- หน้าแรก
- เทพกระบี่ไร้เทียมทาน
- บทที่ 49 ลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือ
บทที่ 49 ลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือ
บทที่ 49 ลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือ
เฉิงเป้ยเป้ย หยางจงและหูซิงรีบปรี่ไปยังสนามประลองด้วยความเร็วสุดเท่าที่จะทำได้
เนื่องจากเกรงจะไม่ทันฉากที่เฉินปิงเหยาเอาชนะหยางเสี่ยวเทียน ก่อนพวกเขาทันไปถึงและทำให้พลาดการประลองอันน่าตื่นเต้น
ขณะเฉิงเป้ยเป้ย หูซิง และหยางจงต่างวิ่งกันหน้าตั้ง พวกเขาก็พลางกระจายข่าวนี้ตามไปด้วยตลอดทางจนคนรู้กันเกือบทั้งสำนัก รวมถึงหลินหยงกับเฉินหยวนก็ได้ทราบเรื่องการประลองของหยางเสี่ยวเทียนเช่นกัน
หลินหยงยกมือขึ้นแตะหน้าผากพร้อมส่ายหัวด้วยอดเวทนาไม่ได้ “ลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือ”
แต่เฉินหยวนกลับกล่าวให้ความสนใจ “พวกเราก็ไปดูด้วยดีหรือไม่”
“มีอะไรน่าสนใจหรืออย่างไร ผลการประลองมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว” หลินหยงกล่าว
ด้วยวิญญาณยุทธ์เช่นเขา อย่างไรก็ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แน่นอน
เมื่อหูซิงและคนอื่นๆ มาถึงยังทางเข้าสนามประลอง ศิษย์จากห้องสี่ร่วมกับศิษย์หลายคนในสำนักที่ทราบเรื่องนี้ก่อนหน้าพวกเขา ต่างก็มารายล้อมอยู่โดยรอบสนาม ทำเสียงดังจ้อกแจ้กจอแจไปทั่ว
พอเฉิงเป้ยเป้ยและคนอื่นๆ พบว่าการประลองระหว่างหยางเสี่ยวเทียนและเฉินปิงเหยายังไม่เริ่ม พวกเขาก็พลันรู้สึกโล่งใจ ที่รู้ว่าพวกตนมาทันเวลาพอได้เห็นฉากสนุกๆ
ทันทีที่เฉินปิงเหยาเห็นว่าผู้คนมากันเยอะมากพอได้ประจักษ์ถึงความเก่งกาจตน เขาก็หันสายตาหาหยางเสี่ยวเทียนพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเชิงดูถูก “หยางเสี่ยวเทียน เจ้าเป็นแค่นักยุทธ์ระดับสี่ เหตุใดถึงกล้าท้าประลองกับข้า”
“เจ้ารู้ถึงความแข็งแกร่งของข้าหรือไม่…”
“หนึ่งกระบวนท่า” หยางเสี่ยวเทียนเอ่ยขัด โดยไม่แยแสน้ำเสียงเหยียดหยามนั้นแม้แต่น้อย
เฉินปิงเหยาเอียงหัวด้วยความสงสัย
อะไรคือหนึ่งกระบวนท่า
“ข้าจะเอาชนะเจ้าในหนึ่งกระบวนท่า” หยางเสี่ยวเทียนกล่าวต่อ
เมื่อประโยคนั้นของหยางเสี่ยวเทียนจบลง เสียงโห่ร้องก็ดังระงมไปทั่วทันที
“เจ้าเด็กเหลือขอนี้กล่าวว่าอะไรนะ จะเอาชนะเฉินปิงเหยาด้วยกระบวนท่าเดียวงั้นหรือ”
