- หน้าแรก
- ย้อนเวลาฝ่าวิกฤตหิวโหย ฉันปลดล็อกทักษะพิทักษ์ชีพ
- ตอนที่ 27 ข้ามเขา
ตอนที่ 27 ข้ามเขา
ตอนที่ 27 ข้ามเขา
"ผมว่าพี่หัวหน้ากองกำลังชาวบ้านพูดถูกครับ ทีมแรกควรให้กองกำลังชาวบ้านเป็นคนนำร่อง เข้าไปสำรวจเส้นทางดูก่อน ส่วนเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์หลังจากนั้น พวกคุณค่อยไปหารือกันเอง ข้อเสนอเดิมของผมคือให้แต่ละครัวเรือนส่งตัวแทนมาตามความสมัครใจ ใครล่าได้เท่าไหร่ก็แบ่งตามผลงาน แบบนี้ทุกบ้านก็จะมีส่วนแบ่งเนื้อสัตว์กลับไป"
การแบ่งเสบียงถือเป็นปัญหาใหญ่จริงๆ สุดท้ายหลังจากหารือกันตลอดบ่าย พวกเขาก็ตัดสินใจว่าการเข้าป่าครั้งแรกจะให้กองกำลังชาวบ้านเป็นผู้รับผิดชอบ และหากครั้งนี้ล่าสัตว์มาได้ กองกำลังชาวบ้านจะไม่รับส่วนแบ่ง แต่จะนำมาแบ่งเฉลี่ยให้ทุกครัวเรือนเท่าๆ กัน นี่เป็นมติเอกฉันท์จากสมาชิกกองกำลังชาวบ้านทั้งแปดนาย แม้ในยุคสมัยนี้จะยากลำบาก แต่ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงมีความซื่อสัตย์ ขยันขันแข็ง และอดทนเป็นพื้นฐานจิตใจ
สุดท้ายลู่ไหวอันกำหนดเวลาเป็นแปดโมงเช้าวันพรุ่งนี้ นัดเจอกันที่ตีนเขาจุดที่ชาวบ้านคุ้นเคย ใครมีเครื่องมืออะไรก็ให้นำติดตัวมาด้วย พอกลับถึงบ้าน ซูว่างก็วุ่นวายกับการหาเครื่องมือที่ถนัดมือให้ลู่ไหวอัน แต่หาไปหามาก็เจอแต่เครื่องมือทำการเกษตร
"เอาอย่างนี้ไหม เดี๋ยวอาไปเก็บก้อนหินเล็กๆ มาให้เจ้าพกไปด้วย เห็นเจ้าขว้างหินแม่นราวจับวาง"
"คุณอาซูไม่ต้องลำบากหรอกครับ ผมพกมีดพร้าไปเล่มเดียวก็พอ ส่วนจอบคงมีคนเอาไปอยู่แล้ว ผมคงไม่ต้องพกไป ที่บ้านมีแหจับปลาไหมครับ? ถ้ามีก็เอาไปด้วยได้ครับ"
"แหจับปลา? ที่บ้านไม่มีหรอก แต่ข้ารู้จักบ้านที่มี เดี๋ยวข้าไปยืมมาให้"
ซูว่างก้าวเท้าออกจากบ้านทันที พรุ่งนี้เป็นการเข้าป่าครั้งแรก เขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ ถ้าสำเร็จ กองพลตงเฟิงก็จะมีทางรอด! นี่คือความหวังของเขา และความหวังของกองพลตงเฟิง ในเมื่อลู่ไหวอันไม่ยอมให้เขาเข้าป่าด้วย เขาก็ทำได้แค่ช่วยเตรียมการให้พร้อมที่สุด
เช้าวันรุ่งขึ้น ลู่ไหวอันแต่งกายทะมัดทะแมงพร้อมออกเดินทาง คนบ้านตระกูลซูทั้งสามตื่นแต่เช้าตรู่มาเตรียมตัว หลี่อิงงัดเอาแป้งสาลีเนื้อละเอียดที่ลู่ไหวอันนำกลับมาคราวก่อนออกมาใช้ คราวนี้นางไม่ประหยัดอีกแล้ว จัดการจี่แผ่นแป้งสิบแผ่นยัดใส่ตะกร้าสะพายหลังของลู่ไหวอัน "เอาไว้กินตอนเที่ยงนะ!"
