- หน้าแรก
- ข้ายกตำแหน่งให้ชายารอง แล้วท่านจะคลั่งไปไย
- บทที่ 4 เจ้านึกเสียใจภายหลังหรือไม่?
บทที่ 4 เจ้านึกเสียใจภายหลังหรือไม่?
บทที่ 4 เจ้านึกเสียใจภายหลังหรือไม่?
เซี่ยจิ้นไป๋โน้มใบหน้าลงจนหน้าผากแนบชิด น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาคล้ายรำพึง
“ทรมานหรือไม่?”
ทรมานหรือ? ชุยลิ่งเหยาเหยียดยิ้ม
“หากท่านอ๋องหมายถึงเรื่องที่ทรงยกย่องสตรีใหม่ แล้วเหยียบย่ำเกียรติของหม่อมฉันกลางโถงรับรองละก็… ย่อมต้องรู้สึกทรมานเป็นธรรมดาเพคะ”
“เจ้าก็รู้อยู่เต็มอก ว่าเปิ่นหวังหมายถึงสิ่งใด” เมื่อเห็นท่าทีประชดประชันของนาง แววตาของเซี่ยจิ้นไป๋ก็ไหววูบไปครู่หนึ่ง
“จะมาทรมานเรื่องใดกัน วันนั้นเปิ่นหวังก็เคยถามเจ้าแล้ว”
ใช่แล้ว... เขาเคยถามนางจริงๆ
นับตั้งแต่อวยยศเป็นอ๋องเมื่อหนึ่งปีก่อน เขาก็ยิ่งมีภาระรัดตัวขึ้นทุกวัน เวลาที่เสด็จกลับจวนก็ยิ่งดึกดื่น และมักจะพกพาความเร่งรีบไว้ในสีหน้าเสมอ
วันหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อน, เป็นโอกาสหาได้ยากยิ่งที่เขาจะกลับจวนไว และตรงมายังเรือนหลัก
ทว่าหลังจากสนทนากันเพียงไม่กี่คำ สีหน้าของเขาก็ฉายแววลังเล
ภายใต้การเค้นถามของนาง ในที่สุดเขาก็เอ่ยถึงเรื่องที่อยากรับ ‘หลี่หว่านหรง’ เข้ามาเป็นพระชายารอง
เขาคือโอรสสายตรงเพียงคนเดียวของฮองเฮาองค์ปัจจุบัน, พระเชษฐาทั้งสามที่อายุล่วงเลยวัยยี่สิบปีเศษแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นเพียงองค์ชายไร้อำนาจ
ส่วนเขานั้นเพียงผ่านพิธีสวมมงกุฎได้ไม่นาน ก็ได้รับยศอ๋องจากความดีความชอบในศึกสงคราม เหลือเพียงก้าวเดียวก็จะถึงตำแหน่งรัชทายาท
ฐานะสูงศักดิ์ ผลงานเกรียงไกร สิ่งเดียวที่ผู้คนนำมาตำหนิได้… คือเขายังไร้ซึ่งทายาทสืบสกุล
หากปรารถนาจะเป็นเจ้าแผ่นดิน การไร้บุตรสืบบัลลังก์นับว่ามิเหมาะสมอย่างยิ่ง และพวกเขาแต่งงานกันมาสองปีแล้ว ทว่าครรภ์ของนางกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ
แรงกดดันนั้นย่อมมิต้องเอ่ยถึง มิใช่เพียงเหล่ากุนซือและขุนนางใต้บังคับบัญชาที่ร้อนใจ แม้แต่ฮองเฮาเองก็ทรงร้อนรนจนเรียกนางเข้าวังไปตำหนิสั่งสอนอยู่หลายหน
กระทั่งฮ่องเต้ผู้มิเคยสอดส่องเรื่องหลังบ้านของโอรส ก็เริ่มแสดงท่าทีมิพึงพอใจออกมาให้เห็นจางๆ
ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น ยามที่เขาเสนอจะรับพระชายารองเข้าจวน แล้วนางจะคัดค้านได้อย่างไร?
อีกทั้งตัวนางเองก็กำลังนับถอยหลัง… เมื่อถึงเวลา นางก็จะละทิ้งโลกใบนี้ไป มิเคยคิดจะครองคู่กับเขาไปชั่วชีวิต
ดังนั้นยามที่เขาเริ่มปริปาก นางจึงพยักหน้าตกลงด้วยรอยยิ้ม มิได้แสดงความไม่พอใจออกมาแม้เพียงนิด
ทว่าภายในทรวงกลับอดที่จะทอดถอนใจมิได้...
