- หน้าแรก
- อัยการหนุ่มข้ามมิติ ป่วนกรุงโซล
- บทที่ 5 แก๊งไล่ที่
บทที่ 5 แก๊งไล่ที่
บทที่ 5 แก๊งไล่ที่
ในช่วงหลายวันหลังจากการนัดบอด ชเวยูราก็ไม่ได้ติดต่อจางแทซูมาอีก มีเพียงหัวหน้าพัคแทจูเท่านั้นที่คอยถามไถ่ถึงความคืบหน้าของทั้งสองคนอยู่สองสามครั้ง
เนื่องจากรวบรวมหลักฐานได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ คดีของไอ้โรคจิตแอบถ่ายจึงน่าจะถูกส่งฟ้องต่อศาลในเร็วๆ นี้ เมื่อเห็นว่าทุกคนพอจะมีเวลาว่าง จางแทซูจึงเอ่ยปากขอลางานกับหัวหน้า
“จะกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเหรอ?”
“ครับ! ไม่ได้กลับไปนานแล้วครับ!”
“อ้อ ถ้าอย่างนั้นก็ควรกลับไปอยู่สักหลายวันหน่อย ประจวบเหมาะกับที่คดีในมือตอนนี้จัดการไปเกือบหมดแล้ว ฉันเองก็จะได้พักหายใจหายคอด้วย!”
...
เพราะคดีดำเนินไปอย่างราบรื่น แทซูจึงได้วันหยุดยาวมาหลายวัน เขาตั้งใจว่าจะใช้ช่วงเวลานี้จัดการเรื่องทางบ้านให้เรียบร้อยเสียที
บ้านเกิดของแทซูอยู่ที่เมืองทงเฮ จังหวัดคังวอน ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังทางฝั่งตะวันออกของเกาหลี แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ต่ำที่สุดในประเทศเนื่องจากขาดการพัฒนา ทงเฮขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลที่อุดมสมบูรณ์และชายหาดที่สวยงาม ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวทำให้เริ่มมีการก่อสร้างรีสอร์ตและโรงแรมขึ้นมากมาย
อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับครอบครัวของจางแทซูเลย ที่บ้านของเขาประกอบอาชีพประมง อาศัยการเลี้ยงสาหร่ายและจับปลาเพื่อยังชีพ พูดตามตรง สำหรับครอบครัวแบบนี้ การที่มีลูกสอบติดมหาวิทยาลัยยอนเซที่มีชื่อเสียงได้ ก็นับเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากพอแล้ว
การเดินทางจากโซลไปยังทงเฮ หากไม่ขับรถไปเองก็นั่งรถบัสไปได้ หลังจากนั่งรถมานานกว่าสองชั่วโมง ในที่สุดแทซูก็กลับมาถึงบ้านเกิดที่เขาไม่คุ้นเคย ความรู้สึกของเขาเริ่มสับสนว้าวุ่นใจ เพราะต้องมาเจอกับครอบครัวที่เขา (ในร่างนี้) ไม่ได้ผูกพัน
“พี่แทซู! พี่ ทางนี้!”
เมื่อได้ยินคนเรียกชื่อ จางแทซูรีบหันไปตามเสียงเรียก จึงพบว่าเป็น ชินทงเฮ เพื่อนสมัยเด็กของเขานั่นเอง!
“ทงเฮ! อา... ให้ตายสิ แม่ถึงกับวานให้นายมารับฉันเลยเหรอเนี่ย!”
“พี่ไม่ได้กลับมาตั้งนาน มารับแค่นี้เรื่องเล็กน้อยน่า มาครับ ผมช่วยถือกระเป๋า ขึ้นรถกันเถอะ!”
ทงเฮรับกระเป๋าเดินทางของแทซูไปถืออย่างกระตือรือร้น จากนั้นทั้งสองก็ขึ้นรถ รถของทงเฮเป็นรถกระบะส่งปลา ภายในรถจึงตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวปลา แต่จางแทซูก็ไม่ได้รังเกียจแต่อย่างใด
...
ทั้งสองคุยกันไปตลอดทาง รื้อฟื้นความทรงจำเรื่องตลกในวัยเด็ก จนกระทั่งรถแล่นมาถึงหมู่บ้านโดยไม่รู้ตัว
“แม่จ๋า! ผมรับพี่แทซูมาส่งแล้ว!”
“ลำบากแย่เลยนะทงเฮ อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนสิลูก!”
