- หน้าแรก
- จากเขยแต่งเข้า สู่ยอดคนโปรดของจักรพรรดินี
- บทที่ 4 จอมยุทธ์หญิง สอนวรยุทธ์ข้าหน่อยสิ
บทที่ 4 จอมยุทธ์หญิง สอนวรยุทธ์ข้าหน่อยสิ
บทที่ 4 จอมยุทธ์หญิง สอนวรยุทธ์ข้าหน่อยสิ
ไม้พาดโต๊ะตบลงดัง "ปัง" พร้อมกับเสียงตะคอกของผู้เป็นพ่อตา ทำเอาคนทั้งศาลสะดุ้งโหยง
ชายชราคนหนึ่งถูกคุมตัวเข้ามา สองขาสั่นเทาราวกับเจ้าเข้า ทิ้งตัวคุกเข่าลงดังตุบ เสียงตะกุกตะกัก "ข้า... ข้าน้อย คารวะใต้เท้า!"
ชาวบ้านร้านตลาดตาสีตาสา ไม่เคยเจอสถานการณ์ใหญ่โตเช่นนี้ ในใจมีแต่ความหวาดกลัว ไหนเลยจะคิดหาข้อแก้ตัวได้ทัน
เขาได้แต่ตะโกนซ้ำไปซ้ำมาว่า "ใต้เท้า ข้าน้อยถูกใส่ร้ายขอรับ!"
จ้าวเฉิงไม่ใช่ขุนนางเลอะเลือน เห็นสภาพการณ์เช่นนี้มีหรือจะไม่เข้าใจ จึงตวาดเสียงเกรี้ยว "เคียวเล่มนี้ค้นเจอในบ้านเจ้า! กลิ่นเลือดดึงดูดแมลงวันมารุมตอม! ยังกล้าบอกว่าถูกใส่ร้ายอีกรึ!"
"หรือต้องให้ลงทัณฑ์ทรมานก่อน เจ้าถึงจะยอมรับสารภาพ!"
ชายชราหมดอาลัยตายอยาก โขกศีรษะลงกับพื้น ร้องไห้โฮ "ใต้เท้าไว้ชีวิตด้วย! ข้าน้อยแค่หน้ามืดตามัวชั่ววูบ ไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าคนจริงๆ!"
จ้าวเฉิงตะคอก "รีบสารภาพความจริงมาเดี๋ยวนี้!"
ชายชราตัวสั่นเทิ้ม พูดติดๆ ขัดๆ "วัน... วันนั้น... นางออกมาจากบ้านโจวหยวน ข้าก็แค่... แค่อยากจะจับนิดจับหน่อย แต่นางไม่ยอม"
"นางทำอาชีพนี้อยู่แล้ว ให้ข้าจับนิดจับหน่อยจะเป็นไรไป? ข้าโมโหหน้ามืด ก็เลยใช้เคียวฟันนาง"
พูดถึงตรงนี้ ชายชราก็ตะโกนลั่น "ข้าไม่ได้ตั้งใจฆ่าคนนะ ข้าแค่อยากจะแต๊ะอั๋ง ใครจะไปนึกว่านางจะตายง่ายขนาดนี้"
ทั้งศาลเงียบกริบ ไทยมุงนับไม่ถ้วนจ้องมองชายชราด้วยสายตาที่แทบจะพ่นไฟออกมาได้
แม่เล้าอู๋ตะโกนด่า "นางไม่ยอม เจ้าก็เลยลงมือสังหารงั้นรึ? น่าสงสารเสี่ยวเยว่ของข้า นางเพิ่งจะสิบเจ็ด ไอ้แก่เดรัจฉาน!"
ราวกับโยนหินลงน้ำ ก่อคลื่นระลอกใหญ่ ผู้คนรอบด้านต่างพากันด่าทอด้วยความโกรธแค้น แทบอยากจะกรูกันเข้ามาประชาทัณฑ์
"เงียบ!"
จ้าวเฉิงตบไม้พาดโต๊ะอีกครั้ง กล่าวเสียงเย็น "กฎหมายต้าจิ้นเข้มงวด ฆ่าคนโดยไร้เหตุผล โทษประหาร!"
"คนร้ายรับสารภาพแล้ว ให้พิมพ์ลายนิ้วมือ ขังคุก รอวันประหาร!"
