- หน้าแรก
- จากเขยแต่งเข้า สู่ยอดคนโปรดของจักรพรรดินี
- บทที่ 5 ยังไงก็ต้องไปดูหอนางโลมสักครั้ง
บทที่ 5 ยังไงก็ต้องไปดูหอนางโลมสักครั้ง
บทที่ 5 ยังไงก็ต้องไปดูหอนางโลมสักครั้ง
"สุดท้าย เยี่ยนชื่อเสียก็สังหารปีศาจเขาดำ ส่วนหนิงไฉ่เฉินก็หากระดูกของเนี่ยเสี่ยวเชี่ยนพบ นำไปฝัง เพื่อให้นางได้ไปเกิดใหม่"
เล่าจบ โจวหยวนก็ยกชาขึ้นดื่มอึกใหญ่ พอเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นสองสาวกอดกันกลม น้ำตาคลอเบ้า สีหน้าเศร้าสร้อย
ตำนานรักอันงดงามแต่แสนเศร้านี้ มีพลังทำลายล้างมหาศาลต่อเด็กสาววัยแรกแย้มจริงๆ
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้ทักษะการเล่าเรื่องอันยอดเยี่ยมของโจวหยวนด้วย
"สรุปว่า... สุดท้ายพวกเขาก็ไม่ได้ครองคู่กัน"
"การแยกจากกันชั่วนิรันดร์ กลับเป็นจุดจบที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา"
สองสาวยังอินกับเรื่องเล่าไม่หาย เอาผ้าเช็ดหน้าปิดหน้า ร้องไห้จนหน้าซีด
จนกระทั่งเห็นถ้วยชาในมือโจวหยวน หญิงสาวคนหนึ่งถึงร้องอุทาน "อ๊ะ คุณชายโจว ทะ...ท่านใช้ถ้วยชาของข้าได้ยังไง"
โจวหยวนวางถ้วยชาลง ยิ้มแห้งๆ "ไม่เป็นไร ข้าไม่ถือ"
แต่เจ้าของถ้วยเขาถือนี่นา! คนคนนี้ช่างไร้มารยาทจริงๆ
เด็กสาวทำปากยื่น "คุณชายโจว ท่านเป็นสามีของพี่เจียนเจีย ต่อไปจะทำตัวตามใจชอบแบบนี้ไม่ได้นะคะ จะทำให้พี่เจียนเจียเสียชื่อเสียงเอาได้"
หญิงสาวอีกคนที่ดูโตกว่าเล็กน้อย พยักหน้าเห็นด้วย "ใช่แล้ว เกียรติยศของผู้หญิงสำคัญมาก ถ้าข่าวลือแพร่ออกไป พี่เจียนเจียจะทำยังไง"
โจวหยวนพยักหน้า "ข้าเชื่อว่าน้องสาวทั้งสองจะไม่แพร่งพรายออกไป ใช่ไหม? อีกอย่าง ข้ายังมีเรื่องเล่าอีกเยอะแยะเลยนะ"
สองสาวมองหน้ากัน ในแววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ยังมีเรื่องเล่าอีกเหรอ... อยากฟังจัง...
ขณะที่กำลังลังเล รถม้าก็หยุดลง พอดีช่วยคลี่คลายความกระอักกระอ่วน
โจวหยวนยิ้ม "ข้ายังไม่ทราบนามของน้องสาวทั้งสองเลย"
"ห้ามถาม ลงรถไปได้แล้ว"
สองสาวพูดพร้อมกัน แล้วก็อดหัวเราะไม่ได้
ดังนั้น จ้าวเจียนเจียที่เพิ่งกลับถึงหน้าบ้าน ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวข้างหลัง จึงหันกลับไปมอง
เธอแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง โจวหยวนเดินลงมาจากรถม้าของเพื่อนสาว แถมยังบอกลากันอย่างสนิทสนม
"ลาก่อนนะน้องหร่วนจื่อ ลาก่อนนะน้องหนิงเยว่"
โจวหยวนโบกมือ ยิ้มร่า "วันหลังมาเที่ยวที่บ้านนะ ข้าจะเล่าเรื่องนางพญางูขาวให้ฟัง"
ท่ามกลางเสียงหัวเราะ รถม้าแล่นจากไปอย่างรวดเร็ว
โจวหยวนมองส่งรถม้าจนลับตา แล้วค่อยๆ หันกลับมาสบตากับจ้าวเจียนเจียที่ยืนอึ้งอยู่
"หืม? เจียนเจีย มายืนทำอะไรตรงนี้?"
โจวหยวนทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดินดุ่มๆ เข้าไป ลูบท้องพลางบ่น "ได้เวลากินข้าวแล้ว"
จ้าวเจียนเจียถามด้วยความสงสัยเต็มเปี่ยม "ทะ...ท่านลงมาจากรถของหร่วนจื่อได้ยังไง?"
โจวหยวนตอบ "ก็เจ้าไม่รอข้า ข้าก็เลยต้องขอติดรถพวกนางมาไง"
ตรรกะนี้สมเหตุสมผลมาก จนจ้าวเจียนเจียเผลอพยักหน้าตาม แต่แล้วก็รีบแย้ง "ไม่ใช่สิ ข้าหมายถึง พวกท่านชายหญิงอยู่ด้วยกันตามลำพัง มันดู..."
โจวหยวนหรี่ตา "หึงเหรอ?"
"เปล่าสักหน่อย!"
จ้าวเจียนเจียรีบปฏิเสธ "ข้าจะไปหึงท่านทำไม ข้าแค่สงสัยเฉยๆ"
โจวหยวนกล่าว "เจ้าคงไม่หึงหรอก ก็เจ้าเป็นคนตั้งกฎข้อที่สามเองนี่นา ว่าสามารถหาคนที่พึงใจได้"
จ้าวเจียนเจียรู้สึกจุกในอก อยากจะเถียงแต่หาเหตุผลไม่ได้
"พวกนางไม่มีทางมองท่านหรอก"
เธอทำได้แค่พูดประโยคนี้ระบายความโกรธ แล้วสะบัดหน้าเดินเข้าบ้านไป
โจวหยวนมองทะลุปรุโปร่ง อดขำไม่ได้ ส่ายหน้าเดินตามเข้าไป
บนโต๊ะอาหาร พ่อตาดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
"ฮูหยิน เจ้าไม่รู้หรอก วันนี้หยวนเอ๋อร์ในศาล วางตัวได้นิ่งสงบ สุขุมเยือกเย็น สมกับเป็นปัญญาชนจริงๆ"
"โดยเฉพาะวิธีไขคดีตอนสุดท้าย เรียกว่าวิเศษสุดยอด ทางท่านผู้ช่วยเจ้าเมืองได้บันทึกคดีนี้ไว้เป็นกรณีศึกษาแล้ว"
แม่ยายเฉินซื่อยังไม่ทันได้พูด จ้าวเจียนเจียก็เริ่มหงุดหงิดขึ้นมา
เธอแค่นเสียงเบาๆ "วิเศษตรงไหน สุดท้ายก็ยังมาขอเงินข้า"
พอนึกถึงเรื่องนี้เธอก็รู้สึกน้อยใจ แต่พูดอะไรมากไม่ได้
เฉินซื่อเป็นคนใจดี ได้ยินดังนั้นจึงถาม "หยวนเอ๋อร์ขัดสนเงินทองขนาดนั้นเชียว? กินข้าวเสร็จตามแม่ไปเอาเงินสักห้าสิบตำลึงนะลูก"
"ท่านแม่!"
จ้าวเจียนเจียไม่พอใจ รีบแย้ง "เขาจะเอาเงินไปทำไมเยอะแยะ เกิดเอาไปเที่ยวเตร่อีกจะทำยังไง!"
เฉินซื่อขมวดคิ้ว "เจียนเจีย พูดจาไม่มีเหตุผลเลย หยวนเอ๋อร์เป็นบัณฑิต ต้องคบหาสมาคมกับปัญญาชน ย่อมต้องมีค่าใช้จ่าย"
"เจ้าเป็นภรรยา ควรจะสนับสนุนเขาถึงจะถูก ไฉนจึงพูดจาเหน็บแนมเหมือนคนนอกแบบนี้"
จ้าวเฉิงก็ขมวดคิ้วเช่นกัน "เจียนเจีย ปกติเจ้ารู้ความ สงบเสงี่ยม ทำไมช่วงนี้ถึงใจร้อนวู่วามนัก?"
