- หน้าแรก
- จากเขยแต่งเข้า สู่ยอดคนโปรดของจักรพรรดินี
- บทที่ 23 สนทนาธรรม
บทที่ 23 สนทนาธรรม
บทที่ 23 สนทนาธรรม
"ใจร้อน ไร้มารยาท ทำตัวเหลาะแหละ ก็แค่ชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ไม่มีอะไรพิเศษ"
น้ำเสียงขององครักษ์หญิงดูไร้อารมณ์ เพียงแค่พูดตามที่เห็น
แต่หญิงสาวชุดขาวกลับส่ายหน้า พูดเบาๆ "เจ้าไม่ได้พิจารณาคำพูดของเขาให้ดี"
นางลุกขึ้น เดินท่ามกลางแสงจันทร์ แล้วกล่าวช้าๆ "คนผู้นี้มีจุดเด่นหลายอย่าง เป็นจุดเด่นที่หายากมาก"
องครักษ์หญิงสงสัย แต่ก็ตั้งใจฟัง
หญิงสาวชุดขาวกล่าว "อย่างแรกคือไม่สร้างภาพให้ตัวเอง กล้าพูดตรงๆ ว่าอยากฝึกยุทธ์เพื่อสุขภาพตัวเอง ไม่ใช่เพื่อรับใช้ชาติ แถมยังพูดเรื่องบนเตียงอีก"
"ไม่อายที่จะแสดงความต้องการ ไม่สนใจอุดมการณ์จอมปลอม นี่คือความจริงใจ"
องครักษ์หญิงพยักหน้า "ก็จริงเจ้าค่ะ"
หญิงสาวชุดขาวหัวเราะเบาๆ กล่าวต่อ "เขาบอกว่าชายหญิงล้วนเกิดจากพ่อแม่ ไม่ต่างกัน แสดงว่าเขาไม่หยิ่งผยองในความเป็นชาย และไม่ดูถูกความเป็นหญิง แม้จะขัดกับหลักขงจื๊อ แต่กลับสอดคล้องกับแก่นแท้แห่งเต๋า"
"และที่เขาบอกว่าความสามารถที่แตกต่างนำไปสู่สถานะทางสังคมที่แตกต่าง นั่นคือการมองโลกความเป็นจริงอย่างทะลุปรุโปร่ง"
พูดถึงตรงนี้ นางหันมามององครักษ์หญิง ยิ้มกล่าว "เขาเชิญข้าไปบ้านตระกูลจ้าว และบอกตรงๆ ว่าเป็นเขยแต่งเข้าบ้าน แสดงว่าเขามีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก ไม่รู้สึกอับอายในสถานะ และไม่คิดจะปิดบังข้อด้อยของตัวเอง"
"ยุคสมัยนี้ หาคนที่เป็น 'ตัวของตัวเอง' และจริงใจขนาดนี้ได้ยากนัก"
"อีกอย่าง บทกวีสองบทของเขาเมื่อบ่าย ก็ยอดเยี่ยมมากไม่ใช่เหรอ?"
องครักษ์หญิงยิ้มบางๆ "ดูเหมือนนายหญิงจะชื่นชมเขานะเจ้าคะ"
หญิงสาวชุดขาวตอบ "ได้พบกันโดยบังเอิญก็นับเป็นวาสนา ลองไปฟังวิถีแห่งเต๋าของเขาดูหน่อยเถอะ"
พูดจบ นางก็เดินดุ่มๆ ออกไป
......
