- หน้าแรก
- เทพกระบี่ไร้เทียมทาน
- บทที่ 51 มองท้องฟ้าจากก้นบ่อ
บทที่ 51 มองท้องฟ้าจากก้นบ่อ
บทที่ 51 มองท้องฟ้าจากก้นบ่อ
“ชนะการประลองระดับสำนัก เป็นอันดับหนึ่งงั้นหรือ” แววตาหยางเสี่ยวเทียนหรี่ลงขณะพึมพำเชิงสงสัย
หูซิงหมุนตัวกลับมาประจัญหน้ากับเขา และกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
“ใช่ หากเจ้าสามารถเป็นที่หนึ่งในการประลองระดับสำนักได้ นั่นหมายถึงเจ้าต้องสามารถเอาชนะข้าก่อน”
จากนั้นเขาก็หัวเราะเสียงดังลั่น “ฮ่าๆๆ แต่น้ำหน้าอย่างเจ้าจะสามารถเป็นที่หนึ่งในการประลองระดับสำนักได้งั้นหรือ ฮ่าๆๆ”
“ชาตินี้เจ้าคงหมดหวังแล้วกระมัง แต่ชาติหน้า อาจมีโอกาสก็เป็นได้ ฮ่าๆๆ”
หลังได้กล่าวออกมาอย่างสาแก่ใจ รอยยิ้มมุมปากก็พลางยกขึ้นพร้อมเตรียมหันตัวเดินจากไปด้วยไม่คิดแยแส
“อีกสองปี ข้าจะเอาชนะเจ้า!” หยางเสี่ยวเทียนมองตามหลังของหูซิงขณะลั่นวาจาสีหน้าเคร่งขรึมอย่างหาได้เกรงกลัวไม่
หูซิงผู้กำลังก้าวเท้าเดินไปก็พลันชะงักหยุด ก่อนระเบิดเสียงหัวเราะสนั่นทันที รวมทั้งเฉินหงศิษย์เฝ้าประตู ก็พลางขบขันตัวโยนจนฟันแทบหลุดจากปาก กับวาจาห้าวหาญไม่ทะนงตนของเขา
“น้ำหน้าอย่างเจ้าน่ะหรือ จะเอาชนะข้าในอีกสองปี” หูซิงเพียงหันเหลือบมองหยางเสี่ยวเทียนราวกับกำลังมองตัวตลกคนหนึ่ง
“เจ้ารู้หรือไม่ ว่าศิษย์พี่หูอยู่ในขั้นพลังใด” เฉินหงยิ้มเย้ยหยันแก่หยางเสี่ยวเทียนผู้ไม่เจียมกะลาหัว
เป็นเพียงศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนัก กลับกล้าป่าวประกาศโอ้อวดอยากจะเอาชนะหูซิงในอีกสองปีข้างหน้า
เจ้าเด็กนี่บ้าจริงๆ หรือสมองมันพิกลกันแน่!
หากไม่คิดเช่นนั้น เฉินหงก็ไม่รู้แล้วว่าเจ้าเด็กนี่กล้ากล่าววาจาสามหาวออกมาได้อย่างไร
หูซิงเหยียดยิ้มและกล่าวว่า “หยางเสี่ยวเทียน เจ้าควรเอาเวลาไปขบคิดเรื่องตัวเองดีกว่า ว่าอีกหนึ่งปีข้างหน้าจะอยู่ในสำนักต่อได้หรือไม่”
ภายในหนึ่งปี ไม่รู้ว่าหยางเสี่ยวเทียนจะสามารถเลื่อนระดับวิญญาณยุทธ์เข้าสู่ระดับเจ็ด แล้วได้อยู่ในสำนักเสินเจี้ยนต่อหรือต้องถูกไสหัวไปกันแน่ ใยยังกล้าทำตัวอวดดีเช่นนี้อีก
พอหูซิงกล่าวจบ เขาก็หันหลังเดินจากไปโดยไม่แยแสต่อสิ่งใด ราวกับหยางเสี่ยวเทียนไม่มีตัวตน
เมื่อมองยังหูซิงผู้กำลังเดินพ้นสายตาไป หยางเสี่ยวเทียนก็ยังคงมีท่าทีสงบ ไม่ได้หวาดกลัวกับคำพูดใดๆ ของหูซิงเลยแม้แต่นิด
เพราะเขาเข้าใจความแข็งแกร่งของหูซิงที่สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นราชันยุทธ์ได้เมื่อสองปีก่อนเป็นอย่างดี
และตอนนี้ คงอยู่ในระดับสองหรือสามของขั้นราชันยุทธ์แล้ว
แต่ด้วยความเร็วในการบำเพ็ญของหยางเสี่ยวเทียน แม้นเขาจะไม่ใช้โอสถวิญญาณสี่ประการก็ยังสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นราชันยุทธ์ได้ภายในหนึ่งปีแน่นอน