ฝูงชนหายใจหอบถี่ ดูเหมือนยังไม่หายแค้น ต่างไม่ยอมแยกย้ายกันไป
โจวหยวนประสานมือคารวะ "ท่านผู้ว่าการ คดีจบสิ้นแล้ว ขอให้นำศพของเสี่ยวเยว่คืนแก่หอจุ้ยชุน เพื่อนำไปประกอบพิธีฝัง ให้วิญญาณได้ไปสู่สุขคติเถิด"
จ้าวเฉิงมองลูกเขยผู้นี้ แววตาฉายแววชื่นชม
ในสถานการณ์เช่นนี้ คนหนุ่มอายุสิบแปดปี กลับวางตัวได้เหมาะสม ไม่ถ่อมตนไม่โอหัง มีเหตุมีผล หาจุดสำคัญของคดีจนพบ ช่างหาได้ยากยิ่งนัก
เขาพยักหน้าช้าๆ "แม่เล้าอู๋ เดี๋ยวเจ้าก็รับศพกลับไปเถิด"
แม่เล้าอู๋อ้าปากค้าง การจัดงานศพต้องใช้เงิน แต่ในสถานการณ์แบบนี้ นางทำได้เพียงรับคำอย่างเสียไม่ได้
โจวหยวนถอนหายใจ มองไปรอบๆ แล้วกล่าวเสียงดัง "ทุกท่าน เป็นที่รู้กันดีว่าข้ากับเสี่ยวเยว่เคยรักใคร่ชอบพอกัน แม้จะไม่ใช่เรื่องสูงส่ง แต่ก็เป็นความรู้สึกที่แท้จริง"
"วันนี้นางถูกคนชั่วทำร้าย วาสนาของเราสิ้นสุดลง แต่ข้าโจวหยวนลูกผู้ชายอกสามศอก ไหนเลยจะไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์ในวันวาร"
"ณ ที่นี้ขอให้ทุกคนเป็นพยาน ข้าขอมอบเงินยี่สิบตำลึง ให้หอจุ้ยชุนจัดงานศพให้เสี่ยวเยว่อย่างสมเกียรติ ขอให้นางได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี"
ผู้คนรอบข้างล้วนเป็นชาวบ้านธรรมดา เดิมทีก็สงสารเสี่ยวเยว่อยู่แล้ว พอได้ยินคำพูดนี้ ย่อมซาบซึ้งใจ
"คุณชายโจว ก่อนหน้านี้พวกเราเข้าใจท่านผิดไป ขออภัยด้วย"
"สมกับเป็นบัณฑิตผู้ร่ำเรียนตำรา มีคุณธรรม มีความรับผิดชอบ"
เพื่อนสาวสองคนข้างกายจ้าวเจียนเจียก็กระซิบกระซาบ "เจียนเจีย สามีเจ้าก็ไม่ได้แย่ไปซะทุกอย่างนะ"
"นั่นสิเจียนเจีย เขาออกเงินยี่สิบตำลึงช่วยค่าทำศพเสี่ยวเยว่ นับว่าเป็นคนดีทีเดียว"
ในใจจ้าวเจียนเจียสับสนปนเป แต่สุดท้ายก็แค่นเสียง "ถือว่าเขายังมีมโนธรรมอยู่บ้าง"
ท่ามกลางสายตาชื่นชมของมหาชน โจวหยวนกลับเริ่มลนลาน
เขาลูบคลำทั่วตัว เวรแล้ว ในตัวไม่มีเงินเลยนี่หว่า!
ทำไงดีล่ะทีนี้!
เขามองไปที่พ่อตาข้างบน... ช่างเถอะ ไม่กล้าเอ่ยปาก
สุดท้าย เขาจึงจำใจเดินไปหาจ้าวเจียนเจีย กระซิบเสียงเบา "เจียนเจีย รีบเอาเงินมาให้ข้ายี่สิบตำลึงเร็วเข้า"
สายตานับไม่ถ้วนจับจ้องมาเป็นจุดเดียว จ้าวเจียนเจียหน้าแดงแปร๊ด โกรธจนควันแทบออกหู
เจ้าเขยแต่งเข้าบ้าน ขอเงินเมียตัวเอง ไปจัดงานศพให้กิ๊กเก่าเนี่ยนะ?
เจ้าทำเรื่องแบบนี้ลงไปได้ยังไง!