[ค่าความรักเต็ม 100%]
มันก็เท่านี้เอง…
หลังจากเขาได้เป็นอ๋อง กลับมิอาจรักษามันไว้ได้ถึงหนึ่งปีเสียด้วยซ้ำ
ยังดีที่ชุยลิ่งเหยามิเคยฝากหัวใจไว้กับเรื่องรักใคร่เสน่หาเหล่านั้น นางเป็นคนมีเหตุผล รู้ความ และใจกว้าง
เมื่อยอมให้หลี่หว่านหรงเข้าจวน ฮองเฮาก็เปลี่ยนท่าทีจากที่เคยเข้มงวด มาเป็นแย้มสรวลชมเชยว่านางใจกว้างดุจมหาสมุทร นับเป็นแบบอย่างของภรรยาเอกโดยแท้
ยามนี้, เมื่อได้ยินเขาเอ่ยถึงเรื่องราวในวันวานอีกครา และสบเข้ากับดวงตาที่ลุ่มลึกคู่นั้น นางก็คร้านจะวิเคราะห์อารมณ์ของเขาอีก จึงเพียงกล่าวไปเรียบๆ ว่า
“ใช่เพคะ, ตอนนั้นท่านอ๋องถามหม่อมฉันแล้ว และเป็นหม่อมฉันเองที่อนุญาต”
“แล้วยามนี้เล่า” เซี่ยจิ้นไป๋จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง
“ยามนี้... เจ้านึกเสียใจภายหลังหรือไม่?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ในใจของชุยลิ่งเหยาพลันเกิดความรู้สึกขบขันที่แสนร้ายกาจ
หลี่หว่านหรงได้กลายเป็นพระชายารองของเขาไปแล้ว นางจะเสียใจหรือไม่… แล้วจะเปลี่ยนสิ่งใดได้? เขาจะขับไล่อีกฝ่ายออกไปหรือ?
อีกประการหนึ่ง, หากเขาไม่อยากแต่ง ต่อให้นางพยักหน้าในวันนั้นจะมีประโยชน์อันใด ชัดเจนว่าตัวเขาเองก็อยากต้อนรับคนใหม่แท้ๆ กลับทำท่าทีเหมือนเป็นความผิดของนาง
ไฉนความผิดฐานทรยศต่อความรู้สึก จึงต้องโยนมาให้นางแบกรับเพียงผู้เดียวด้วย?
หากยามนี้นางแสดงความริษยาและเสียใจออกมา เขาจะยินดีกว่านี้หรือ?
ตนเองต้อนรับคนใหม่เข้ามา ก็อยากให้อีกคนตกอยู่ในบ่วงรักและทรมานเจียนตาย?
ช่างน่า...
ชุยลิ่งเหยาข่มโทสะอย่างสุดกำลัง สูดลมหายใจลึกแล้วกล่าวว่า
“ในเมื่อเรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว น้องหญิงก็แต่งเข้าจวนมาแล้ว ท่านอ๋องควรปฏิบัติต่อนางให้ดีเพคะ”
ควรปฏิบัติต่อนางให้ดี...
ภายใต้ม่านมุ้ง บรรยากาศพลันนิ่งงัน เงียบกริบราวกับสรรพสิ่งดับสูญ
เหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสองที่ยังคงพัวพัน เนิ่นนานกว่าที่มุมปากอันแข็งทื่อของเซี่ยจิ้นไป๋จะเค้นรอยยิ้มออกมา
“เจ้า... ช่างใจกว้างยิ่งนัก!” เขาเค้นถ้อยคำผ่านซอกฟัน
รอยยิ้มนี้ประหนึ่งแฝงไปด้วยไอสังหารเย็นเยียบ ทำเอาชุยลิ่งเหยารู้สึกขนลุกซู่
“ท่านอ๋องกริ้วเรื่องใดเพคะ หม่อมฉันกล่าวคำใดผิดไป?” นางห่อไหล่อย่างระมัดระวัง
“หามิได้… พระชายากล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก เปิ่นหวังย่อมต้องปฏิบัติต่อหรงเอ๋อร์ให้ดีแน่นอน” แววตาของเซี่ยจิ้นไป ระยับด้วยรอยยิ้มที่เข้มข้นขึ้น
“ทว่าเปิ่นหวังก็มิควรละเลยภรรยาผู้แสนดีเยี่ยงเจ้าเช่นกัน”
สิ้นเสียงนั้น… เขาพลันวาดวงแขนขึ้น ภายในม่านมุ้งก็บังเกิดเสียงฉีกขาดของผ้าไหมเนื้อดีดังลั่น
ดวงตาของชุยลิ่งเหยาเบิกกว้าง!
