เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 จิตใจมนุษย์สุดอำมหิต

บทที่ 6 จิตใจมนุษย์สุดอำมหิต

บทที่ 6 จิตใจมนุษย์สุดอำมหิต


ในวิลล่ามีกันอยู่แค่สามคน

นอกจากลู่เฟยและเซี่ยเหยาแล้ว จะมีใครที่ไหนมาล็อกประตูจากด้านนอกได้อีก?

คำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้ว

กุกกัก! กุกกัก!

ในตอนนั้นเอง ลูกปัดกระดูกคนก็กลิ้งขึ้นบันไดมา ราวกับลูกตาที่เปี่ยมไปด้วยความประสงค์ร้าย พุ่งตรงเข้าหาทั้งสองคนอย่างรวดเร็ว

"ต้องรีบออกไปเดี๋ยวนี้!"

ลู่เฟยไม่มีเวลามาวิเคราะห์อะไรอีกแล้วเขาวางเซี่ยเหยาลง สูดหายใจลึกรวบรวมแรงทั้งหมดพุ่งชนประตูใหญ่

ประตูบานนี้ทำจากไม้เนื้อแข็งหนาหนัก เมื่อถูกลู่เฟยพุ่งชนสุดแรง มันเพียงแค่สั่นสะเทือนเล็กน้อยเท่านั้น

"ในเมื่อออกไปไม่ได้ ก็ต้องเสี่ยงดวงกันสักตั้ง!"

เมื่อเห็นลูกปัดกระดูกคนกลิ้งเข้ามาใกล้เหลือระยะห่างอีกเพียงไม่กี่ขั้นบันได ลู่เฟยไม่สนใจความเจ็บปวดที่หัวไหล่ ตัดสินใจกัดปลายนิ้วกลางของตัวเองจนเลือดไหล แล้วบีบเลือดสดๆ สองหยดลงไปในขี้เถ้าธูป

ลู่เฟยรีบโปรยขี้เถ้าธูปที่ผสมเลือดนิ้วกลางลงรอบตัว วาดเป็นวงกลมล้อมรอบตัวเขาและเซี่ยเหยาเอาไว้

ทันทีที่วงกลมบรรจบกัน ลูกปัดกระดูกคนก็ไล่ตามมาถึงพอดี แต่กลับถูกกั้นเอาไว้ด้านนอก

พวกมันกระดอนไปมาอย่างเกรี้ยวกราด จ้องมองทั้งคู่ด้วยความอาฆาตมาดร้าย แต่กลับไม่กล้าข้ามผ่านวงล้อมขี้เถ้าเข้ามา

ได้ผล!

ลู่เฟยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

ในตัวคนเป็นจะมีไฟอยู่สามกอง ตามความเชื่อเรียกว่า 'ไฟธาตุหยาง'

เลือดจากนิ้วกลางสองหยด เปรียบเสมือนไฟธาตุหยางสองกอง

เมื่อนำขี้เถ้าธูปผสมกับเลือดนิ้วกลางแล้วโปรยไว้รอบกาย ก็จะเกิดเป็นวงแหวนป้องกันที่มีไฟธาตุหยางลุกโชนอยู่

"คืนนี้จะกำราบมันคงเป็นไปไม่ได้แล้ว ทำได้แค่ยื้อเวลาให้ถึงเช้า!"

กลางคืนเป็นพลังหยิน กลางวันเป็นพลังหยาง

สิ่งอัปมงคลมักจะแผลงฤทธิ์ได้แค่ในเวลากลางคืน ขอเพียงฟ้าสาง วิญญาณอาฆาตเหล่านั้นก็จะกลับเข้าไปสิงสู่ในลูกปัดตามเดิม

ลูกปัดกระดูกคนยังคงจ้องเขม็ง ลู่เฟยกัดฟันอดทนอย่างถึงที่สุด

หนึ่งคืนที่เต็มไปด้วยความหวาดผวา เขาไม่เคยรู้สึกว่าเวลาจะยาวนานขนาดนี้มาก่อน

จนกระทั่งในตอนที่เขาแทบจะทนไม่ไหว ท้องฟ้าก็เริ่มสว่าง

แปะ!