ได้ยินคำพูดนี้ จ้าวเจียนเจียชะงักไป
นั่นสิ ปกติข้าเป็นคนเรียบร้อย ทำไมพอเจอโจวหยวน ถึงได้หงุดหงิดโมโหง่ายแบบนี้นะ
เป็นเพราะคนคนนี้กวนประสาทเกินไป อ่านตำรามาตั้งหลายปี แต่ไม่มีความเป็นบัณฑิตผู้ดีเลยสักนิด
ข้าจะไปถือสาหาความกับคนพรรค์นี้ทำไม
เธอสูดหายใจลึก ปรับอารมณ์ แล้วพูดเข้าเรื่อง "ท่านพ่อ ปลายเดือนนี้ชมรมกวีอวิ๋นโจวจะไปท่องเที่ยวแต่งกลอนที่ริมแม่น้ำอวิ๋นเจียง เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และรับสมัครสมาชิกใหม่ รวมถึงสร้างสรรค์บทกวีใหม่ๆ"
"แต่ตอนนี้ยังขาดงบประมาณ ท่านพ่อช่วยสนับสนุนสักสองร้อยตำลึงได้ไหมคะ?"
คำพูดนี้ทำให้จ้าวเฉิงขมวดคิ้วทันที พูดเสียงขรึม "คราวนี้ไม่มีคหบดีหรือพ่อค้ามาบริจาคสนับสนุนเลยรึ?"
จ้าวเจียนเจียถอนหายใจ "เฮ้อ ไม่รู้ทำไม คหบดีพ่อค้าเมื่อก่อนถึงไม่ยอมมาพบพวกเราแล้ว"
"พรืด!"
โจวหยวนหลุดขำออกมา
"ท่านขำอะไร!"
จ้าวเจียนเจียเริ่มควบคุมอารมณ์ไม่อยู่อีกแล้ว
โจวหยวนโบกมือ "เปล่าๆ เจ้าพูดต่อเถอะ"
จริงๆ แล้วกิจกรรมของเหล่าปัญญาชนแบบนี้ พ่อค้ามักยินดีสนับสนุน เพราะจะได้สร้างคอนเนกชันกับชนชั้นสูง
แต่สนับสนุนไปหลายครั้งแล้วไม่ได้อะไรตอบแทน เขาก็เลิกเป็นหมูในอวยให้หลอกกินฟรีแล้วสิ
จ้าวเฉิงกล่าว "เงินสองร้อยตำลึงนี้ เจ้าต้องหาทางเอาเอง"
"พ่อเป็นผู้ว่าการเมือง จะออกเงินสนับสนุนบัณฑิตไปเที่ยวเตร่ จะถูกครหาว่าสร้างฐานอำนาจ ไม่เหมาะสม"
จ้าวเจียนเจียกะพริบตาปริบๆ "งั้นถ้าลูกบอกว่าเงินค่าขนมไม่พอ ท่านพ่อพอจะ..."
จ้าวเฉิงพูดแทรกทันที "เจ้าจะออกเงินเองพ่อไม่ว่า แต่เบี้ยหวัดรายเดือนจะไม่เพิ่มให้ ไม่อย่างนั้นมันก็จะผิดวัตถุประสงค์"
จ้าวเจียนเจียอ้าปากค้าง ไม่กล้าพูดอะไรต่อ ได้แต่ก้มหน้าคอตก
นึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นช่วงนี้ มีแต่เรื่องน่าปวดหัวทั้งนั้น
เธอเหมือนมะเขือยาวโดนน้ำค้างแข็ง คีบกับข้าวเข้าปากสองสามคำ แล้วพูดเบาๆ "ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกอิ่มแล้วเจ้าค่ะ"
เฉินซื่อยิ้มบางๆ "อารมณ์ไม่ดีเหรอ? งั้นเดี๋ยวแม่ให้เงินสองร้อยตำลึงดีไหม?"
