เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 ลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือ

บทที่ 49 ลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือ

บทที่ 49 ลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือ


เฉิงเป้ยเป้ย หยางจงและหูซิงรีบปรี่ไปยังสนามประลองด้วยความเร็วสุดเท่าที่จะทำได้

เนื่องจากเกรงจะไม่ทันฉากที่เฉินปิงเหยาเอาชนะหยางเสี่ยวเทียน ก่อนพวกเขาทันไปถึงและทำให้พลาดการประลองอันน่าตื่นเต้น

ขณะเฉิงเป้ยเป้ย หูซิง และหยางจงต่างวิ่งกันหน้าตั้ง พวกเขาก็พลางกระจายข่าวนี้ตามไปด้วยตลอดทางจนคนรู้กันเกือบทั้งสำนัก รวมถึงหลินหยงกับเฉินหยวนก็ได้ทราบเรื่องการประลองของหยางเสี่ยวเทียนเช่นกัน

หลินหยงยกมือขึ้นแตะหน้าผากพร้อมส่ายหัวด้วยอดเวทนาไม่ได้ “ลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือ”

แต่เฉินหยวนกลับกล่าวให้ความสนใจ “พวกเราก็ไปดูด้วยดีหรือไม่”

“มีอะไรน่าสนใจหรืออย่างไร ผลการประลองมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว” หลินหยงกล่าว

ด้วยวิญญาณยุทธ์เช่นเขา อย่างไรก็ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แน่นอน

เมื่อหูซิงและคนอื่นๆ มาถึงยังทางเข้าสนามประลอง ศิษย์จากห้องสี่ร่วมกับศิษย์หลายคนในสำนักที่ทราบเรื่องนี้ก่อนหน้าพวกเขา ต่างก็มารายล้อมอยู่โดยรอบสนาม ทำเสียงดังจ้อกแจ้กจอแจไปทั่ว

พอเฉิงเป้ยเป้ยและคนอื่นๆ พบว่าการประลองระหว่างหยางเสี่ยวเทียนและเฉินปิงเหยายังไม่เริ่ม พวกเขาก็พลันรู้สึกโล่งใจ ที่รู้ว่าพวกตนมาทันเวลาพอได้เห็นฉากสนุกๆ

ทันทีที่เฉินปิงเหยาเห็นว่าผู้คนมากันเยอะมากพอได้ประจักษ์ถึงความเก่งกาจตน เขาก็หันสายตาหาหยางเสี่ยวเทียนพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเชิงดูถูก “หยางเสี่ยวเทียน เจ้าเป็นแค่นักยุทธ์ระดับสี่ เหตุใดถึงกล้าท้าประลองกับข้า”

“เจ้ารู้ถึงความแข็งแกร่งของข้าหรือไม่…”

“หนึ่งกระบวนท่า” หยางเสี่ยวเทียนเอ่ยขัด โดยไม่แยแสน้ำเสียงเหยียดหยามนั้นแม้แต่น้อย

เฉินปิงเหยาเอียงหัวด้วยความสงสัย

อะไรคือหนึ่งกระบวนท่า

“ข้าจะเอาชนะเจ้าในหนึ่งกระบวนท่า” หยางเสี่ยวเทียนกล่าวต่อ

เมื่อประโยคนั้นของหยางเสี่ยวเทียนจบลง เสียงโห่ร้องก็ดังระงมไปทั่วทันที

“เจ้าเด็กเหลือขอนี้กล่าวว่าอะไรนะ จะเอาชนะเฉินปิงเหยาด้วยกระบวนท่าเดียวงั้นหรือ”

“ข้าไม่คิดว่าเขาจะรับกระบวนท่าของเฉินปิงเหยาได้ แม้กระบวนท่าเดียวด้วยซ้ำ”

บรรดาศิษย์ของสำนักเสินเจี้ยนต่างแผดเสียงโห่ร้องด้วยความเดือดดาลราวกับเป็นผู้ท้าประลองเอง