ลูกปัดกระดูกคนร่วงลงกับพื้น กลายสภาพเป็นสร้อยคอธรรมดาและแน่นิ่งไป

ร่างกายที่เกร็งเครียดของลู่เฟยผ่อนคลายลง

สร้อยคอกระดูกมนุษย์หมดฤทธิ์ชั่วคราวแล้ว

เมื่อพอจะหายใจหายคอได้ ลู่เฟยก็ฝืนสังขารเช็ดขี้เถ้าบนพื้นออก แล้วแบกเซี่ยเหยาลงไปซ่อนตัวในห้องออกกำลังกายด้านล่าง

ผ่านไปพักใหญ่

แกร๊ก

เสียงลูกบิดหมุน

ประตูปิดตายของห้องใต้ดินถูกผลักออก ใบหน้าอวบอูมของหญิงวัยกลางคนชะโงกเข้ามา มองซ้ายมองขวา ก่อนจะก้าวลงบันไดมา

ป้าอู๋ แม่บ้านคนนั้นนั่นเอง

"เอ๊ะ คนหายไปไหน?"

เมื่อลงมาถึงห้องออกกำลังกาย ป้าอู๋ไม่พบใครเลย จึงแสดงสีหน้าสงสัย

"หาผมอยู่เหรอ?"

เสียงเย็นชาดังขึ้นจากด้านหลัง

เธอหน้าถอดสีด้วยความตกใจ ทันทีที่หันกลับไป ด้ามมีดอันแข็งแกร่งก็ฟาดเข้าใส่หน้าเธออย่างจัง

ผัวะ!

ด้ามมีดกระแทกเข้ากลางใบหน้า ป้าอู๋ร้องโหยหวน เซถอยหลัง เลือดกำเดาไหลทะลัก

ลู่เฟยไม่คิดจะสู้ต่อ เขารีบแบกเซี่ยเหยาวิ่งสวนขึ้นไป รวดเดียวจนพ้นห้องใต้ดิน แล้วจัดการล็อกประตูขังแม่บ้านไว้ข้างล่างทันที

เมื่อกลับมาถึงห้องรับแขก เขาโยนมีดเลาะกระดูกทิ้งไป วางเซี่ยเหยาลงบนโซฟา แล้วกระชากผ้าม่านหนาทึบออก เปิดรับแสงแดดให้สาดส่องเข้ามา

เมื่อทำทุกอย่างเสร็จ เขาก็หมดแรง ทรุดตัวลงนั่งพิงกระจกบานใหญ่ หอบหายใจอย่างหนักหน่วงราวกับคนขาดอากาศ

ปึง! ปึง! ปึง!

เสียงทุบประตูห้องใต้ดินดังแว่วมาพร้อมกับคำด่าทอหยาบคาย

ลู่เฟยทำหูทวนลม ไม่สนใจ

ผ่านไปนาน

เซี่ยเหยาค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นด้วยความมึนงง

"ปวดหัวจัง ฉันฝันร้ายอีกแล้ว..."

เธอกุมขมับ พยุงตัวลุกขึ้นนั่งบนโซฟาอย่างยากลำบาก สิ่งแรกที่ทำคือคลำหาที่คอ แต่กลับต้องชะงัก

บนคอว่างเปล่า ไม่มีสร้อยเส้นนั้นแล้ว

"คุณเซี่ย ตื่นแล้วเหรอครับ"

เสียงของลู่เฟยดังมาจากด้านข้าง

เซี่ยเหยาหันไปมอง เห็นลู่เฟยถือจานอาหารสองใบเดินออกมาจากครัว แม้เขาจะดูเหนื่อยล้า แต่สีหน้ากลับดูสงบนิ่ง

"เถ้าแก่ลู่ ฉันรอดแล้วใช่ไหมคะ?" เซี่ยเหยารีบถาม

"ครับ"

ลู่เฟยวางจานอาหารลงตรงหน้าเซี่ยเหยา ส่วนตัวเองก็ถืออีกจานขึ้นมากินอย่างไม่เกรงใจ

เมื่อได้รับคำยืนยัน ไหล่ที่เกร็งเขม็งของเซี่ยเหยาก็ผ่อนคลายลง น้ำตาแห่งความอัดอั้นไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

เธอซบหน้าลงกับฝ่ามือร้องไห้อยู่พักใหญ่กว่าจะสงบลงได้

"ขอโทษด้วยค่ะ ที่ฉันเสียกิริยา"

"ไม่เป็นไรครับ"

"เมื่อคืนฉันเหมือนจะฝันเห็นอะไรเยอะแยะไปหมด ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นคะ?"