“ไม่ดีกว่าครับแม่ คืนนี้ผมต้องออกเรือ เดี๋ยวต้องรีบกลับไปนอนเอาแรงก่อน! พี่แทซู พรุ่งนี้เดี๋ยวผมเอาปลาหมึกสดๆ มาให้กินนะ!”
...
หลังจากส่งทงเฮกลับไป ครอบครัวแทซูก็พากันมาที่โต๊ะอาหาร
บนโต๊ะมีซุปกระดูกวัวชามใหญ่ส่งกลิ่นหอมฉุย ข้าวสวยร้อนๆ กิมจิเครื่องเคียงอีกห้าหกจาน และโคชูจัง (ซอสพริกเกาหลี) ถ้วยเล็ก แทซูนั่งรถมาตั้งแต่เช้า ตอนนี้ท้องไส้จึงว่างเปล่าร้องประท้วงเต็มที
“แม่ครับ!”
“แทซูของแม่ได้เป็นอัยการแล้ว เหมือนฝันเลยจริงๆ! ญาติๆ บอกว่าถ้าลูกกลับมาเมื่อไหร่ อยากจะจัดงานฉลองให้ลูกด้วยนะ!”
“อย่าเลยครับแม่! ผมเพิ่งเข้าไปทำงานในสำนักงานอัยการ ทำตัวเอิกเกริกไปจะไม่ดี!”
...
ซุปกระดูกวัวที่เคี่ยวจนน้ำซุปกลายเป็นสีขาวขุ่น รสชาติกลมกล่อมสดชื่น ซุปสูตรบ้านแทซูนั้นอัดแน่นไปด้วยเครื่องเครา ทั้งผักสดและเนื้อวัวชิ้นโต แต่เพราะเป็นการต้มซุปจืดๆ เนื้อวัวจึงต้องจิ้มซอสเพิ่มรสชาติถึงจะเด็ด
แทซูตักซุปขึ้นซดคำหนึ่ง ความอบอุ่นแผ่ซ่านตั้งแต่หลอดอาหารลงไปถึงกระเพาะ จากนั้นเขาก็คีบเนื้อวัวชิ้นหนึ่งจิ้มซอสพริกแล้วยัดใส่ปาก
เนื้อวัวเปื่อยนุ่มแทบละลายในปาก เมื่อทานคู่กับกิมจิรสเปรี้ยวกรอบ ข้าวสวยในมือก็พร่องลงไปอย่างรวดเร็ว
“เป็นไงบ้างลูก กิมจินี่เพิ่งทำเสร็จเมื่ออาทิตย์ก่อนเองนะ ตอนขากลับก็เอาติดมือไปเยอะๆ เลยนะลูก!”
...
ในขณะที่สองแม่ลูกกำลังทานข้าวกันอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงทุบประตูดังลั่นมาจากข้างนอก
ปังๆๆ!
“ป้า! อยู่บ้านไหม?”
ปังๆๆ!
“พวกเรามาจากบริษัทเวนคืนที่ดินนะป้า!”
...
น้ำเสียงของคนข้างนอกฟังดูหงุดหงิด และเสียงเคาะประตูก็ไร้ซึ่งความเกรงใจ แทซูเห็นท่าไม่ดีจึงวางตะเกียบลง แต่แม่กลับทำสัญญาณมือบอกให้เขาเงียบ
“ชู่! แม่เคยบอกพวกมันว่าลูกยังไม่กลับมา ก็เลยยื้อเวลาไม่ยอมเซ็นสัญญา ลูกกินไปก่อนนะ เดี๋ยวแม่จะออกไปไล่พวกมันเอง!”
“แม่ครับ?”
แทซูอยากจะถามต่อ แต่แม่ก็โบกมือห้ามแล้วลุกเดินออกไปข้างนอก
...
“พวกแกมาทำไมอีก ฉันบอกแล้วไงว่าลูกชายฉันอยู่โซล ยังไม่กลับมา มีธุระอะไรก็รอให้เขากลับมาก่อน!”
“โธ่ป้า จริงๆ ลูกชายป้าจะอยู่ไม่อยู่มันก็ไม่สำคัญหรอก ยังไงบ้านรูหนูพังๆ นี่ก็เป็นอาคารอันตรายอยู่แล้ว ดีไม่ดีวันไหนถล่มลงมาทับตาย ป้ารีบๆ เซ็นชื่อแล้วรับเงินย้ายออกไปดีกว่า! มา... แค่เซ็นชื่อตรงนี้ รถจอดอยู่หน้าหมู่บ้าน เซ็นเสร็จพวกเราจะพาป้าไปส่งบ้านพักคนชราให้เลย!”
“ฉันบอกแล้วไง มีอะไรให้รอลูกชายฉันกลับมาก่อน!”
