เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 อย่าเชิญเทพซี้ซั้ว

บทที่ 23 อย่าเชิญเทพซี้ซั้ว

บทที่ 23 อย่าเชิญเทพซี้ซั้ว


"โรงรับจำนำอักษรเสียชื่อเสียงโด่งดังขนาดนั้น ใครบ้างจะไม่เคยได้ยินตำนาน เพียงแต่ปู่ของคุณทำตัวโลว์โปรไฟล์เกินไป... แต่ท่านประธานซูคงไม่รู้จักปู่ของคุณหรอก ไม่งั้นคงตรงดิ่งไปที่โรงรับจำนำอักษรเสียแล้ว เรื่องอื่นช่างมันก่อน คุณรีบคิดหาวิธีเร็วเข้า!" หลิวฟู่กุ้ยเร่งเร้า

อันที่จริงลู่เฟยเองก็ร้อนใจ เพราะเดือนนี้เหลือเวลาแค่วันนี้กับพรุ่งนี้เท่านั้น

หากหาวัตถุอัปมงคลชิ้นที่สามไม่ได้ ภารกิจที่ปู่มอบหมายให้ก็จะไม่สำเร็จ และเขาก็จะหมดคุณสมบัติในการดำเนินกิจการโรงรับจำนำอักษรเสียต่อไป

โรงรับจำนำอักษรเสียก็จะเหลือเพียงแค่ตำนานจริงๆ

"เอางี้ไหม พวกเราหน้าด้านเข้าไปดูในห้องพระกันอีกรอบ..."

หลิวฟู่กุ้ยวางถ้วยชาลงกำลังจะลุกขึ้น ก็เห็นรถคันหนึ่งแล่นเข้ามาพอดี สีหน้าเขาเปลี่ยนเป็นดีใจทันที

"ท่านประธานซูมาแล้ว!"

ประตูรถเปิดออก ชายวัยกลางคนที่มีบุคลิกภูมิฐานก้าวลงจากรถ

พ่อบ้านจางรีบเข้าไปหา พูดคุยด้วยท่าทางนอบน้อมอยู่ครู่หนึ่ง ชายคนนั้นพยักหน้าเล็กน้อย แล้วมองมาทางห้องน้ำชา

"นั่นไงซูลี่กั๋ว ท่านประธานซู"

หลิวฟู่กุ้ยโบกมือให้ฝ่ายตรงข้ามอย่างตื่นเต้น

"ขอโทษที่ต้องให้รอนานนะครับ" ซูลี่กั๋วเดินเข้ามาในห้องน้ำชาอย่างรวดเร็ว

"ไม่เป็นไรครับไม่เป็นไร ที่บ้านท่านประธานซูมีเรื่องยุ่ง พวกเรารอหน่อยไม่เป็นไรหรอกครับ" หลิวฟู่กุ้ยรีบถามไถ่อย่างห่วงใย "อาการของคุณนายกับคุณท่านเป็นยังไงบ้างครับ?"

"หมอบอกว่าไม่ค่อยดี ต้องรีบผ่าตัดด่วน"

หว่างคิ้วของซูลี่กั๋วฉายแววเหนื่อยล้า เขาตอบผ่านๆ แล้วหันไปมองลู่เฟย

"ท่านนี้คือ?"

"สวัสดีครับท่านประธานซู ผมชื่อลู่เฟยครับ" ลู่เฟยพยักหน้าทักทายอย่างสุภาพ

ท่านประธานซูผู้นี้อายุราวห้าสิบปี หน้าผากกว้าง คิ้วเข้ม ดวงตาเป็นประกาย บ่งบอกถึงโหงวเฮ้งของผู้มีบุญวาสนา รูปร่างสูงใหญ่ ผมสองข้างเริ่มมีสีขาวแซม ดูทั้งสุภาพนุ่มนวลและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน

"เถ้าแก่ใหญ่ลู่ชิงเสวียน คือปู่ของคุณหรือ?"

"ถูกต้องครับ"

"เชิญท่านผู้เฒ่ามาช่วยได้ไหม?"

"ต้องขออภัยครับท่านประธานซู ปู่ของผมไม่ได้อยู่ที่เมืองเจียงตู คงกลับมาไม่ทันในเร็วๆ นี้ ตอนนี้ผมเป็นคนดูแลกิจการโรงรับจำนำอักษรเสียเองครับ" กับคนที่ไม่คุ้นเคย ลู่เฟยมักจะอธิบายแบบนี้เสมอ

"ไม่อยู่ที่เมืองเจียงตูหรือ?" แววตาของซูลี่กั๋วฉายความผิดหวังวูบหนึ่ง

ตอนที่ได้ยินหลิวฟู่กุ้ยอ้างว่ารู้จักเถ้าแก่โรงรับจำนำอักษรเสีย เขานึกว่าคนที่จะมาคือเถ้าแก่เฒ่าลู่ชิงเสวียนเสียอีก

แม้ลู่เฟยจะเป็นหลานของลู่ชิงเสวียน แต่ก็ยังดูเด็กเกินไป วิชาความรู้ของโรงรับจำนำอักษรเสีย เขาจะเรียนรู้มาได้สักกี่มากน้อย?