ทั้งเขายังฝึกฝนเคล็ดวิชามังกรแรกเริ่มซึ่งมีปราณแท้ของมังกรอีก ตราบใดที่เขาสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นราชันยุทธ์ได้ ก็สามารถเอาชนะหูซิงได้เช่นกัน
ดังนั้น เขาจะใช้เวลาเพียงสองปีในการเอาชนะหูซิง และขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของสำนักเสินเจี้ยน
คำป่าวประกาศของหยางเสี่ยวเทียนที่จะเอาชนะหูซิงในอีกสองปี ได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วทั้งสำนักเสินเจี้ยน
จนทั้งสำนักเสินเจี้ยนตอนนี้ ตกอยู่ในความแตกตื่นกับข่าวลือที่ว่า
“หยางเสี่ยวเทียนโพนทะนาจะเอาชนะศิษย์พี่หูซิงในอีกสองปีข้างหน้าจริงน่ะหรือ” หลังได้ยินสิ่งนี้ เฉิงเป้ยเป้ยก็อดยิ้มไม่ได้
นางหันไปกล่าวกับหยางจงว่า “ลูกพี่ลูกน้องของเจ้าคนนี้ช่างน่าสนใจจริงๆ”
หยางจงหน้าแดงด้วยอับอาย แล้วยกมือขึ้นแตะหน้าผากพร้อมส่ายศรีษะ “ตระกูลหยางของเราขายหน้าหมดแล้ว หยางเสี่ยวเทียนเจ้าทำอะไรลงไป”
เมื่อข่าวของหยางเสี่ยวเทียนผู้ประกาศตนจะเอาชนะหูซิงในอีกสองปี ถูกแพร่กระจายออกไป ทำให้หยางจงและหยางเสี่ยวเทียนกลายเป็นตัวตลกของสำนักทันที
หยางจงอับอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนีไปให้พ้นๆ เพราะไม่ว่าเขาจะเดินไปแห่งหนใด ก็ล้วนถูกหัวเราะเยาะทั้งนั้น
เมื่อหลินหยงได้ข่าวของหยางเสี่ยวเทียนที่ประกาศจะเอาชนะหูซิงในอีกสองปี เขาก็ยิ้มเยาะ “มองท้องฟ้าจากก้นบ่อ(กบในกะลา) ช่างไม่รู้จักประมาณตน!”
หยางเสี่ยวเทียนที่เพิ่งมาถึงสำนักเสินเจี้ยนเมื่อวาน
วันนี้ กลับโพนทะนาประจานตนเองว่าจะเอาชนะศิษย์เขาในอีกสองปีข้างหน้า หากให้อยู่ต่อไป อีกหน่อย จะมิโอหังจนกล้าประกาศเอาชนะเขาในฐานะเจ้าสำนักหรอกหรือ
ที่สุด หลินหยงก็ไม่มีความประทับใจที่ดีต่อหยางเสี่ยวเทียนเหลือเลยแม้แต่น้อย
เขากล่าวกับเฉินหยวนที่ยืนอยู่ข้างๆ “ข้าอยากเห็นนัก ว่าเขาจะเอาชนะลูกศิษย์ของข้าในสองปีได้อย่างไร”
เฉินหยวนที่ได้ยินดังนั้นจนรู้สึกเขินอายเผยปากพูดอันใดไม่ออก
จากนั้นไม่นาน เฉินหยวนก็มาถึงประตูสำนักเพื่อรับหยางเสี่ยวเทียนที่เข้าไม่ได้เพราะไม่มีเครื่องแบบ เมื่อมองยังหยางเสี่ยวเทียน เฉินหยวนก็ร้อนใจในสิ่งที่ได้ยินมาจึงเร่งถามเขา
“เสี่ยวเทียน ที่เจ้าประกาศจะเอาชนะหูซิงในอีกสองปีข้างหน้า เป็นความจริงงั้นรึ”
เขาสงสัยว่าอาจมีคนจงใจแกล้งหยางเสี่ยวเทียน แล้วเผยแพร่ข่าวลือนี้หรือไม่
“จริงขอรับ” หยางเสี่ยวเทียนพยักหน้าขณะเดินตามเขา
เฉินหยวนสำลักน้ำลายทันทีที่ได้ยินดังนั้น
ณ ตอนนี้ มันสายเกินกว่าที่เขาจะแก้ไขอะไรได้แล้ว จึงทำได้เพียงแนะนำให้หยางเสี่ยวเทียนฝึกฝนตนเองอย่างหนักเท่านั้น หลังจากแนะนำจบเขาก็หันหลังจากไป
หยางเสี่ยวเทียนมองยังเฉินหยวนที่กำลังหายลับตาไป โดยไม่เอ่ยวาจาใดออกมา
ระหว่างที่หยางเสี่ยวเทียนเดินผ่านเรือนพักของเกาลู่ เขาก็นึกสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ จึงเดินดุ่มเข้าไปขออาภรณ์ของสำนักจากเขาทันที