“ฮ่าๆ ยายแก่คนเดียวอาศัยอยู่ในบ้านโทรมๆ แบบนี้ ลูกชายคงจะกระจอกน่าดูสินะ! ถ้าวันไหนบ้านถล่มลงมาฝังป้าตายคาบ้านคงน่าสมเพชแย่ ให้พวกเราช่วยป้าตัดสินใจไปอยู่บ้านพักคนชราเถอะน่า!”
“พวกแกจะทำอะไร! ออกไปนะ!”
“ลากตัวยายแก่นี่ขึ้นรถไป!”
เพล้ง!
เพล้ง! เพล้ง!
สิ้นเสียงกระจกแตก จางแทซูรีบลุกพรวดพราดออกไปข้างนอก ภาพที่เห็นคือแม่ของเขาล้มลงไปกองกับพื้น มือทั้งสองกุมเอวด้วยความเจ็บปวด ส่วนกลุ่มคนที่เหลือระดมใช้ท่อนเหล็กฟาดทำลายหน้าต่างบ้านเขาอย่างบ้าคลั่ง
“หยุดนะ! หยุดเดี๋ยวนี้! ไอ้พวกเวรเอ๊ย...”
แทซูไม่พูดพร่ำทำเพลง กระโดดถีบชายคนที่ถือท่อนเหล็กจนกระเด็นทันที พอดีกับที่เพื่อนบ้านและทงเฮที่ได้ยินเสียงเอะอะรีบวิ่งตามมาดู
“พวกแกทำอะไรกันวะ? กล้าดียังไงมาทำระยำที่นี่!”
“ไอ้สัส... ก็พวกแกมันพวกขอทานจนๆ ที่ดื้อด้านไม่ยอมย้ายออกไงเล่า! ดีเลย วันนี้พวกแกไม่มีใครหนีรอดแน่ รีบๆ เซ็นสัญญาซะดีๆ ไม่งั้นอย่าหาว่าไม่เตือน”
หัวหน้าแก๊งตะคอกเสียงเหี้ยม สิ้นเสียงนั้น ประตูรถหลายคันที่จอดอยู่หน้าหมู่บ้านก็เปิดออก ชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำกลุ่มใหญ่ถือไม้เบสบอลวิ่งกรูกันลงมา
“เฮ้ย ไอ้หนู แกซ่ามากนักนะ! กล้าดียังไงมาตีคนของฉัน? ไอ้สัส...”
มันอาศัยพวกมากข่มขวัญชาวบ้านที่มาช่วย ก่อนจะเดินปรี่เข้ามาหาจางแทซู ง้างมือเตรียมจะตบหน้าสั่งสอน แต่ปฏิกิริยาของจางแทซูนั้นรวดเร็วกว่า เขาเหวี่ยงหมัดสวนเปรี้ยงเข้าเต็มหน้ามันทันที
“ไอ้เชี่ยเอ๊ย! กล้ามาทุบกระจกบ้านกูเรอะ ไอ้สารเลว อาชี... อาชี...”
จางแทซูกระชากเนกไทของมันดึงเข้ามา แล้วรัวหมัดใส่ไม่ยั้ง ก่อนจะแถมด้วยการเตะมันจนคว่ำไปกองกับพื้น เพื่อระบายความแค้น
นึกย้อนไปในอดีต ร่างเดิมของจางแทซูเป็นเพียงคนจนที่ไร้อำนาจวาสนา ตอนเกณฑ์ทหารเขาถูกส่งไปประจำการที่ หน่วยปืนใหญ่ยอนชอน จังหวัดคยองกี พื้นที่ซึ่งเคยมีคดีทหารใหม่ทำร้ายตัวเองอันโด่งดัง ที่นั่นการถูกซ้อมและการซ้อมคนเป็นเรื่องปกติเหมือนกินข้าว ดังนั้นการจัดการพวกนักเลงปลายแถวแค่นี้ แทซูไม่มีทางออมมือให้อยู่แล้ว
แต่ไม่นาน เมื่อเห็นลูกพี่โดนเล่นงาน พวกสมุนที่เหลือก็พากันวิ่งกรูเข้ามาหาแทซู ฝ่ายชาวบ้านเห็นดังนั้น ด้วยความโกรธแค้นและสามัคคีจึงพากันกรูเข้าไปขวางเพื่อปกป้องแทซู ทำให้ทั้งสองฝ่ายตะลุมบอนกันชุลมุน แต่ในขณะนั้นเอง เสียงไซเรนรถตำรวจก็ดังแว่วมาจากตีนเขา