หลิวฟู่กุ้ยรีบพูดเสริม "ท่านประธานซูวางใจได้เลยครับ เถ้าแก่ลู่น้อยเป็นคนหนุ่มไฟแรงมีความสามารถ ผมเห็นฝีมือเขามากับตา รับรองว่าไม่ด้อยไปกว่าเถ้าแก่ใหญ่ลู่แน่นอนครับ"

"ถ้าอย่างนั้น ทั้งสองท่านได้เห็นพระแม่แล้ว มีวิธีแก้ไขไหมครับ?" ซูลี่กั๋วผ่านสมรภูมิธุรกิจมาโชกโชน เก็บอารมณ์ความรู้สึกได้เป็นอย่างดี ไม่มีทางทำตัวเสียมารยาทไล่แขกเหมือนลูกชายแน่ๆ

ลู่เฟยมองเขาแวบหนึ่ง

หว่างคิ้วและใต้ตาดำคล้ำ สีหน้าหม่นหมอง นี่คือลักษณะของคนที่โดนของไม่ดีเข้าตัว

ส่วนเปลือกตากระตุก ดวงตามีเส้นเลือดฝอยขึ้น และนิ้วมือสั่นระริกโดยไม่รู้ตัว แสดงถึงความวิตกกังวลและความเครียดอย่างหนัก

ทั้งที่ในใจร้อนรนแทบไหม้ แต่ภายนอกยังคงสงบนิ่งได้ สมแล้วที่เป็นมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ จิตใจไม่ธรรมดาจริงๆ

"พูดตามตรงนะครับท่านประธานซู ผมเพิ่งมาถึง ได้เห็นพระแม่แค่แวบเดียว ยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในบ้านคุณ เลยไม่กล้าฟันธงมั่วซั่วน่ะครับ" ลู่เฟยตอบตามความจริง

"คงต้องรบกวนให้คุณเล่าให้ฟังก่อนว่า หลังจากเชิญพระแม่เข้าบ้านแล้ว เกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง"

หลิวฟู่กุ้ยรีบเสริม "ท่านประธานซูครับ การรักษาโรคยังต้องตรวจดูอาการ ถามไถ่ประวัติ ฟังเสียงชีพจร ถ้าไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ต่อให้เถ้าแก่ลู่น้อยเก่งแค่ไหนก็จนปัญญาครับ"

ซูลี่กั๋วหมุนแหวนหยกที่นิ้วเล่น เขาไม่รู้ว่าลู่เฟยมีความสามารถแค่ไหน แต่เห็นอีกฝ่ายมีท่าทีจริงใจ ไม่คุยโวโอ้อวด ก็น่าลองเสี่ยงดู

ลูกชายอย่างซูหมิงเซวียนเชิญปรมาจารย์หยางมาแล้ว ลองให้สองฝ่ายแข่งกันดูว่าใครจะแน่กว่ากัน

ดังนั้น เขาจึงนั่งลง แล้วเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ "พระแม่องค์นี้มาจากเทวสถานแห่งหนึ่งในหนานหยาง อย่างที่พวกคุณคงรู้กันแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ลี้ลับที่คุ้นเคยกันเป็นคนหามาให้"

"ผมทุ่มเงินก้อนโตอัญเชิญท่านกลับมา จัดห้องพระให้อย่างดี คอยกราบไหว้บูชาไม่ขาด"

"อิทธิฤทธิ์ของพระแม่ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ วันรุ่งขึ้นก็มีธุรกิจใหญ่เข้ามาทันที"

"แต่พอผมเซ็นสัญญาเสร็จ ก็ได้รับโทรศัพท์จากที่บ้านว่าคุณแม่เป็นลมหมดสติ ต้องนำส่งโรงพยาบาล หมอบอกว่าเป็นโรคหัวใจ"

"แม่ผมดูแลสุขภาพตัวเองดีมาก เรื่องอาหารการกินและการใช้ชีวิตประจำวันมีคนดูแลใกล้ชิด ร่างกายแข็งแรงมาตลอด ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีสัญญาณของโรคหัวใจเลย หมออธิบายว่าคนแก่แล้ว ย่อมมีโรคภัยไข้เจ็บถามหาเป็นธรรมดา"

"พวกเราก็พยายามทำใจยอมรับคำอธิบายนี้ ย้ายแม่ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลที่ดีที่สุด"

"เจ็ดวันต่อมา ธุรกิจที่สองก็ประสบความสำเร็จ อีกฝ่ายยื่นข้อเสนอที่ต่ำมาก ราวกับรีบเอาเงินมาให้ แต่พอเซ็นสัญญาเสร็จ ที่บ้านก็มีคนล้มป่วยกะทันหันอีกคน"

"พี่ชายคนโตของผม ซูลี่หมิน ตรวจพบมะเร็งตับ"

"พอธุรกิจที่สามสำเร็จ พี่สะใภ้ก็ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ม้ามแตก อาการสาหัส"

