- หน้าแรก
- เทพกระบี่ไร้เทียมทาน
- บทที่ 50 สมาคมการค้าเคหสถาน
บทที่ 50 สมาคมการค้าเคหสถาน
บทที่ 50 สมาคมการค้าเคหสถาน
ในเวลาเดียวกัน หลินหยงและเฉินหยวนที่กำลังสนทนาเกี่ยวกับการประมูลโอสถสร้างฐานวิญญาณระดับสวรรค์ของเมืองซิงเยว่สีหน้าเคร่งเครียด
เนื่องเพราะสำนักเสินเจี้ยนต้องการชนะการประมูลโอสถสร้างฐานวิญญาณระดับสวรรค์ทั้งสิบสี่ชุด ทว่า ต้องมีหลายฝ่ายประมูลแข่งกับพวกเขาแน่นอน และการเสนอราคาคงจะดุเดือดมากเป็นแน่
หลินหยงใคร่ครวญจนปวดเศียร พลางกลัดกลุ้มทุกครั้งยามนึกถึงเรื่องนี้
แต่ทันใดนั้น เสียงชุลมุนวุ่นวายที่ดังออกจากสนามประลองกลับดึงดูดให้พวกเขาหันมาสนใจ จนลืมเรื่องเมื่อครู่
หลินหยงและเฉินหยวนใคร่สังสัยถึงสถานะการณ์ที่เกิดขึ้นในเสียงนั้น จึงพลันเอียงหูฟังอย่างตั้งใจ
“เฉินปิงเหยาแพ้แล้ว! เขาพ่ายแพ้ด้วยกระบวนท่าเดียว!”
“หยางเสี่ยวเทียนผู้อยู่ในระดับสี่ สามารถเอาชนะเฉินปิงเหยาด้วยมือเปล่าเพียงกระบวนท่าเดียว!”
“นี่มันเพลงมวยแบบไหนกัน”
น้ำเสียงตื่นเต้นของเหล่าศิษย์ที่ดังระงมออกไปข้างนอก ทำให้หลินหยงและเฉินหยวนตกใจเมื่อได้ยิน
อะไรนะ เฉินปิงเหยาพ่ายแพ้ในกระบวนท่าเดียวงั้นหรือ
ด้วยฝีมือของหยางเสี่ยวเทียนงั้นหรือ
หลินหยงรู้สึกประหลาดใจ จึงสั่งศิษย์ที่เดินอยู่แถวนั้นไปตามหูซิงให้เข้ามาพบ
หูซิงผู้ถูกเรียก ได้ปรี่มาหาหลินหยงเพียงเวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา เขายกมือประสานหมัดทำความเคารพก่อนเริ่มต้นสนทนา
หูซิงอธิบายถึงเหตุการณ์ในการประลองอย่างละเอียด มิช้าก็พลันกล่าวว่า “หยางเสี่ยวเทียน ดูเหมือนจะล่วงรู้กระบวนท่าของเฉินปิงเหยาเป็นอย่างดี เขาคงศึกษากระบวนท่าเพลงกระบี่เหล็กนิลมาแล้ว จึงสามารถเอาชนะเฉินปิงเหยาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้”
เฉินหยวนผู้นั่งฟังพลันเกิดความสงสัย ว่ามันจะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร “แต่เขาพึ่งมา ไฉนจะล่วงรู้กระบวนท่าได้ ไว้ข้าจะถามหยางเสี่ยวเทียนเองเมื่อมีโอกาส”
จากนั้นเขาหันมายิ้มอมภูมิให้หลินหยงแล้วเอ่ยว่า “ข้าไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะสามารถเอาชนะเฉินปิงเหยาได้จริงๆ”