“งี่เง่าที่สุด” หูซิงส่ายหัวขณะเอ่ยขึ้นอย่างสมเพช

เฉิงเป้ยเป้ยยกมือป้องปากแล้วตะโกนออกไปด้วยชังน้ำหน้าหยางเสี่ยวเทียนเป็นที่สุด

“เฉินปิงเหยา ทุบตีเขาให้เป็นหัวหมูเลยสิ”

พอเฉินปิงเหยาได้ยินน้ำเสียงนั้นของเฉิงเป้ยเป้ย เขาจึงหันกลับมาหานาง ยกมือขึ้นประสานเข้ากำหมัดก่อนกล่าวกับนางด้วยความนับถือ “องค์หญิงสี่ไม่ต้องเป็นกังวล ข้าจะสั่งสอนเขาเอง”

หลังกล่าวเช่นนั้นไป เขาก็เริ่มโคจรพลังยุทธ์ทั่วร่างทันที

“เจ้าหนู เบิกตาดูให้ดีล่ะ นี่คือเพลงกระบี่เหล็กนิลของสำนักเรา” เฉินปิงเหยาเตรียมพุ่งเข้าหาหยางเสี่ยวเทียนพร้อมกระบี่ในมือ

“เพลงกระบี่เหล็กนิลเป็นวรยุทธ์กระบี่พื้นฐานขั้นสูงสุด” แล้วแทงไปข้างหน้าทันที

กระบวนท่าของเฉินปิงเหยานั้นรวดเร็วมาก ขณะกำลังพุ่งเข้าหาหยางเสี่ยวเทียน ชั่วพริบตาการเคลื่อนไหวของกระบี่ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปถึงสองครั้ง เมื่อผสานเข้ากับพลังนักยุทธ์ระดับห้า กระบี่ในมือเขาก็พลันเปล่งแสงอันเยือกเย็น

“ลุยเลย!”

บรรดาศิษย์หลายคนต่างปรบมือ พร้อมกับส่งเสียงเฮดังลั่นครั้นได้เห็นการเคลื่อนไหวอันน่าประทับใจจากเฉินปิงเหยา

“กระบวนท่าจากเพลงกระบี่ของเฉินปิงเหยานั้นพริ้วไหวมีหนักเบาชัดเจน นั่นแปลว่าเขาบรรลุแก่นแท้ของเพลงกระบี่แล้ว” หูซิงเห็นดังนั้น ก็ถึงกับพยักหน้าด้วยความชื่นชม

แต่เมื่อเขาหันไปมองหยางเสี่ยวเทียนที่ยืนอยู่อีกฝั่งของสนามประลองด้วยท่าทางนิ่งเฉย เขาก็หรี่ตาลงด้วยความเหยียดหยามทันที

“ดูเหมือนว่าแค่กระบวนท่าเดียว ก็สามารถตัดสินแพ้ชนะได้แล้วงั้นสินะ”

หยางเสี่ยวเทียนยังคงยืนนิ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย ขณะเฉินปิงเหยากำลังแทงกระบี่เข้ามาในสีหน้าจริงจัง

ครั้นได้เทียบความเร็วจากหลี่กวงและชิวไห่ชิว เพลงกระบี่ของเฉินปิงเหยายังเชื่องช้ากว่ามาก

ในสายตาเขา กระบวนท่าของเฉินปิงเหยานั้นมีแต่ช่องโหว่เต็มไปหมด

นั่นจึงทำให้หยางเสี่ยวเทียนไม่คิดจะชักกระบี่ออกมาหรือใช้วรยุทธ์ใดๆ เขาเพียงเอียงตัวหลบไปทางด้านข้างเล็กน้อย ก่อนปล่อยหมัดพุ่งเข้ายังหน้าอกของเฉินปิงเหยาผสานกับความแรงที่เขาพุ่งมา

ปัง!