ประเด็นคือคนมองอยู่เยอะขนาดนี้ ภายใต้ความคาดหวังของฝูงชน จ้าวเจียนเจียจะปฏิเสธก็ไม่ได้
นางทำได้เพียงฝืนยิ้ม ส่งเงินยี่สิบตำลึงให้ "จัดงานให้นางดีๆ เถอะ อายุยังน้อยแท้ๆ... เฮ้อ น่าสงสารจริงๆ"
โจวหยวนรับเงินมา ส่งต่อให้แม่เล้าอู๋ที่ยิ้มแก้มปริ ผู้คนรอบด้านต่างพากันสรรเสริญ
ถึงขั้นมีคนยกย่องจ้าวเจียนเจียว่าวางตัวสมเป็นกุลสตรีตระกูลใหญ่ ไม่ใช่หญิงขี้อิจฉาใจแคบ
คำชมเหล่านี้ยิ่งทำให้จ้าวเจียนเจียรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก นางรีบลากเพื่อนสาวทั้งสองเดินหนีไปทันที
เมื่อเสร็จธุระ ศาลประกาศเลิกประชุม ผู้คนทยอยแยกย้ายกันไป
โจวหยวนมองใบหน้าที่สงบของเสี่ยวเยว่ ถอนหายใจเบาๆ แล้วหันหลังเดินจากไป
"นี่!"
เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น
โจวหยวนหันกลับไป เห็นเย่ชิงอิงในชุดมือปราบ ขี่ม้าสีพุทราแดง ยิ่งดูองอาจสง่างาม
"อ้าว ชิงอิงเองเหรอ มีธุระอะไรอีก?"
โจวหยวนเอ่ยถาม
เย่ชิงอิงขมวดคิ้วทันที กระโดดลงจากม้า พูดเสียงเข้ม "อย่าเรียกข้าว่าชิงอิง ฟังแล้วระคายหู เจ้าเรียกข้าว่ามือปราบเย่"
"ได้เลยจ้ะชิงอิง"
เจอความหน้าด้านของโจวหยวนเข้าไป เย่ชิงอิงสูดหายใจลึก "ถามอะไรหน่อย เมื่อกี้ในศาล เจ้าคิดวิธีไขคดีแบบนั้นออกมาได้ยังไง?"
โจวหยวนตาเป็นประกาย หรี่ตายิ้ม "ตอนเด็กๆ ข้าเคยเจอนักพรตท่านหนึ่ง ท่านมอบตำรา 'บันทึกล้างมลทิน' ให้ข้าเล่มหนึ่ง ในนั้นมีวิธีการตรวจสอบคดีแบบมืออาชีพเยอะแยะเลย"
พูดถึงตรงนี้ เขาพูดเสียงเบา "เจ้าอยากเรียนไหม?"
เย่ชิงอิงถูกอ่านใจออก แต่ยังแสร้งทำหน้านิ่ง "ก็สนใจนิดหน่อย เอาเป็นว่าเจ้าให้ข้ายืมอ่านสักสองวัน? ข้าจ่ายเงินให้ก็ได้"
โจวหยวนส่ายหน้า "เราเป็นเพื่อนกัน จะมาพูดเรื่องเงินทำไม ชิงอิงจ๋า เอาอย่างนี้ ข้าสอนเจ้าสืบคดี เจ้าสอนวรยุทธ์ข้า ตกลงไหม?"
นี่คือสิ่งที่โจวหยวนต้องการทำมากที่สุดในตอนนี้ ออกกำลังกายให้แข็งแรง เรียนรู้วรยุทธ์ เผื่อวันหน้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นจะได้มีวิชาป้องกันตัว
เย่ชิงอิงยิ้มเยาะ "ที่แท้เจ้าก็วางแผนแบบนี้ไว้นี่เอง แต่คงต้องทำให้เจ้าผิดหวังแล้ว ถ้าอาจารย์ไม่อนุญาต ข้าถ่ายทอดวรยุทธ์ให้เจ้าไม่ได้"
โจวหยวนตอบ "งั้นข้าก็สอนวิธีสืบคดีให้เจ้าไม่ได้เหมือนกัน"
"งั้นก็ช่างมันเถอะ!"
เย่ชิงอิงสะบัดหน้าหนี "ข้าก็ไม่ได้อยากได้ตำราของเจ้านักหรอก! ถือซะว่าข้าไม่เคยมาหาเจ้าก็แล้วกัน!"
ไม่ได้สิ เจ้าไม่อยากได้ตำรา แต่ข้าอยากได้วรยุทธ์นี่นา!