จ้าวเจียนเจียดีใจ รีบพูด "ขอบคุณท่านแม่ ท่านแม่ดีกับลูกที่สุดเลย"
"ไม่อนุญาต"
จ้าวเฉิงพูดเสียงเข้ม "แม่เจ้าให้เงิน ก็ไม่ต่างกับพ่อให้ เรื่องนี้เลิกคิดไปได้เลย ไปหาเงินเอาเอง"
"อีกอย่าง เจ้าแต่งงานแล้ว กิจกรรมทำนองนี้ก็ควรเพลาๆ ลงบ้าง"
จ้าวเจียนเจียน้อยใจจนน้ำตาคลอ แต่ทำได้เพียงก้มหน้าตอบรับ "เจ้าค่ะ ท่านพ่อ"
โจวหยวนเห็นนางซึมกะทือ ก็อดสงสารไม่ได้ ยิ้มพูดว่า "เจียนเจีย ข้าพอมีวิธีหาเงินสองร้อยตำลึง เจ้าอยากฟังไหม?"
"ไม่อยากฟัง ไม่อยากฟัง"
จ้าวเจียนเจียเหมือนได้ที่ระบายอารมณ์ ตะโกนใส่ "แค่ยี่สิบตำลึงท่านยังต้องมาขอข้า ยังจะมาคุยโม้เรื่องสองร้อยตำลึง แกล้งยั่วโมโหข้าชัดๆ"
พูดถึงตอนท้าย เสียงนางเริ่มสั่นเครือ
สุดท้ายนางก็ยังเป็นแค่เด็กสาว ถ้าอยู่ในยุคปัจจุบัน ก็คงเป็นแค่นักศึกษามหาวิทยาลัย
โจวหยวนจับมือเล็กๆ ของนาง พูดเสียงอ่อนโยน "เอาล่ะๆ เสียใจเพราะเงินแค่นี้ไม่คุ้มหรอก เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้า สองวันข้าจะเอาเงินมาวางตรงหน้าเจ้า"
จ้าวเจียนเจียแปลกใจ แต่ก็ยังส่ายหน้า "ไม่จำเป็น"
แม่หนูน้อยคนนี้ยังโกรธอยู่ สงสัยต้องหาทางลงให้หน่อย
โจวหยวนกระซิบ "ถือซะว่าข้าตอบแทนน้ำใจเจ้าเมื่อบ่าย เพราะตอนนั้นเจ้าช่วยข้าไว้ ใช่ไหมล่ะ?"
จ้าวเจียนเจียเงยหน้าขึ้น มองเขาตาแป๋ว "จริงเหรอ?"
โจวหยวนตอบ "ข้าสัญญา!"
จ้าวเจียนเจียถึงได้ยิ้มออก พยักหน้า "ก็ได้ ให้โอกาสท่านตอบแทนบุญคุณข้าก็แล้วกัน"
ถึงตอนนี้ นางเพิ่งรู้ตัวว่ามือยังถูกจับอยู่ อยากจะดึงออกแต่ก็ไม่มีแรง พ่อกับแม่อยู่ข้างๆ จะพูดตรงๆ ก็ไม่ได้
เพื่อเงินสองร้อยตำลึง ข้าจ้าวเจียนเจียจะยอมทนท่านสักครั้ง
ไอ้บ้า! ยังจะมาลูบหลังมือข้าอีก!
หน้าของจ้าวเจียนเจียค่อยๆ แดงระเรื่อ
แต่โจวหยวนไม่ได้ตั้งใจจะแต๊ะอั๋ง ในใจเขากำลังลิงโลดที่จะได้ใช้ข้ออ้างหาเงินแอบหนีไปเที่ยวหอนางโลมต่างหาก
อ้างบังหน้าว่า: หาผู้สนับสนุน โฆษณาประชาสัมพันธ์
ความจริงคือ: มาโลกนี้ทั้งที ยังไงก็ต้องไปดูหอนางโลมสักครั้งสิ
ราตรีแห่งฉินหวาย (ย่านหอนางโลมชื่อดัง) คือสิ่งที่ลูกผู้ชายถวิลหามาแต่โบราณกาล