นางมิทันได้ตั้งตัว ริมฝีปากก็ถูกปิดสนิท รวมถึงเสียงอุทานที่กำลังจะเล็ดลอดออกมาก็ถูกอุดไว้เช่นกัน
เซี่ยจิ้นไป๋ล็อกท้ายทอยนางไว้แน่น มิยอมให้นางหลบเลี่ยง
รอยจุมพิตที่โถมเข้าใส่ แฝงไว้ด้วยความรุนแรงดุร้าย ประหนึ่งจะฉีกกระชากนางให้เป็นชิ้นๆ
ตลอดทั้งคืนนั้น…
พายุฝนกระหน่ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คล้ายกับต้องการจะบดขยี้ชุยลิ่งเหยาให้แหลกลาญ
ตอนแรกนางยังพยายามข่มกลั้นไว้ ทว่าภายหลังก็มิอาจทนไหว จึงพยายามผลักไสเขาเต็มกำลัง
แต่บุรุษที่อยู่เบื้องบนกลับมิหลงเหลือความอดกลั้นหรือการควบคุมตนเองเหมือนในวันวานแม้แต่น้อย… เขาแปรเปลี่ยนเป็นอสูรร้ายที่พร้อมจะกัดกินคนทั้งเป็น
ในหลายชั่วอึดใจนั้น, ชุยลิ่งเหยาถึงกับรู้สึกว่าตนเองอาจมิมีวาสนาได้เห็นแสงอรุณของวันใหม่
นางอาจจะดับสูญไปในอ้อมกอดของเขา... ก่อนคืนที่จะได้กลับบ้านเพียงคืนเดียว
จนกระทั่งแสงรำไรเริ่มปรากฏที่ขอบฟ้า ความอึดอัดบนร่างพลันมลายหาย ทำให้นางพอกลับมาหายใจได้อีกครา
มือที่โอบกอดเอวเริ่มคลายออก ชุยลิ่งเหยาที่สิ้นเรี่ยวแรงนอนฟุบลงบนฟูก ใบหน้าครึ่งหนึ่งจมลงในหมอน
เซี่ยจิ้นไป๋ค้ำตัวขึ้น ยื่นมือไปเชยคางนาง ทอดสายตามองสตรีที่ใบหน้าแดงระเรื่อและแววตาเลื่อนลอย
มุมปากของเขาพลันหยักโค้งเป็นรอยยิ้ม
“ยามนี้แหละที่เจ้าว่าง่ายที่สุด”
ขนตาของชุยลิ่งเหยาสั่นไหวแผ่วเบา หยาดน้ำตาใสสะอาดร่วงรินจากดวงเนตร
“เหตุใดจึงร้องไห้” เซี่ยจิ้นไป๋ปัดน้ำตาให้นางพลางหัวเราะเบาๆ
“ดื่มน้ำชาสักหน่อยแล้วค่อยร้องต่อ ดีหรือไม่?”
วาจาเยาะหยันและเสียงหัวเราะที่ยากจะหยั่งถึง เสียดแทงเข้าหูทุกถ้อยคำ
นิ้วมือเรียวจิกลงบนหมอนนุ่มจนเกือบฉีกขาด
ในปีที่ผ่านมา, ชุยลิ่งเหยาเคยจินตนาการไว้หลายครา ว่าคืนสุดท้ายก่อนจากไป ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาจะเป็นอย่างไร
นางมิใช่คนใจหิน ยามต้องจากลาย่อมมีความรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง คงจะกล่าวถ้อยคำหวานหู ทิ้งความทรงจำที่นุ่มนวลละมุนละไมไว้ให้แก่เขา
ทว่าหลังจากทราบข่าวเรื่องการแต่งพระชายารอง นางก็คิดว่าความอ่อนโยนเหล่านั้นคงมิหลงเหลือแล้ว
ในเมื่อเขามีโฉมงามคนใหม่ นางก็เพียงปลีกตัวจากโลกใบนี้ไปเสีย พวกเขาจะได้มิมีสิ่งใดติดค้างกันอีก
แต่ไม่ว่าอย่างไร… ชุยลิ่งเหยาก็มิเคยคาดคิดว่าคืนสุดท้ายของพวกเขา จะเต็มไปด้วยความอัปยศถึงเพียงนี้
“มิต้องร้อง” เซี่ยจิ้นไป๋โน้มลงมาจุมพิตนางอีก
“ข้ามิได้ทำรุนแรงกับเจ้าถึงเพียงนั้น จะร้องไห้ทำไมกัน?”