ตอนที่โจวหยวนกลับมาที่ตำหนักรอง ประตูตำหนักเปิดอยู่แล้ว
ภายในสว่างไสวด้วยแสงเทียน เย่ชิงอิงนั่งขัดสมาธิบนเบาะ กำลังคุยอะไรบางอย่างกับซู่โยวจื่อ
โจวหยวนไม่ลังเล เดินเข้าไปข้างใน คารวะเทวรูป แล้วนั่งขัดสมาธิลงบ้าง
จนถึงตอนนี้ เขาถึงได้เห็นหน้าตาของนักพรตซู่โยวจื่อชัดๆ นางดูอายุประมาณสามสิบปี ผิวขาวผ่อง งดงามหยาดเยิ้ม ดูไม่เหมือนนักพรตเลยสักนิด เหมือน... ลูกท้อสุกงอมเสียนี่กระไร
เย่ชิงอิงถลึงตาใส่โจวหยวน เหมือนจะตำหนิที่เขาถือวิสาสะเข้ามา
แต่สุดท้ายนางก็พูดเสียงเบา "อาจารย์ นี่คือโจวหยวนเจ้าค่ะ"
ซู่โยวจื่อพิจารณาโจวหยวนแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้าเบาๆ
สีหน้าของนางเรียบเฉย แววตาสงบนิ่งดั่งบ่อน้ำลึก กล่าวช้าๆ "ต้องขอบใจเจ้าที่ช่วยชีวิตชิงเย่จื่อไว้"
ชิงเย่จื่อ? นี่คือฉายาทางธรรมของชิงอิงเหรอ? ฟังดูเหมือนปรมาจารย์ในนิยายกระบี่เทพสังหารชอบกล
โจวหยวนตอบ "เรื่องเล็กน้อย ไม่ต้องใส่ใจหรอกขอรับ ครั้งนี้ข้ามาเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ท่านนักพรต ขอวิชาเต๋าและวรยุทธ์สักเล็กน้อย เพื่อสร้างเสริมร่างกายให้แข็งแรง ปราศจากโรคภัย"
ซู่โยวจื่อตอบเรียบๆ "ข้าเลิกรับศิษย์ไปนานแล้ว คงละเมิดกฎไม่ได้ บุญคุณที่ช่วยชีวิต คงต้องตอบแทนด้วยวิธีอื่น"
โจวหยวนหันไปมองเย่ชิงอิง นางได้แต่ส่งยิ้มขื่นๆ แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
ทันใดนั้น หญิงสาวชุดขาวก็เดินเข้ามา คารวะเทวรูป แล้วนั่งลงเช่นกัน
นางพูดเสียงเบา "อาจารย์ ศิษย์มาช้าไปหน่อยเจ้าค่ะ"
สิ้นเสียง โจวหยวนและเย่ชิงอิงต่างตกตะลึง
ซู่โยวจื่อเฉลย "ชิงเย่จื่อ หลายปีมานี้เจ้าบ่นอยากเจอศิษย์พี่ใหญ่ไม่ใช่หรือ? สมใจแล้วนะ"
เย่ชิงอิงหน้าเปลี่ยนสี รีบคารวะ "ศิษย์น้องชิงเย่จื่อ คารวะศิษย์พี่เมี่ยวซ่านจื่อ ศิษย์พี่ช่างงดงามเหลือเกินเจ้าค่ะ"
คำชมนี้ออกมาจากใจจริง ความงามของหญิงสาวชุดขาวนั้นเกินจะบรรยาย ไม่เพียงแต่งดงามเหนือโลกีย์ แต่ยังมีรัศมีสูงศักดิ์ที่บอกไม่ถูก ราวกับนางฟ้าลงมาจุติจริงๆ
เมี่ยวซ่านจื่อ หรือ หญิงสาวชุดขาว ยิ้มบางๆ "ศิษย์น้องไม่ต้องมากพิธี แม้ข้าจะไม่เคยเจอเจ้า แต่ในจดหมายอาจารย์มักเอ่ยถึงเจ้าเสมอ เจ้าเป็นเด็กดีมาก"
เย่ชิงอิงเขินอายเล็กน้อย ตอบเสียงเบา "ขอบคุณศิษย์พี่ที่ชม ชิงอิงมิกล้ารับเจ้าค่ะ"
ซู่โยวจื่อกล่าว "โยมท่านนี้อยากฝากตัวเป็นศิษย์ข้า เป็นศิษย์น้องของเจ้า เมี่ยวซ่านจื่อ เจ้ามีความเห็นอย่างไร?"