“ข้าไม่คิดว่าเขาจะรับกระบวนท่าของเฉินปิงเหยาได้ แม้กระบวนท่าเดียวด้วยซ้ำ”
บรรดาศิษย์ของสำนักเสินเจี้ยนต่างแผดเสียงโห่ร้องด้วยความเดือดดาลราวกับเป็นผู้ท้าประลองเอง
“งี่เง่าที่สุด” หูซิงส่ายหัวขณะเอ่ยขึ้นอย่างสมเพช
เฉิงเป้ยเป้ยยกมือป้องปากแล้วตะโกนออกไปด้วยชังน้ำหน้าหยางเสี่ยวเทียนเป็นที่สุด
“เฉินปิงเหยา ทุบตีเขาให้เป็นหัวหมูเลยสิ”
พอเฉินปิงเหยาได้ยินน้ำเสียงนั้นของเฉิงเป้ยเป้ย เขาจึงหันกลับมาหานาง ยกมือขึ้นประสานเข้ากำหมัดก่อนกล่าวกับนางด้วยความนับถือ “องค์หญิงสี่ไม่ต้องเป็นกังวล ข้าจะสั่งสอนเขาเอง”
หลังกล่าวเช่นนั้นไป เขาก็เริ่มโคจรพลังยุทธ์ทั่วร่างทันที
“เจ้าหนู เบิกตาดูให้ดีล่ะ นี่คือเพลงกระบี่เหล็กนิลของสำนักเรา” เฉินปิงเหยาเตรียมพุ่งเข้าหาหยางเสี่ยวเทียนพร้อมกระบี่ในมือ
“เพลงกระบี่เหล็กนิลเป็นวรยุทธ์กระบี่พื้นฐานขั้นสูงสุด” แล้วแทงไปข้างหน้าทันที
กระบวนท่าของเฉินปิงเหยานั้นรวดเร็วมาก ขณะกำลังพุ่งเข้าหาหยางเสี่ยวเทียน ชั่วพริบตาการเคลื่อนไหวของกระบี่ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปถึงสองครั้ง เมื่อผสานเข้ากับพลังนักยุทธ์ระดับห้า กระบี่ในมือเขาก็พลันเปล่งแสงอันเยือกเย็น
“ลุยเลย!”
บรรดาศิษย์หลายคนต่างปรบมือ พร้อมกับส่งเสียงเฮดังลั่นครั้นได้เห็นการเคลื่อนไหวอันน่าประทับใจจากเฉินปิงเหยา
“กระบวนท่าจากเพลงกระบี่ของเฉินปิงเหยานั้นพริ้วไหวมีหนักเบาชัดเจน นั่นแปลว่าเขาบรรลุแก่นแท้ของเพลงกระบี่แล้ว” หูซิงเห็นดังนั้น ก็ถึงกับพยักหน้าด้วยความชื่นชม
แต่เมื่อเขาหันไปมองหยางเสี่ยวเทียนที่ยืนอยู่อีกฝั่งของสนามประลองด้วยท่าทางนิ่งเฉย เขาก็หรี่ตาลงด้วยความเหยียดหยามทันที
“ดูเหมือนว่าแค่กระบวนท่าเดียว ก็สามารถตัดสินแพ้ชนะได้แล้วงั้นสินะ”
หยางเสี่ยวเทียนยังคงยืนนิ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย ขณะเฉินปิงเหยากำลังแทงกระบี่เข้ามาในสีหน้าจริงจัง
ครั้นได้เทียบความเร็วจากหลี่กวงและชิวไห่ชิว เพลงกระบี่ของเฉินปิงเหยายังเชื่องช้ากว่ามาก
ในสายตาเขา กระบวนท่าของเฉินปิงเหยานั้นมีแต่ช่องโหว่เต็มไปหมด
นั่นจึงทำให้หยางเสี่ยวเทียนไม่คิดจะชักกระบี่ออกมาหรือใช้วรยุทธ์ใดๆ เขาเพียงเอียงตัวหลบไปทางด้านข้างเล็กน้อย ก่อนปล่อยหมัดพุ่งเข้ายังหน้าอกของเฉินปิงเหยาผสานกับความแรงที่เขาพุ่งมา
ปัง!