โจวหยวนรีบพูด "เดี๋ยวก่อน! ชิงอิง! เรามาต่อรองกันหน่อยไหม? เจ้าลองไปขออาจารย์ดู เผื่อท่านจะยอมรับข้าเป็นศิษย์? ร่างกายข้าอ่อนแอมาก ต้องการการฝึกฝนนะ"
"วิธีสืบคดีข้าสอนให้เจ้าได้ ข้ารับรองว่ามีประโยชน์ทั้งนั้น"
เย่ชิงอิงกัดฟัน "คิดจะเรียนวรยุทธ์ของข้า ฝันไปเถอะ!"
"อีกอย่าง ถ้าเจ้าเรียกข้าว่าชิงอิงอีก ข้าจะตีขาเจ้าให้หัก!"
นางกระโดดขึ้นม้า ดึงบังเหียน เตรียมจะจากไป
โจวหยวนร้อนรน "เดี๋ยวก่อน! อย่างน้อยก็ไปส่งข้าที่บ้านหน่อยสิ! ระยะทางตั้งหลายลี้ จะให้ข้าเดินกลับคนเดียวเหรอ!"
เย่ชิงอิงตอบ "ข้ามีม้าแค่ตัวเดียว!"
โจวหยวนหัวเราะร่า "ข้าก็นั่งซ้อนท้ายเจ้าไง หรือจะให้นั่งข้างหน้าก็ได้ ข้าสัญญาว่าจะไม่มือบอน"
เย่ชิงอิงแค่นเสียง หรี่ตามอง "คุณชายโจวนี่เจ้าชู้ประตูดินจริงๆ น่าเสียดายที่ข้าไม่หลงกลเจ้าหรอก ฮูหยินของเจ้ารออยู่ในรถม้าแน่ะ"
นางสะบัดแส้ ควบม้าจากไปอย่างเท่
โจวหยวนหันกลับไปมอง ก็เห็นรถม้าจอดอยู่ริมถนนจริงๆ ผ้าม่านหน้าต่างขยับไหวๆ เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่มีคนแอบดูอยู่
ในเวลาแบบนี้ ยังไงก็ต้องพึ่งพาเมียตัวเองสินะ! เจียนเจียของข้าช่างรู้ความจริงๆ
เขาเดินดุ่มๆ เข้าไป มุดหัวเข้าไปในรถม้า แต่กลับมีเสียงกรีดร้องดังขึ้น
เมื่อเห็นเพื่อนสาวสองคนของภรรยาอยู่ตรงหน้า โจวหยวนรู้ทันทีว่าโดนเย่ชิงอิงวางยาเข้าให้แล้ว
บ้าเอ๊ย ข้าไปคาดหวังอะไรกับจ้าวเจียนเจียเนี่ย! นางจะมารับข้าได้ยังไง!
แต่ว่า... ขึ้นรถคันนี้ก็ดูท่าจะไม่เลวร้ายนะ โจวหยวนนึกถึงหนังเรื่องหนึ่ง "เพื่อนสนิทภรรยา"
"สวัสดีน้องสาวทั้งสอง ข้าขอติดรถไปด้วยคนนะ คงไม่รังเกียจใช่ไหม"
โจวหยวนหน้าหนาใจด้าน นั่งลงด้วยรอยยิ้ม
เพื่อนสาวทั้งสองมองหน้ากันด้วยความเขินอาย รีบเอามือปิดหน้า
"คุณชายโจว รีบลงไปเถอะ ชายหญิงไม่ควรอยู่ใกล้ชิดกันสองต่อสองแบบนี้"
"ใช่ๆ ถ้าใครรู้เข้า พวกเราจะทำยังไง"
โจวหยวนทำหน้าจริงจัง "เรามีกันตั้งสามคน ไม่ถือว่าสองต่อสองซะหน่อย จริงสิ... พวกเจ้าเคยฟังเรื่อง 'โปเยโปโลเย' ไหม? บัณฑิตยากจนคนหนึ่ง ตกหลุมรักผีสาว..."
การเปลี่ยนเรื่องแบบดื้อๆ ได้ผลชะงัด เด็กสาวที่ไม่ค่อยประสีประสาต่อโลกทั้งสองเผยสีหน้าอยากรู้อยากเห็นทันที
ดังนั้น โจวหยวนจึงเริ่มเล่าเรื่องอย่างออกรส ในขณะที่รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวมุ่งหน้าสู่ตระกูลจ้าว