- หน้าแรก
- โรงจำนำของอัปมงคล รับจำนำเฉพาะของต้องสาป
- บทที่ 20 แลกชีวิตด้วยโชคลาภ
บทที่ 20 แลกชีวิตด้วยโชคลาภ
บทที่ 20 แลกชีวิตด้วยโชคลาภ
ต้นหวายแก่แผ่กิ่งก้านสยายเงาวูบวาบใต้แสงไฟถนน
ถนนเงียบเชียบวังเวง มีเพียงลู่เฟยยืนอยู่ลำพัง
"นี่เราประสาทหลอนไปเองเหรอ?"
ลู่เฟยมองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง ก่อนจะละสายตา
เขาปลดป้าย 'เจ้าของร้านไม่อยู่ มีธุระโปรดโทร' ลง ผลักประตูเปิด แล้วเดินตรงดิ่งกลับไปยังเรือนหลัง
ดึกดื่นป่านนี้ คงไม่มีลูกค้าหน้าไหนโผล่มาหรอก
ลู่เฟยรีบอาบน้ำเข้านอนแต่หัวค่ำ
เรื่องของร้านตัวเป่าเซวียนจะน่าสยดสยองพองขนแค่ไหน สุดท้ายก็ไม่เกี่ยวกับเขาอยู่ดี และเป็นไปได้สูงว่าจะไม่มีวัตถุอัปมงคลอะไรทั้งนั้น เป็นแค่ข่าวลือปากต่อปากของชาวบ้าน
ตำรวจเพิ่งจะคุมตัวคนร้ายไปเมื่อบ่าย ผลการสอบสวนจะออกมาเร็วขนาดนั้นเชียวหรือ?
พอคิดได้ว่าพรุ่งนี้ต้องไปบ้านเพื่อนของหลิวฟู่กุ้ยเพื่อดูวัตถุอัปมงคล ลู่เฟยก็ส่ายหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่าน หลับตาลงเข้าสู่ห้วงนิทรา
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เขาเปิดประตูร้านต้อนรับวันใหม่
หลิวฟู่กุ้ยมาตามนัด พร้อมอาหารเช้าในมือ
"อรุณสวัสดิ์ครับเถ้าแก่ลู่น้อย"
"อรุณสวัสดิ์ครับลุงฟู่กุ้ย"
"ถ้าไม่มีปัญหาอะไร เราออกเดินทางกันเลยไหม?"
หลิวฟู่กุ้ยขับรถตู้เอนกประสงค์คันใหญ่ นั่งสบายกว้างขวาง
ระหว่างทาง ทั้งคู่หนีไม่พ้นที่จะพูดถึงเรื่องร้านตัวเป่าเซวียน
"ตาแก่เหลียงเนี่ยนะ โดนวางยาแน่ๆ ผมเคยเตือนแกแล้วว่าทำอะไรอย่าให้มันสุดโต่งเกินไป เผื่อทางหนีทีไล่ไว้บ้าง แกก็ไม่ฟัง เฮ้อ..."
"ลุงฟู่กุ้ยรู้ไหมครับว่าแกรบซื้ออะไรมา?"
หลิวฟู่กุ้ยส่ายหน้าจนคางสองชั้นกระเพื่อม
"จะเป็นอะไรผมไม่รู้แน่ชัดหรอก แต่ต้องเป็นของสกปรกแน่นอน วันนั้นผมเห็นแกกลับมาจากข้างนอก ในอ้อมแขนกอดของบางอย่างที่ห่อผ้าดำไว้แน่นหนา"
"ถึงจะมองไม่เห็นข้างใน แต่ไอ้ของนั่นมันแผ่รังสีอำมหิตออกมาจนรู้สึกได้"
"อยู่วงการของเก่ามานาน ถึงตาจะไม่ทิพย์เหมือนพวกคุณโรงรับจำนำอักษรเสีย แต่ก็พอจะมีเซนส์อยู่บ้าง"
"ตอนนั้นผมก็รู้สึกทะแม่งๆ เลยลองเลียบเคียงถามดูว่าได้ของดีอะไรมา"
"แกบอกแค่ว่าเป็นของหายากที่เศรษฐีคนหนึ่งตามหามานาน แกอุตส่าห์ไปเสาะหามาจากบ้านชาวนาในชนบทจนได้ แต่ไม่ยอมบอกว่าเป็นอะไร ทำท่าหวงก้างกลัวผมจะไปแย่งลูกค้า"
"เศรษฐีที่ไหนจะอยากได้ของที่มีรังสีอำมหิตขนาดนั้น? ผมเดาว่าแกคงโดนหลอกเข้าให้แล้ว ไม่นึกเลยว่าวันรุ่งขึ้นจะเกิดเรื่อง! แถมยังสยองขนาดนี้!"