ทันทีที่ร่างเฉินปิงเหยาปลิวออกไปกลางอากาศราวกับใบไม้แห้งปะทะแรงลม ก่อนจะตกลงมากระแทกเข้ากับพื้นด้านนอกสนามประลองอย่างรุนแรง
จนพื้นดินสั่นสะเทือน
พื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยควันจากฝุ่นผง
จากที่เคยมีเสียงโห่ร้องอย่างสนุกสนาน ตอนนี้กลับเงียบลงราวกับลมพัดภูเขา
เฉิงเป้ยเป้ยและหยางจงต่างเบิกตาค้างด้วยความประหลาดใจสุดขีด
ขณะที่เกาลู่ ผู้ชี้แนะให้เฉินปิงเหยาสั่งสอนหยางเสี่ยวเทียนด้วยเพลงกระบี่เหล็กนิลเสียดิบดี ก็พลันตกตะลึงเช่นกัน
ระหว่างที่ทุกสายตาแลการเคลื่อนไหวหยุดชะงักดุจสาปสรรเป็นศิลา หยางเสี่ยวเทียนกลับหันไปยังเกาลู่ แล้วเดินหาเขาผู้กำลังแข็งทื่อด้วยมึนงง
“ข้าชนะแล้ว ท่านจะมอบโอสถสร้างฐานวิญญาณระดับสูงสุดให้ข้าได้หรือยัง”
แม้นน้ำเสียงเย็นชาจากหยางเสี่ยวเทียนจะปลุกเขาให้ตื่น แต่เกาลู่กลับแสดงสีหน้าไม่พอใจ ก่อนสุดท้ายจะหยิบโอสถสร้างฐานวิญญาณออกมา โยนมันให้กับหยางเสี่ยวเทียนอย่างไม่เต็มใจนัก
“นี่คือโอสถสร้างฐานวิญญาณระดับสูงสุด เจ้าไม่เคยกลืนมันมาก่อน ระวังให้ดีละ มันอาจจะติดคอเจ้าจนตาย!”
หยางเสี่ยวเทียนรับโอสถสร้างฐานวิญญาณ แล้วเงยหน้าหันไปกล่าวกับเขาในสีหน้าเรียบเฉยเช่นเคย
“ท่านไม่ต้องกังวล ข้าไม่มีทางกลืนขยะนี้แน่” เขายิ้ม พร้อมหันหลังเดินจากไป
เขาเพียงต้องการโอสถสร้างฐานวิญญาณเท่านั้น มันคือสิ่งที่เขาสมควรได้รับในฐานะศิษย์สำนักเสินเจี้ยนคนหนึ่ง ไม่มีอะไรแอบแฝง
และมันสามารถนำไปขายเอาเหรียญทอง เพื่อจะส่งให้บิดามารดาได้
เพราะเขารู้ดีว่าบิดามารดาของเขาซื้อเรือนใหม่และจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก
เมื่อเกาลู่ได้ยินแลได้เห็นรอยยิ้มนั้นจากหยางเสี่ยวเทียน ผู้มีเพียงวิญญาณยุทธ์ระดับสองกล่าวถึงโอสถสร้างฐานวิญญาณระดับสูงสุดนั้นเป็นขยะ ใบหน้าของเขาก็ผันเปลี่ยนเป็นสีม่วงด้วยโทสะทันที
เชิงอรรถ
* 初生牛犊不怕虎 (chū shēng niú dú bù pà hǔ) ลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือ
= ลูกวัวเพิ่งคลอดลูกไม่กลัวเสือเพราะไม่รู้ว่าเสือมีดุร้ายแค่ไหน
อุปมาถึง คนหนุ่มสาวที่มีความมุ่งมั่นไร้ความกังวลใจจึงกล้าทำกล้าแสดงออก ; แต่ความกล้าหาญไม่เกรงกลัวนี้อาจนำภัยมาสู่ตนไม่รู้ตัว