ซูสวินมองตาละห้อย พี่ไหวอันเคยบอกว่าจะพานางไปเก็บสมุนไพรในป่าด้วยนี่นา! ดูทรงแล้วช่วงนี้คงหมดหวัง แต่ทุกอย่างก็เพื่อชาวบ้านในกองพล ซูสวินเองก็ไม่อยากเห็นใครต้องอดตาย "พี่ไหวอัน! จำไว้นะจ๊ะ ความปลอดภัยสำคัญที่สุด! ต้องกลับมาอย่างปลอดภัยนะ"
"ตกลงจ้ะ!"
ซูว่างยืนตะโกนเรียกอยู่ที่หน้าประตู "เอาล่ะ รีบไปกันเถอะ! เดี๋ยวคนเขาจะลงชื่อกันเสร็จหมดแล้ว"
ซูว่างพาลู่ไหวอันเดินไปทางตีนเขา ผ่านจุดที่เด็กน้อยวางกับดักเมื่อวันก่อน และวันนี้เด็กน้อยก็ยังอยู่ที่เดิม! พอเห็นลู่ไหวอันเดินมา เด็กน้อยตาวาววับ รีบลุกขึ้นยืนทันที
"หัวหน้ากองพล... พี่ชาย!”
“พี่ชาย ผมไม่ได้เข้าไปในป่าลึก ถือว่าผ่านการทดสอบไหมครับ?”
ซูว่างงุนงง "ทดสอบอะไร? คังคัง มาทำอะไรที่นี่?"
"ผม... ผมมารอพี่ชายครับ"
ลู่ไหวอันถามเขา "เจ้ารออยู่ที่นี่ตลอดเลยหรือ?"
เด็กน้อยส่ายหน้า "เปล่าครับ พอฟ้ามืดผมก็กลับ ฟ้าสว่างค่อยมาใหม่ เมื่อวานผมมารอพี่ทั้งวัน แต่พี่ไม่มา!”
“พวกพี่จะเข้าป่ากันใช่ไหมครับ? เมื่อกี้ผมเห็นพี่ๆ กองกำลังชาวบ้านหลายคนเดินไปทางตีนเขาฝั่งโน้นแล้ว พาผมไปด้วยได้ไหมครับ ผมช่วยล่าสัตว์ได้นะ ขอร้องล่ะครับพี่ชาย! ผมอยากล่าสัตว์ อยากแลกเสบียง ให้แม่กิน ให้น้องสาวกิน!”
เด็กน้อยช่างน่าสงสารเหลือเกิน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องพาคนจำนวนมากเข้าป่า ลู่ไหวอันต้องระวังเป็นพิเศษ เขาลูบหัวเด็กน้อย "ถือว่าเจ้าผ่านการทดสอบ แต่ครั้งนี้เจ้าไปกับพวกเราไม่ได้ เจ้ายังเด็กเกินไป ถ้าเกิดอะไรขึ้น พวกพี่ต้องมาคอยห่วงหน้าพะวงหลัง"
"ไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่ต้องให้ใครดูแล ผมดูแลตัวเองได้"
"หยุด ฟังพี่นะ ไม่ว่าจะยังไง ครั้งนี้ไม่ได้จริงๆ แต่หลังจากพี่กลับลงมาจากเขา เจ้าไปหาพี่ที่บ้านหัวหน้ากองพลได้ พี่จะสอนความรู้เรื่องการล่าสัตว์ให้ แล้วก็วิธีป้องกันตัว รอให้เจ้าดูแลตัวเองได้เมื่อไหร่ พี่ถึงจะพาเข้าป่า"
"จริงนะครับ?"
"ลูกผู้ชายตัวจริง! พูดคำไหนคำนั้น!"
จ้าคังคังเผยรอยยิ้มแรกในรอบหลายวัน แต่แล้วความกังวลก็กลับมาฉายชัดบนใบหน้าอีกครั้ง "แต่ว่า... แต่ว่าแม่กับน้องสาวผมหิวจนทนไม่ไหวแล้ว ผมต้องไปจริงๆ นะครับ!"