“ฮึ! แค่ชนะเฉินปิงเหยาได้ มันน่าภูมิใจตรงไหนกัน” หลินหยงโบกแขนเสื้อสะบัดขึ้นพลางส่ายศรีษะ
หยางเสี่ยวเทียนออกจากสนามประลองหลังได้ของที่ต้องการ ซึ่งไม่ได้กลับยังเรือนพักศิษย์แต่อย่างใด
เขาปรี่ไปถึงประตูหน้าสำนักมุ่งหน้าเข้าเมือง เสาะหาสมาคมการค้าเฟิงยวินสาขาเมืองเสิ้นเจี้ยน
เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุด เขาจึงต้องรีบนำโอสถสร้างฐานวิญญาณระดับสูงสุดไปขาย เพื่อส่งเงินให้บิดามารดา
อีกทั้งยังต้องการสอบถามราคาเคหสถานในเมืองเสินเจี้ยน เพื่อวางแผนจะซื้อเรือนใหม่หนึ่งหลัง
ถือเป็นเรื่องดี ที่สำนักเสินเจี้ยนไม่ได้มีข้อจำกัดให้ศิษย์ต้องอาศัยอยู่ในเรือนพักศิษย์ของสำนักเท่านั้น ซึ่งหากเขามีเรือนพักส่วนตัวในเมืองเสินเจี้ยนเป็นของตนเอง มันก็จะง่ายต่อการฝึกฝนของเขาในอนาคต
เมื่อหยางเสี่ยวเทียนมาถึงสมาคมการค้าเฟิงยวินประจำเมืองเสินเจี้ยน เขาก็ขายโอสถสร้างฐานวิญญาณระดับสูงสุด ในราคาหนึ่งพันหนึ่งร้อยเหรียญทอง
จากนั้นตรงไปยังสมาคมการค้าเคหสถานของเมือง และสอบถามเกี่ยวกับราคาเรือนต่างๆ ที่ประกาศขายในเมืองเสินเจี้ยนแห่งนี้
หลังได้คำตอบ หยางเสี่ยวเทียนก็ตกใจทันที เพราะเรือนที่ดีในเมืองเสินเจี้ยนอย่างต่ำก็มีราคาสี่หมื่นหรือห้าหมื่นเหรียญทองขึ้นไป
แต่หากเป็นเรือนที่ตั้งอยู่ใกล้กับสำนักเสินเจี้ยน ราคาจะยิ่งสูงขึ้นไปอีกอย่างต่ำก็ราวๆ หนึ่งแสนเหรียญทอง
“หนึ่งแสนงั้นหรือ” หยางเสี่ยวเทียนฝืนยิ้มอย่างขมขื่น ในตอนนี้ ทั้งตัวเขามีเหรียญทองเพียงสามหมื่นเหรียญเท่านั้น
เหรียญทองจำนวนนี้ ถือเป็นเงินก้อนใหญ่มากหากอยู่ในเมืองซิงเยว่ อาจเรียกได้ว่ามีเพียงเจ้าเมืองเท่านั้นที่มีโอกาสสัมผัสมัน ถึงกระนั้นแม้นเป็นเจ้าเมืองก็มิแน่ว่าจะมีมากมายเช่นเขามั้ย
แต่ทว่า ในเมืองเสินเจี้ยนแห่งนี้ กลับเป็นเพียงเงินจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ว่าตระกูลน้อยใหญ่ต่างก็สามารถสัมผัสมันได้
ดูเหมือนว่าเขาจะไม่อาจอยู่เฉยได้อีแล้ว ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหาเงิน
จะหลอมโอสถสร้างฐานวิญญาณระดับสวรรค์และขายมันอีกครั้งดีหรือไม่ หลังจากขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง หยางเสี่ยวเทียนก็ตัดสินใจจะหลอมโอสถขั้นเซียนเทียน เพราะราคาของโอสถขั้นเซียนเทียนนั้นสูงกว่า