โจวหยวนรีบกะพริบตาปริบๆ ให้เมี่ยวซ่านจื่อ เป็นเชิงขอให้ช่วยเชียร์หน่อย
เมี่ยวซ่านจื่อหัวเราะเบาๆ "อยากเป็นศิษย์น้องของข้าไม่ง่ายหรอก ต่อให้ช่วยชีวิตศิษย์น้องรองไว้ก็ไม่พอ ต้องใช้วิธีอื่นทำให้ท่านอาจารย์ประทับใจนะ"
พูดจบ นางหันไปหาซู่โยวจื่อ "ท่านอาจารย์ วันนี้สนทนาธรรม ลองฟังความคิดเห็นของเขาดูหน่อยไหมเจ้าคะ เผื่อท่านจะพอใจ"
ซู่โยวจื่อเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะส่ายหน้า "ข้าไม่พอใจอย่างมาก ตอนขึ้นเขา โจวหยวนไม่มีความอดทนและตั้งใจจริงในการแสวงหาธรรม ถึงกับให้ชิงเย่จื่อแบกขึ้นมา"
"รออยู่หน้าตำหนักไม่ถึงชั่วยาม ก็หมดความอดทน เดินเตร็ดเตร่ไปทั่วอาราม"
"เข้ามาในตำหนัก ก็ไม่ทักทายข้า ไร้มารยาทสิ้นดี ที่ข้าไม่ไล่เขาออกไป ก็เพราะเห็นแก่หน้าชิงเย่จื่อเท่านั้น"
เวรเอ๊ย! แม่ชีแก่นี่มีตาหลังหรือไง รู้ทุกเรื่องเลย
ไม่ใช่สิ นักพรตแก่ต่างหาก
เอ่อ ไม่สิ ไม่แก่ นักพรตสาวสวย
แต่ข้าเกิดมาสองชาติ ไม่ได้กินหญ้าแทนข้าวนะโว้ย ไม่กลัวคำพูดแค่นี้หรอก
โจวหยวนยิ้มบางๆ "ข้าเกิดมายากจน ร่างกายอ่อนแอ ทนความเหนื่อยล้าจากการขึ้นเขาไม่ไหว ชิงอิงจึงช่วยแบกข้าขึ้นมา นี่เป็นเรื่องเข้าใจได้"
"แสงจันทร์นวลผ่อง ทิวทัศน์อารามไป่หยุนเงียบสงบ ระหว่างรอข้าจึงเดินชมความงาม ก็สมเหตุสมผลนี่ครับ"
ซู่โยวจื่อหรี่ตา "หนทางสู่ธรรมนั้นยากลำบาก ข้าดูแล้วเจ้าทนลำบากไม่ได้สักนิด จะมาฝากตัวเป็นศิษย์ข้าทำไม"
โจวหยวนส่ายหน้า "ไม่ใช่เรื่องทนลำบากได้หรือไม่ แต่เป็นเรื่องของการทำตามธรรมชาติ"
"ร่างกายไม่ไหว ก็ขอให้ชิงอิงช่วย ทิวทัศน์สวยงาม ก็ชื่นชม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นไปตามธรรมชาติ"
พูดถึงตรงนี้ เขายิ้มเล็กน้อย "ดังคำกล่าวที่ว่า คนยึดถือดิน ดินยึดถือฟ้า ฟ้ายึดถือเต๋า เต๋ายึดถือธรรมชาติ ข้าทำตามธรรมชาติ ก็คือการปฏิบัติตามเต๋า"
"ท่านนักพรตซู่โยวจื่อ ท่านไม่ควรว่าข้าไม่มีความอดทน แต่ควรบอกว่าข้ามีหัวใจแห่งเต๋าต่างหาก"
เย่ชิงอิงฟังจนอึ้ง ตาค้างไปเลย
นางกระซิบเตือน "โจวหยวน อย่าหาเรื่อง เดี๋ยวอาจารย์ข้าซัดเจ้าหรอก"
แต่เมี่ยวซ่านจื่อกลับหัวเราะชอบใจ "ท่านอาจารย์ เขาพูดมีเหตุผลนะเจ้าคะ"
ซู่โยวจื่อพยักหน้าช้าๆ "คนยึดถือดิน ดินยึดถือฟ้า ฟ้ายึดถือเต๋า เต๋ายึดถือธรรมชาติเจ้ารู้จักคำนี้ด้วย นับว่าไม่เลว"
โจวหยวนยิ้มไม่พูดอะไร แต่ในใจโล่งอก เกือบไปแล้ว
ซู่โยวจื่อกล่าว "วันนี้เจ้าก็มาร่วมสนทนาธรรมกับพวกเราศิษย์อาจารย์เถอะ ถ้าวิถีเต๋าของเจ้าทำให้ข้าพอใจได้ ข้าจะยอมรับเจ้าเป็นศิษย์เป็นกรณีพิเศษ และถ่ายทอดวิชา 'พลังบริสุทธิ์ไร้ขอบเขต' ให้"
เชี่ย! มีวิชานี้จริงๆ ด้วย ถ้าข้าฝึกสำเร็จก็เทพเลยสิ!