ลู่เฟยฟังแล้วขนลุกซู่ "มีความแค้นอะไรกันนักหนา วิธีการมันโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว! โบราณว่าภัยไม่ควรลามถึงลูกเมีย แต่นี่เล่นบีบให้เถ้าแก่เหลียงลงมือฆ่าลูกเมียตัวเองกับมือ มันเจ็บปวดยิ่งกว่าฆ่าแกให้ตายซะอีก"
"เฮ้อ คนไร้ศีลธรรมในโลกนี้มีน้อยเสียเมื่อไหร่?" หลิวฟู่กุ้ยเปรย ก่อนจะวกกลับมาเยินยอ "ถ้าทุกคนมีจิตใจดีงามรักความยุติธรรมเหมือนโรงรับจำนำอักษรเสีย คอยกำจัดสิ่งชั่วร้าย ช่วยเหลือผู้คน โลกคงสงบสุขไปนานแล้ว"
ลู่เฟยคิดในใจว่า พวกเราก็ไม่ได้สูงส่งขนาดนั้นหรอก ก็แค่ทำมาหากินกับอาชีพสีเทาๆ เหมือนกัน
"เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ วันนี้เราจะไปดูของอัปมงคลที่บ้านเพื่อนผม เพื่อนคนนี้แซ่ซู เป็นคนใหญ่คนโตในเมืองเจียงตูเลยนะ" หลิวฟู่กุ้ยไม่ลืมจุดประสงค์ของวันนี้ รีบวกเข้าเรื่อง
ลู่เฟยดึงสติกลับมา "เมื่อวานลุงบอกว่าของอัปมงคลที่บ้านเขาคือเทวรูปใช่ไหมครับ?"
"ใช่ ช่วงสองปีมานี้ธุรกิจที่บ้านเขาติดขัด เลยไปเชิญเทวรูปเสริมดวงมาจากต่างแดนตามคำแนะนำของอาจารย์ท่านหนึ่ง พอบูชาแล้วธุรกิจก็ดีขึ้นผิดหูผิดตา แต่ว่า..." หลิวฟู่กุ้ยกลืนน้ำลาย สีหน้าเคร่งเครียด
"คนในบ้านกลับทยอยเจอเรื่องร้ายๆ ทีละคน!"
"หมายความว่าไงครับ?"
"ทุกครั้งที่ปิดดีลใหญ่ได้ จะต้องมีคนในบ้านซวย ไม่ตรวจเจอโรคร้าย ก็ต้องเกิดอุบัติเหตุ"
ลู่เฟยคิ้วกระตุก "แรงขนาดนี้ พวกเขาเชิญเทพอะไรมาครับ?"