ทั้งยังใช้จำนวนน้อย แต่ได้เงินเป็นจำนวนมากในการขายแต่ละเม็ด เช่น โอสถขั้นเซียนเทียนหนึ่งเม็ดเทียบเท่ากับโอสถสร้างฐานวิญญาณระดับสูงสุดราวสิบชุด
ทว่าตอนนี้ สมุนไพรที่จะหลอมโอสถวิญญาณสี่ประการกลับหาได้ยากมาก ดังนั้นหยางเสี่ยวเทียนจึงมองหาโอสถที่ดีในลำดับถัดไป นั่นคือโอสถวิญญาณหลงหู่
เพราะสมุนไพรที่ใช้หลอมโอสถวิญญาณหลงหู่นั้นหาได้ง่าย ทั้งยังสิ้นเปลืองน้อยและการหลอมก็ง่ายกว่าด้วย
หลังตัดสินใจได้อย่างนั้น เขาก็ซื้อสมุนไพรสำหรับหลอมโอสถวิญญาณหลงหู่กลับมาด้วยจำนวนมาก และส่งเงินที่ได้จากการขายโอสถสร้างฐานวิญญาณระดับสูงสุดให้บิดามารดาของตน แล้วจึงกลับสำนักเสินเจี้ยน
แต่ขณะที่เขากำลังจะเดินเข้าประตูของสำนักเสินเจี้ยน ก็ดันถูกขวางไม่ให้เข้าโดยเฉินหง ศิษย์เฝ้าประตูสำนัก
หยางเสี่ยวเทียนจึงอธิบาย ว่าเขาเป็นศิษย์ใหม่ของสำนักเสินเจี้ยน แต่เฉินหงก็ไม่สนใจในสิ่งที่เขาชี้แจงแต่อย่างใด “ตามกฎของสำนักแล้ว เจ้าไม่สามารถเข้าได้ หากไม่สวมอาภรณ์ของสำนัก”
“มีปัญหาอะไรงั้นหรือ” ในเวลานั้นเอง เสียงตะโกนถามจากคนผู้หนึ่งก็พลันดังขึ้น มันคือเสียงของหูซิงซึ่งกำลังเดินมาจากถนนที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย และเห็นได้ชัดว่าเขาก็ออกไปข้างนอกแล้วเพิ่งกลับมายังสำนักเช่นกัน
“ศิษย์พี่หู เจ้าเด็กนี่บอกว่าเขาเป็นศิษย์ใหม่ของสำนัก แต่ตามกฎแล้ว จะไม่สามารถเข้าสำนักได้หากไม่สวมอาภรณ์ของสำนัก” เมื่อเฉินหงเห็นว่าเป็นหูซิง จึงรีบเข้าโค้งคำนับพร้อมอธิบายอย่างรวดเร็ว
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ หูซิงก็หันมายกยิ้มมุมปากให้หยางเสี่ยวเทียนพร้อมกล่าว “นั่นเป็นเรื่องจริง หากเจ้าไม่สวมอาภรณ์ของสำนัก ก็มิอาจเข้าสำนักได้” หลังกล่าวจบ เขาเพิกเฉยต่อหยางเสี่ยวเทียนและเข้าสู่สำนักเสินเจี้ยนทันที
“ช้าก่อน!” หยางเสี่ยวเทียนชี้ไปยังหูซิงและกล่าวกับเฉินหง “เขาก็ไม่ได้สวมอาภรณ์ของสำนักเช่นกัน เหตุใดถึงสามารถเข้าไปได้”
เฉินหงหัวเราะทันทีเมื่อได้ยิน “ฮ่าๆๆ เพราะว่าเจ้าคือเจ้า ศิษย์พี่หูก็คือศิษย์พี่หู หากเจ้าสามารถเอาชนะการประลองระดับสำนักเป็นอันดับหนึ่งดังเช่นศิษย์พี่หู เจ้าก็สามารถเข้าออกได้โดยไม่ต้องสวมอาภรณ์ของสำนักเช่นกัน”