เรื่องสำคัญขนาดนี้ ต้องคุมเกมเอง ห้ามปล่อยให้คนอื่นนำ
โจวหยวนพยักหน้า แล้วจู่ๆ ก็ยิ้ม "ท่านนักพรต การสนทนาธรรมวันนี้ ให้ข้าผู้เป็นแขกเป็นคนตั้งหัวข้อดีไหมขอรับ เผื่อจะได้มุมมองใหม่ๆ"
เขาไม่รอให้ซู่โยวจื่อปฏิเสธ รีบพูดต่อทันที "ยกตัวอย่างตัวข้าเอง เมื่อห้าปีก่อน ข้าอายุสิบสามปี เมืองอวิ๋นโจวเกิดภัยแล้ง พ่อข้าป่วยตาย"
"เพื่อนสนิทของพ่อ หรือก็คือพ่อตาของข้าในตอนนี้ ส่งเงินมาให้ห้าสิบตำลึง กับเหล้าดีหนึ่งกา"
"เงินห้าสิบตำลึง ไว้ใช้จัดงานศพพ่อและใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ส่วนเหล้ากานั้น เป็นเหล้าที่พ่อตาฝากมาคารวะศพพ่อ"
"ขอถามทุกท่าน ข้าควรจัดการกับเหล้ากานั้นอย่างไร?"
"ชิงอิง เจ้าตอบก่อนเลย!"
ทั้งสามคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก งงไปหมด
เผลอแป๊บเดียว หมอนี่พูดร่ายยาวเหยียดเลยแฮะ!
พวกเรายังไม่ได้ตกลงให้เจ้าตั้งหัวข้อเลยนะ!
ซู่โยวจื่อเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า "ช่างเถอะ ชิงเย่จื่อ เจ้าตอบไปสิ"
โจวหยวนสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจลิงโลด การกุมชะตาไว้ในมือตัวเองคือกุญแจสู่ชัยชนะ!
ก้าวแรกสำเร็จแล้ว ต่อไปก็ขึ้นอยู่กับการแสดงของข้าแล้ว
เย่ชิงอิงไม่นึกว่าโจวหยวนจะตั้งโจทย์แบบนี้ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงตอบ "เหล้ากานั้นเป็นพยานมิตรภาพของพวกเขา และเป็นเครื่องระลึกถึงวันวาน เจ้าก็น่าจะฝังเหล้าไปพร้อมกับศพ หรือไม่ก็เทรดหน้าหลุมศพ"
โจวหยวนไม่ตัดสินถูกผิด หันไปหาหญิงสาวชุดขาว ยิ้มถาม "ท่านนักพรตเมี่ยวซ่านจื่อ ลองตอบบ้างสิ"
เมี่ยวซ่านจื่อพูดเบาๆ "เจ้าเป็นคนมองโลกตามความเป็นจริง ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะเอาเหล้าไปแลกเงิน มาใช้ประทังชีวิต นี่ไม่ถือว่าอกตัญญู เพราะการที่เจ้ามีชีวิตรอดต่อไปได้ คือความกตัญญูสูงสุดต่อบิดาผู้ล่วงลับ"
โจวหยวนหันไปหาซู่โยวจื่อ "ท่านนักพรต เชิญท่านแสดงความเห็นบ้าง"
ซู่โยวจื่อกล่าว "ผู้ทรงศีลยึดถือธรรมชาติและความว่างเปล่า ต่อผู้ตายก็เช่นกัน ข้าเห็นด้วยกับคำตอบของเมี่ยวซ่านจื่อ เอาเหล้าแลกเงิน แล้วใช้ชีวิตต่อไปให้ดี"
"แต่ถ้าเป็นข้า ข้าอาจจะแจกจ่ายเหล้าให้เพื่อนบ้าน เพื่อแสดงน้ำใจไมตรีของบิดาเจ้า และเพื่อให้พวกเขาช่วยดูแลเจ้าบ้าง"
"แบบนี้ลดผลประโยชน์ลงหน่อย แต่ได้น้ำใจและความยั่งยืนเพิ่มขึ้น"
นางมองโจวหยวน ดูเหมือนจะคาดหวังว่าคำตอบของนางจะถูกต้อง
แต่โจวหยวนส่ายหน้า "ข้าเทเหล้ากานั้นลงในแม่น้ำอวิ๋นเจียง"
ทันใดนั้น ทั้งสามคนขมวดคิ้วพร้อมกัน