"รู้แค่ว่าทุ่มเงินไม่อั้นเชิญมาจากทางใต้แถบหนานหยาง" หลิวฟู่กุ้ยเบ้ปาก "ได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้วว่าของแถบนั้นเฮี้ยนนัก ไม่รู้พวกเขาคิดอะไรอยู่ถึงกล้าไปเชิญมา"
"ถ้าต้องเอาชีวิตคนมาแลกกับความร่ำรวย เกรงว่าจะเป็นเทพเจ้าแห่งความชั่วร้ายซะมากกว่า" ลู่เฟยครุ่นคิด
เทพเจ้าแห่งความชั่วร้ายรับมือยากกว่าวัตถุอัปมงคลทั่วไปหลายเท่า
หลิวฟู่กุ้ยเหลือบมองสีหน้าของชายหนุ่มแล้วพูดปลอบ "ไม่ต้องกังวล ไปถึงที่แล้วค่อยดูลาดเลา ถ้าจัดการได้ก็ดี ถ้าไม่ไหวเราก็ไม่เสียหายอะไร แต่ผมเชื่อในฝีมือเถ้าแก่ลู่น้อยนะ ใต้หล้านี้ไม่มีของอัปมงคลชิ้นไหนที่โรงรับจำนำอักษรเสียจัดการไม่ได้หรอก!"
"ลุงฟู่กุ้ยครับ ชาติที่แล้วลุงเกิดเป็นคนเลี้ยงม้าหรือเปล่าครับ?" จู่ๆ ลู่เฟยก็จ้องหน้าเขาเขม็ง
"หมายความว่าไง?"
"ก็ลุงชอบ 'ตบก้นม้า' เก่งเหลือเกินนี่นา"
หลิวฟู่กุ้ยชะงักไปนิด ก่อนจะหัวเราะแก้เก้อ "ฮ่าๆ ผมพูดจากใจจริงทั้งนั้นแหละ... เอ้า ถึงแล้ว!"
พูดจบเขาก็หมุนพวงมาลัย เลี้ยวรถเข้าสู่ประตูรั้วขนาดมหึมาที่ดูโอ่อ่าอลังการ
เสาสองต้นขนาบข้างประตูมีมังกรพันรอบ ด้านหลังมังกรคือสวนหย่อมขนาดใหญ่ตรงทางเข้า
ภายใต้ภูเขาจำลองที่ตระหง่านเขียวขจี คือธารน้ำใสไหลริน ตรงกลางธารน้ำมีลูกแก้วสีขาวขุ่นขนาดมหึมากลิ้งไปมาไม่หยุด
ในทางฮวงจุ้ย นี่คือรูปแบบการจัดวางที่เรียกว่า 'เก็บลมสะสมปราณ'
ด้านหลังสวนหย่อม คือทิวไม้หายากเขียวชอุ่ม อาคารรูปทรงวิจิตรบรรจงซ่อนตัวอยู่อย่างกลมกลืน
ลู่เฟยตกตะลึงเล็กน้อย
'หุบเขามังกรทะยาน' หมู่บ้านจัดสรรแห่งนี้มีชื่อเสียงก้องเมืองเจียงตู คนละระดับกับวิลล่าเล็กๆ ของเซี่ยเหยา ที่นี่ไม่ใช่แค่มีเงินแล้วจะเข้ามาอยู่ได้
คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ ไม่ร่ำรวยล้นฟ้า ก็ต้องมีอำนาจวาสนา
รวยระดับมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ
สูงศักดิ์ระดับผู้มีอิทธิพล
หลิวฟู่กุ้ยที่มีบุคลิกเหมือนพ่อค้าตลาดนัด คลุกคลีอยู่ในถนนค้าของเก่ามาทั้งชีวิต กลับมีเพื่อนระดับนี้เชียวหรือ?
หรือว่าตาลุงนี่จะเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง?