เขาบอกว่าแม่กับน้องหิว แต่หารู้ไม่ว่าเสียงท้องของตัวเองก็ร้องดังโครกครากไม่แพ้กัน
"กลับไปรอที่บ้านเถอะ! ครั้งนี้ถ้าพวกพี่ล่าสัตว์ได้ จะเอามาแจกจ่ายให้ทุกคน แม่กับน้องของเจ้าก็จะผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้แน่นอน"
แม้ซูว่างจะไม่ได้พูดอะไร แต่ในใจคิดไว้แล้วว่า เดี๋ยวจะให้หลี่อิงแวะไปดูที่บ้านจ้าคังคังหน่อย ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็แบ่งเสบียงให้พวกเขาก่อน อย่างน้อยก็ให้ผ่านวันสองวันนี้ไปได้ รอเอาสัตว์ที่ล่ามาได้ไปแลกเสบียง ชีวิตความเป็นอยู่คงดีขึ้น ถึงแม้จะยังไม่ออกเดินทาง แต่ซูว่างกลับเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในตัวลู่ไหวอัน
"มาแล้วๆ ลู่ไหวอันมาแล้ว!" สมาชิกกองกำลังชาวบ้านหลายคนเพิ่งเคยเห็นลู่ไหวอันเป็นครั้งแรก ต่างพากันชะเง้อคอมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ลู่ไหวอันเองก็มองสำรวจกองกำลังชาวบ้าน เป็นคนหนุ่มแน่นจริงๆ ด้วย เพียงแต่โดยรวมดูซูบผอมไปหน่อย คงเป็นเพราะกินไม่อิ่ม "ไปกันเถอะ ทุกคนตามผมมา เราต้องข้ามเขาลูกนี้ให้ได้ก่อนเที่ยง"
สมาชิกกองกำลังคนหนึ่งอุทานด้วยความตกใจ "แม่เจ้าโว้ย! ครั้งแรกก็เล่นข้ามเขาเลยเรอะ! เขาลูกนี้กว่าจะปีนถึงยอดอย่างน้อยต้องสามชั่วโมงนะ!"
วางจื้ออู่ด่าสวนทันควัน "เจ้าสี่! จะโวยวายอะไรวะ? เป็นอะไร? ไม่ไหวหรือไง? ถ้าไม่ไหวก็กลับบ้านไปเลี้ยงลูกไป"
เจ้าสี่ยืดอกรับ "ไหวสิ ใครกล้าบอกว่าข้าไม่ไหว ข้าใช้เวลาไม่ถึงสามชั่วโมงหรอก" พูดจบก็เดินนำลิ่วออกไป
"ทำเก่งไปเถอะ พวกเราเร่งฝีเท้าหน่อย พยายามข้ามไปให้ได้เร็วที่สุด"
คณะเดินทางทั้งเก้าคน เริ่มแรกยังมีเสียงพูดคุยหยอกล้อกันสนุกสนาน วางจื้ออู่ยังแซวลู่ไหวอันเรื่องเมื่อไหร่จะแต่งงานกับซูสวิน ถึงตอนนั้นต้องเชิญเขาไปดื่มเหล้ามงคลด้วยนะ! แต่พอถึงกลางเขา แต่ละคนก็หอบแฮกๆ กันเป็นแถว ทางเดินบนเขาไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นอกจากจะมีหนามรกทึบ บางช่วงยังสูงชันจนน่าหวาดเสียว จะเดินอ้อมหรือจะปีนข้าม ทั้งสองวิธีล้วนกินแรงทั้งนั้น
"พ... พัก พักก่อนเถอะ! ข้าไม่ไหวแล้วจริงๆ!"
"ทำไมทางมันโหดขนาดนี้วะ! ให้ตายสิ เมื่อกี้ตอนปีนขึ้นมาจากตรงนั้น ขวัญหนีดีฝ่อไปครึ่งตัว ชันชิบหาย"
"เหอะ ใครใช้ให้แกอวดเก่ง ดูข้าสิเดินอ้อมมาทางข้างๆ สบายกว่าเยอะ"
"ยังมีหน้ามาพูดอีก ถ้าไม่ใช่เพราะแกพาเดินอ้อม พวกเราคงไม่เสียเวลาไปตั้งยี่สิบนาทีหรอก"
"พอได้แล้ว เลิกบ่นสักที! ดูท่าพวกแกคงไม่เหนื่อยกันสินะ! พักเงียบๆ ไม่ดีกว่าหรือไง?"
วางจื้ออู่พื้นฐานร่างกายดีพอสมควร แต่ปีนเขามาปีกว่าชั่วโมง ก็เริ่มจะรับไม่ไหวเหมือนกัน มีเพียงลู่ไหวอันที่ยืนนิ่ง สีหน้าไม่เปลี่ยน ลมหายใจปกติ ราวกับว่าเขาไม่ได้ปีนเขา แต่เดินอยู่บนทางราบ วางจื้ออู่เดินเข้าไปใกล้ ยกนิ้วโป้งให้เขา "ไหวอัน เจ้านี่สุดยอดจริงๆ ข้ายอมรับเลย มิน่าล่ะถึงล่าสัตว์ได้!"