ทันทีที่ร่างเฉินปิงเหยาปลิวออกไปกลางอากาศราวกับใบไม้แห้งปะทะแรงลม ก่อนจะตกลงมากระแทกเข้ากับพื้นด้านนอกสนามประลองอย่างรุนแรง

จนพื้นดินสั่นสะเทือน

พื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยควันจากฝุ่นผง

จากที่เคยมีเสียงโห่ร้องอย่างสนุกสนาน ตอนนี้กลับเงียบลงราวกับลมพัดภูเขา

เฉิงเป้ยเป้ยและหยางจงต่างเบิกตาค้างด้วยความประหลาดใจสุดขีด

ขณะที่เกาลู่ ผู้ชี้แนะให้เฉินปิงเหยาสั่งสอนหยางเสี่ยวเทียนด้วยเพลงกระบี่เหล็กนิลเสียดิบดี ก็พลันตกตะลึงเช่นกัน

ระหว่างที่ทุกสายตาแลการเคลื่อนไหวหยุดชะงักดุจสาปสรรเป็นศิลา หยางเสี่ยวเทียนกลับหันไปยังเกาลู่ แล้วเดินหาเขาผู้กำลังแข็งทื่อด้วยมึนงง

“ข้าชนะแล้ว ท่านจะมอบโอสถสร้างฐานวิญญาณระดับสูงสุดให้ข้าได้หรือยัง”

แม้นน้ำเสียงเย็นชาจากหยางเสี่ยวเทียนจะปลุกเขาให้ตื่น แต่เกาลู่กลับแสดงสีหน้าไม่พอใจ ก่อนสุดท้ายจะหยิบโอสถสร้างฐานวิญญาณออกมา โยนมันให้กับหยางเสี่ยวเทียนอย่างไม่เต็มใจนัก

“นี่คือโอสถสร้างฐานวิญญาณระดับสูงสุด เจ้าไม่เคยกลืนมันมาก่อน ระวังให้ดีละ มันอาจจะติดคอเจ้าจนตาย!”

หยางเสี่ยวเทียนรับโอสถสร้างฐานวิญญาณ แล้วเงยหน้าหันไปกล่าวกับเขาในสีหน้าเรียบเฉยเช่นเคย

“ท่านไม่ต้องกังวล ข้าไม่มีทางกลืนขยะนี้แน่” เขายิ้ม พร้อมหันหลังเดินจากไป

เขาเพียงต้องการโอสถสร้างฐานวิญญาณเท่านั้น มันคือสิ่งที่เขาสมควรได้รับในฐานะศิษย์สำนักเสินเจี้ยนคนหนึ่ง ไม่มีอะไรแอบแฝง

และมันสามารถนำไปขายเอาเหรียญทอง เพื่อจะส่งให้บิดามารดาได้

เพราะเขารู้ดีว่าบิดามารดาของเขาซื้อเรือนใหม่และจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก

เมื่อเกาลู่ได้ยินแลได้เห็นรอยยิ้มนั้นจากหยางเสี่ยวเทียน ผู้มีเพียงวิญญาณยุทธ์ระดับสองกล่าวถึงโอสถสร้างฐานวิญญาณระดับสูงสุดนั้นเป็นขยะ ใบหน้าของเขาก็ผันเปลี่ยนเป็นสีม่วงด้วยโทสะทันที

เชิงอรรถ

* 初生牛犊不怕虎 (chū shēng niú dú bù pà hǔ) ลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือ

= ลูกวัวเพิ่งคลอดลูกไม่กลัวเสือเพราะไม่รู้ว่าเสือมีดุร้ายแค่ไหน

อุปมาถึง คนหนุ่มสาวที่มีความมุ่งมั่นไร้ความกังวลใจจึงกล้าทำกล้าแสดงออก ; แต่ความกล้าหาญไม่เกรงกลัวนี้อาจนำภัยมาสู่ตนไม่รู้ตัว

จบบทที่ บทที่ 49 ลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือ

คัดลอกลิงก์แล้ว