั่งการคนข้างกายทันที
“ขวางนางไว้!”