ลู่เฟยอดไม่ได้ที่จะมองเขาใหม่อีกครั้ง
"รถผมมันกระจอกไปหน่อย ไม่กล้าขับเข้าไป รบกวนเถ้าแก่ลู่น้อยเดินเท้าเข้าไปกับผมหน่อยนะ" หลิวฟู่กุ้ยจอดรถไว้ที่ลานจอดรถด้านนอก
"ไม่เป็นไรครับ"
ทั้งสองเดินไปที่ประตูใหญ่ หลิวฟู่กุ้ยฉีกยิ้มกว้างทักทาย รปภ. ร่างสูงใหญ่ที่ยืนเฝ้าประตู
รปภ. วอวิทยุตรวจสอบความเรียบร้อย ก่อนจะอนุญาตให้ทั้งคู่เข้าไป
เมื่อเดินอ้อมภูเขาจำลองขนาดยักษ์ เข้าสู่เขตหมู่บ้าน
ภายในเต็มไปด้วยศาลาเก๋งจีน ทางเดินคดเคี้ยวร่มรื่น ต้นไม้ใบหญ้าทุกต้นถูกจัดวางอย่างพิถีพิถัน พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลราวกับสวนสาธารณะขนาดยักษ์
ถ้าลู่เฟยเข้ามาคนเดียวคงหลงทางแน่
เขาอดไม่ได้ที่จะจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ นึกบ่นในใจ "ตาลุงนี่น่าจะบอกกันก่อน รู้งี้แต่งตัวให้ดูดีกว่านี้หน่อย ตอนนี้ใส่ชุดยังดูแย่กว่าเครื่องแบบ รปภ. ซะอีก"
"เรือนหมายเลข 9 บ้านตระกูลซูนั่นแหละ"
เมื่อมาถึงหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ดูโอ่อ่า หลิวฟู่กุ้ยก็หยุดเดิน
"ท่านประธานซูเคยซื้อของเก่าจากผมไปหลายชิ้น เห็นว่าผมราคาเป็นกันเองและไว้ใจได้ ก็เลยไหว้วานให้ช่วยหาคนมาจัดการเรื่องนี้ อย่าเห็นว่าบ้านเขารวยล้นฟ้า จริงๆ ท่านประธานซูแกไม่ถือตัวเลย คุยง่ายมาก"
พูดพลางหลิวฟู่กุ้ยก็เอื้อมมือไปกดกริ่ง
"ใครครับ?" เสียงเรียบๆ ดังออกมา
"ท่านประธานซู ผมเองครับ เสี่ยวหลิว"
หลิวฟู่กุ้ยยิ้มประจบใส่กล้องวงจรปิด
"กรุณารอสักครู่"
สองวินาทีถัดมา ประตูไม้แกะสลักบานใหญ่หนาหนักก็ส่งเสียง คลิก แล้วเปิดออก
"เชิญครับเถ้าแก่ลู่น้อย"
ลู่เฟยและหลิวฟู่กุ้ยเดินเข้าไปในลานกว้าง
"เถ้าแก่หลิวใช่ไหมครับ เชิญทางนี้"
ชายชราท่าทางเหมือนพ่อบ้านเดินนำทั้งสองไปยังเรือนรับรอง
"ทั้งสองท่านครับ นายท่านกำลังเดินทางกลับจากโรงพยาบาล อีกสักครู่คงมาถึง หากไม่รังเกียจ เชิญสักการะ 'พระแม่' ก่อนได้ครับ"
ที่หน้าประตูเรือนรับรอง พ่อบ้านลดเสียงกระซิบอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าจะมีใครได้ยิน
สักการะพระ?
ไม่ใช่เทพเจ้าแห่งความชั่วร้ายเหรอ ทำไมต้องไหว้ด้วย?
หลิวฟู่กุ้ยหันไปมองหน้าลู่เฟย
ลู่เฟยพยักหน้า "ได้ครับ เข้าไปดูกันก่อน"
"เชิญครับ"
พ่อบ้านผลักประตูบานใหญ่เปิดออก
กลิ่นธูปลอยมาแตะจมูก
เรือนรับรองอันหรูหราทว่ามืดสลัวปรากฏแก่สายตา
ลู่เฟยมองปราดเดียวก็เห็นโต๊ะบูชาที่ตั้งอยู่ติดผนังด้านใน
บนโต๊ะบูชา มีเทวรูปองค์หนึ่งคลุมด้วยผ้าแดงตั้งตระหง่านอยู่อย่างเงียบงัน