นอกจากตอนแรกที่หนักมือไปบ้าง หลังจากนั้นเขาก็มิได้รังแกนางแต่อย่างใด อย่างมากก็แค่ตามใจตนเองโดยมิได้หยุดพัก
เขารั้งนางเข้ามาในอ้อมกอด ลูบไล้ไปตามแผ่นหลังจนถึงเอวคอด พลางนวดเฟ้นเบาๆ ให้ผ่อนคลาย
“หากเหนื่อยนัก วันนี้ก็มิต้องออกไปไหน พักผ่อนอยู่ในเรือนเถอะ”
ชุยลิ่งเหยาปิดตาแน่น มิได้เอ่ยวาจาใด
เซี่ยจิ้นไป๋นวดเอวให้นางอยู่ครู่หนึ่ง…
ยามนี้ท้องฟ้าภายนอกสว่างโร่แล้ว เมื่อเห็นว่าสตรีในอ้อมกอดมิใส่ใจตน เขาก็ลอบทอดถอนใจ
“เอาเถอะ เจ้าพักผ่อนเสีย”
เขาเหน็ดเหนื่อยมาทั้งคืน ทว่ายังต้องไปเข้าเฝ้าเช้า
เซี่ยจิ้นไป๋เลิกผ้าห่มลงจากเตียง โดยมิได้เรียกนางกำนัลเข้ามาปรนนิบัติ
เขาจัดการสวมใส่อาภรณ์ด้วยตนเองจนเรียบร้อย เมื่อหันกลับไปพบว่าสตรีบนเตียงยังคงอยู่ในท่าเดิมมิไหวติง
ท่านอ๋องขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางก้าวเข้าไปใกล้
“เจ้าโกรธเคืองเรื่องใด? เจ้าและข้าเป็นสามีภรรยา ต่อให้เกินเลยไปบ้าง แต่มีสิ่งใดมิควร?”
มิมีผู้ใดขานตอบวาจานั้น สตรีบนเตียงยังคงทำตัวประหนึ่งร่างไร้วิญญาณ
เซี่ยจิ้นไป๋เริ่มไม่พอใจ ทว่าเขาก็มิอาจทำสิ่งใดกับนางได้ จึงได้แต่โน้มกายลงไปกล่าวว่า
“เลิกโกรธเถอะ ขากลับข้าจะซื้อขนมหยุนเพี่ยนมาฝาก”
ในกาลก่อน, หลังจากทั้งสองหมั้นหมายกัน องค์ชายผู้สูงส่งและเย็นชากลับเรียนรู้วิธีการเอาใจสตรีได้เอง ทั้งยังรู้จักซื้อของอร่อยมาฝาก
เพียงแต่ภายภาคหน้า... คงจะไม่มีขนมหยุนเพี่ยนอีกต่อไปแล้ว
วาสนาในชาตินี้ของพวกเขา จบสิ้นลงเพียงเท่านี้
.........
หลังจากเซี่ยจิ้นไป๋จากไปได้ไม่นาน เซี่ยจือก็เดินเข้ามา
เมื่อเห็นเจ้านายบนเตียงมีหยาดเหงื่อซึมตามไรผม ใบหน้าของนางก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มยินดี
“ในใจของท่านอ๋องยังมีพระชายาอยู่จริงด้วย เพราะในคืนที่รับพระชายารองเข้าจวน กลับเสด็จมาที่เรือนหลัก… มิมีเรื่องใดที่จะทำให้สตรีผู้หนึ่งเสียหน้าได้ มากไปกว่าการต้องอยู่ห้องหอเพียงลำพังในคืนวิวาห์อีกแล้ว, เมื่อเทียบกันเช่นนี้ สุราจอกนั้นจะนับเป็นอันใด”
ชุยลิ่งเหยามิได้ใส่ใจคำพูดของนาง ทว่าออกคำสั่งเสียงเรียบ
“ไปหยิบกล่องที่อยู่ใต้โต๊ะเครื่องแป้งมา”
ในฐานะสาวใช้ที่ติดตามมาแต่จวนเดิม เซี่ยจือย่อมรู้ดีว่าภายในนั้นบรรจุสิ่งใดไว้
กล่องไม้จันทน์ทรงเหลี่ยมขนาดพอเหมาะมือ มีแม่กุญแจคล้องไว้สองดอก…
บุตรสาวสายตรงจวนฉางผิงโหวแต่งเข้าสู่ราชวงศ์ สินเดิมย่อมมิใช่น้อยๆ แค่บ่าวไพ่ที่ติดตามมา ก็มีนับหลายสิบคนแล้ว หนังสือสัญญาขายตัวล้วนอยู่ในนั้นทั้งสิ้น
ชุยลิ่งเหยาเปิดกล่องออก พลิกหาแผ่นกระดาษท่ามกลางปึกสัญญาหนาเตอะ แล้วส่งให้เซี่ยจือสองสามแผ่น
“นี่คือสัญญาของเจ้า ของตงจือ และคนอื่นๆ อีกสองสามคน, ข้ามิอยากเรียกพวกนางให้เข้ามาทีละคน เจ้าเอาไปแจกจ่ายให้พวกนางเถิด”
เซี่ยจือตระหนกตกใจจนหน้าถอดสี
“คุณหนูจะไล่พวกเราไปหรือเจ้าคะ?!”