"คุณเซี่ย ไม่ต้องรีบร้อน กินอะไรหน่อยให้ร่างกายฟื้นตัวก่อน เดี๋ยวผมจะค่อยๆ เล่าให้ฟัง"

ลู่เฟยชี้ไปที่ขนมปังและนมตรงหน้าเธอ

เซี่ยเหยาร้อนใจ รีบดื่มนมไปสองอึก แล้วจ้องมองลู่เฟยตาแป๋ว

"สร้อยเส้นนี้ไม่ใช่สร้อยคอกระดูกมนุษย์ธรรมดา แต่มันคือวัตถุอัปมงคลที่จงใจสร้างขึ้น เรียกว่า 'โซ่ดูดวิญญาณ'"

ลู่เฟยวางสร้อยคอกระดูกมนุษย์ไว้บนโต๊ะน้ำชา พลางกินไปพลางอธิบายช้าๆ

"เครื่องประดับที่ทำจากกระดูกมนุษย์ นอกจาก 'กาปาละ' แล้ว ยังมีอีกประเภทหนึ่ง"

"บางคนทำเพื่อระลึกถึงคนรักที่จากไป โดยนำกระดูกของผู้ตายมาทำเป็นเครื่องประดับพกติดตัว แม้จะดูวิปริตไปบ้าง แต่ก็พอเข้าใจได้ในแง่ของความรู้สึก"

"แต่สร้อยของคุณเส้นนี้ไม่เหมือนกัน มันถูกสร้างขึ้นโดยการเลาะหนังเลาะกระดูกเหยื่อ 'ทั้งเป็น' ดังนั้นแรงอาฆาตจึงรุนแรงมหาศาล"

"ใครก็ตามที่สวมสร้อยเส้นนี้ วิญญาณผีตายโหงที่ถูกทรมานจนตายจะระบายความแค้นใส่ผู้สวมใส่ ออกอาละวาดทุกค่ำคืน ทรมานเหยื่อจนจิตใจพังทลาย"

"เมื่อจิตวิญญาณของผู้สวมใส่อ่อนแอจนถึงขีดสุด ก็จะเป็นเวลาที่มันจะดูดกลืนวิญญาณเข้าไปในสร้อย"

"ลูกปัดกระดูกคนแต่ละเม็ด เป็นที่สิงสู่ของวิญญาณอาฆาตหนึ่งดวง"

"เงาดำที่คุณเห็นในฝัน ก็คือวิญญาณของเหยื่อรายก่อนหน้าที่ถูกดูดเข้าไป พวกมันระบายความเคียดแค้นทั้งหมดลงที่คุณ"

"ยิ่งใส่นานเข้า พวกมันก็จะยิ่งออกมาทรมานคุณเพิ่มขึ้นทีละตน จนกว่าจะดูดวิญญาณคุณเข้าไปในสร้อยได้สำเร็จ"

ใบหน้าของเซี่ยเหยาซีดเผือดลงทันตา

"ถ้าคุณตามหาฉันไม่เจอ เมื่อคืนฉันคงตายไปแล้วใช่ไหมคะ?" เธอถามเสียงสั่น

"ไม่ครับ คุณจะไม่ตาย" ลู่เฟยส่ายหน้า "แต่คุณจะกลายเป็นซากศพมีชีวิตที่ไร้วิญญาณ คอยรับฟังแต่คำสั่งของผู้เป็นเจ้าของสร้อยเท่านั้น"

จบบทที่ บทที่ 6 จิตใจมนุษย์สุดอำมหิต

คัดลอกลิงก์แล้ว