"เรื่องร้ายไม่ควรเกินสามครั้ง ผมไม่อาจหลอกตัวเองได้อีกแล้วว่าเป็นเรื่องบังเอิญ" ซูลี่กั๋วสูดหายใจลึก "เพราะเวลามันแม่นยำเกินไป! แทบจะทันทีที่ผมปิดดีลธุรกิจได้ คนในบ้านก็จะต้องเกิดเรื่อง"

"ศาลเจ้าไหว้ซี้ซั้วไม่ได้ พระพุทธรูปขอพรซี้ซั้วไม่ได้ เทพเจ้าเชิญซี้ซั้วไม่ได้" ลู่เฟยเอ่ยอย่างแปลกใจ "เทพบางองค์ไม่ใช่สายขาว แม้จะให้ผลดี แต่ราคาที่ต้องจ่ายก็สูงลิบ ผู้เชี่ยวชาญคนนั้นไม่ได้บอกท่านประธานซูเหรอครับ?"

พระแม่องค์นั้นมีหาง น่าจะเป็นปีศาจจำพวกหนึ่ง

"เขารับปากผมว่า ขอแค่ไม่เปิดผ้าแดง ก็จะไม่มีผลข้างเคียงใดๆ พอผมเริ่มรู้ตัวว่าพระแม่มีปัญหา ก็ติดต่อเขาไม่ได้แล้ว" แววตาของซูลี่กั๋วเย็นชาลง

ลู่เฟยกับหลิวฟู่กุ้ยมองหน้ากัน

เห็นได้ชัดว่าตระกูลซูโดนวางยาเข้าให้แล้ว

"ผมตั้งใจจะหยุดทำธุรกิจทั้งหมด แต่ลูกชายผม หมิงเซวียน ดันไปเซ็นสัญญามาอีกฉบับพอดี คราวนี้คนที่โดนคือภรรยาผม" ซูลี่กั๋วกำหมัดแน่น

"เธอตรวจพบมะเร็งปอด"

"ตอนนี้ คนในครอบครัวผมสี่คนนอนอยู่ไอซียู อาการร่อแร่"

หนึ่งธุรกิจแลกหนึ่งชีวิต! ขืนปล่อยไว้แบบนี้ คนตระกูลซูคงตายกันหมดบ้านแน่

ใบหน้าของซูลี่กั๋วฉายแววเหนื่อยล้าและทุกข์ทรมาน ในที่สุดเขาก็เอ่ยเสียงหนักแน่น "ไม่ว่าจะเป็นพวกคุณ หรือปรมาจารย์หยาง ใครช่วยพวกเขาได้ ผมถือว่าเป็นผู้มีพระคุณของตระกูลซู!"

หลิวฟู่กุ้ยรีบรับคำ "ท่านประธานซูพูดเกินไปแล้วครับ ได้แบ่งเบาภาระของท่านถือเป็นเกียรติของพวกเรา ผมกับเถ้าแก่ลู่น้อยจะพยายามอย่างสุดความสามารถครับ"

จากนั้นเขาก็หันไปถามลู่เฟย "เถ้าแก่ลู่น้อย ท่านประธานซูเล่ารายละเอียดขนาดนี้แล้ว คุณน่าจะมีวิธีแล้วใช่ไหม?"

ลู่เฟยทำท่าครุ่นคิด ไม่ได้ตอบคำถามเขา

"หัวใจ ตับ ม้าม ปอด... ขาดแค่ไต ก็จะครบห้าอวัยวะสำคัญแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงเจาะจงป่วยที่อวัยวะพวกนี้?"

เขาเงยหน้าขึ้นถาม "ท่านประธานซูครับ คนในบ้านเกิดเรื่องห่างกันกี่วันครับ?"

"เจ็ดวัน"

"แน่ใจนะครับ?"

"แน่ใจมากครับ!"

เวลาช่างเป็นระบบระเบียบเหลือเกิน บวกกับเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ซูลี่กั๋วไม่มีทางจำผิดแน่นอน

ลู่เฟยสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ เพราะเขานึกถึงความเป็นไปได้อยางหนึ่ง หากปล่อยให้เจ้าสิ่งชั่วร้ายนั้นทำสำเร็จ เกรงว่าจะไม่มีใครช่วยตระกูลซูได้อีกแล้ว

"เถ้าแก่ลู่น้อย ถามแบบนี้แสดงว่าดูอะไรออกแล้วใช่ไหมครับ?" ซูลี่กั๋วถาม

ลู่เฟยกำลังจะอ้าปากตอบ

"อ๊ากกก——!"

เสียงร้องโหยหวนดังลั่นมาจากห้องรับรอง

ในคฤหาสน์ที่เงียบสงบ เสียงร้องนี้จึงบาดหูเป็นพิเศษ

"ลุงจาง เสียงอะไรน่ะ?"

"ดูเหมือนจะมาจากทางห้องพระครับ คุณชายใหญ่กับปรมาจารย์หยางอยู่ข้างใน... แย่แล้ว หรือว่าจะไปลบหลู่พระแม่เข้าแล้ว?" พ่อบ้านหน้าถอดสี

จบบทที่ บทที่ 23 อย่าเชิญเทพซี้ซั้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว