- หน้าแรก
- ย้อนเวลาฝ่าวิกฤตหิวโหย ฉันปลดล็อกทักษะพิทักษ์ชีพ
- ตอนที่ 19 ทักษะการทำอาหาร
ตอนที่ 19 ทักษะการทำอาหาร
ตอนที่ 19 ทักษะการทำอาหาร
ลู่ไหวอันไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้ากลัดกลุ้มของซูว่างเลยสักนิด เพราะพูดตามตรง เขาหิวอีกแล้ว!
วันนี้ใช้พลังงานไปเยอะมาก พลังงานที่กินเข้าไปไม่พอให้เผาผลาญเลยจริงๆ
เขาตัดสินใจพูดขึ้นทันที
"เสบียงพวกนี้ เมื่อก่อนบ้านคุณอาซูเก็บไว้ตรงไหน ก็เก็บไว้ที่เดิมเถอะครับ! ยังไงผมก็ต้องกินร่วมกับพวกคุณอยู่แล้ว"
"แต่ในเมื่อมีเสบียงเยอะขนาดนี้ ก็ไม่ต้องประหยัดจนเกินไปหรอกครับ การกินให้อิ่มท้องคือเรื่องสำคัญที่สุด"
ลู่ไหวอันพูดดักคอไว้ก่อน กลัวว่าหลี่อิงจะนึกเสียดายเสบียงจนยอมหุงข้าวแค่นิดเดียวในแต่ละวัน
เขามีความสามารถขนาดนี้แล้ว จะให้มาทนหิวโซต่อไปได้ยังไงกัน!
"ไหนๆ เรื่องราวก็จบลงด้วยดีแล้ว เรื่องย้ายทะเบียนบ้านก็ไม่ต้องรีบ งั้นวันนี้เรามากินมื้อใหญ่กันก่อนดีไหมครับ?"
"จริงสิ ยังมีไก่ป่าสองตัวที่ผมเก็บไว้เมื่อเช้า เดี๋ยวผมจะตุ๋นกินพร้อมกันเลย"
หลี่อิงมองมือที่ตักเสบียงของลู่ไหวอันแล้วใจหายวาบ จะมีสักกี่บ้านกันเชียวที่กล้ากินล้างผลาญขนาดนี้!
"ไหวอัน เรามีเสบียงก็จริงแต่จะกินล้างผลาญแบบนี้ไม่ได้นะ! หนทางยังอีกยาวไกล... กว่าจะถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าก็อีกตั้งหลายเดือน แถมยังไม่รู้ว่าปีหน้าสถานการณ์จะเป็นยังไง"
"ปีข้าวยากหมากแพง เรายังต้องอดทนกันอีกนะ!"
"คุณน้าวางใจเถอะครับ มีผมอยู่ทั้งคน จะไม่ยอมให้พวกคุณต้องอดอยากอีก ผมรู้สถานการณ์ดีครับ!"
ลู่ไหวอันรู้อยู่แล้วว่าปีหน้าสถานการณ์ภัยแล้งจะเริ่มคลี่คลาย อย่างน้อยก็ไม่มีคนอดตายกันเกลื่อนเมืองอีก
แต่ก่อนหน้านั้น มีคนอดตายไปนับไม่ถ้วน พ่อแม่ของเจ้าของร่างเดิมก็อดตายไปแล้วเช่นกัน!
ลู่ไหวอันจะไม่รู้ซึ้งถึงความสำคัญของเสบียงได้อย่างไร!
เสบียงที่เขาหยิบออกมาดูเหมือนเยอะ แต่จริงๆ แล้วก็คำนวณตามปริมาณที่พอให้คนสี่คนกินอิ่มพอดี ไม่มีการทิ้งขว้างแน่นอน
"ท่านพ่อ ท่านแม่ ฉันเชื่อว่าพี่ไหวอันรู้ความพอดีจ้ะ พวกท่านไม่ต้องห่วงหรอก ห้องครัวปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันกับพี่ไหวอันเถอะ!"
"พวกท่านไปพักผ่อนเถอะจ้ะ!"
ซูสวินเอ่ยแทรกขึ้น
ห้องครัวคือสมรภูมิหลักของหลี่อิงมาตลอด นางยังรู้สึกวางใจไม่ลง
ซูว่างส่งสายตาให้นาง แล้วลากนางออกไป
"พ่อมัน ลากฉันออกมาทำไม! หนุ่มสาวพวกนั้นทำกับข้าวเป็นที่ไหนกัน... ฉันต้องคอยดูหน่อย เดี๋ยวได้เผาครัววอดวายกันพอดี"
"โธ่เอ๊ย แม่มันก็หัดปล่อยวางบ้างเถอะ! สวินสวินก็ช่วยแม่จุดไฟอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่รึ? จะไปเผาครัวได้ยังไง"
"ไหวอันเขาก็บอกแล้วว่าทำกับข้าวเป็น แม่มันทำไมไม่เชื่อใจเขาบ้าง!"
"แล้วอีกอย่าง แม่มันยังอยากให้ไหวอันอยู่ต่อไหมล่ะ?"
"แน่นอนสิ ไหวอันดูหน่วยก้านดี แถมยังขยันขันแข็ง ถ้าสวินสวิน..."
"เฮ้อ ไม่รู้สวินสวินจะคิดยังไง"
หลี่อิงพูดอึกอัก
ซูว่างพยักพเยิดหน้าไปทางห้องครัว
"จะคิดยังไง แม่มันคิดยังไง ลูกก็คิดอย่างนั้นแหละ ไม่รู้จักหัดสังเกตบ้างเลย พวกเราควรรีบออกมา เปิดโอกาสให้พวกเขาได้อยู่กันตามลำพังต่างหาก"
ในห้องครัว พอซูว่างกับหลี่อิงเดินออกไป ซูสวินก็เริ่มชวนลู่ไหวอันคุย
"พี่ไหวอัน จะทำอะไรหรือจ๊ะ? ฉันช่วยนะ"
"ที่นี่มีไก่สองตัว พี่ว่าจะเอาตัวหนึ่งไปตุ๋นน้ำแกง อีกตัวทำไก่น้ำแดง เธอว่าไง?"
ซูสวินอ้าปากค้างด้วยความตกใจ
"กินทั้งสองตัวเลยหรือจ๊ะ?"
"ทำไมล่ะ? เสียดายหรือ? เมื่อกี้ยังบอกว่าเชื่อใจพี่อยู่เลยไม่ใช่หรือ?"
"ฉันเชื่อพี่จ้ะ เพียงแต่กินไก่รวดเดียวสองตัว ฉันยังไม่เคยใช้ชีวิตหรูหราแบบนี้มาก่อนเลย!"
"เมื่อก่อนต้องรอถึงตรุษจีนถึงจะได้ทำไก่สักตัว แถมยังไม่กล้ากินให้หมดในวันเดียว ได้กินแค่ไม่กี่ชิ้น ที่เหลือต้องเก็บไว้รับแขก"
"ยิ่งช่วงไม่กี่ปีมานี้ไม่ต้องพูดถึง แทบจะไม่ได้ลิ้มรสชาติเนื้อไก่เลย"
นางจำได้ว่าตอนที่ไก่ตัวสุดท้ายของที่บ้านถูกเชือด นางคิดว่าจะได้กินเยอะหน่อย
ที่ไหนได้ อารองพาครอบครัวมาถล่ม สุดท้ายนางก็ได้กินแค่ไม่กี่คำ
ลู่ไหวอันมองท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจของสาวน้อย พลางนึกย้อนไปถึงชีวิตตรุษจีนในโลกเก่าของเขา ที่กินไก่จนเลี่ยนไปหมด
ช่วงตรุษจีนทุกคนกลับโหยหาผักสดๆ มาแก้เลี่ยนแทนเสียด้วยซ้ำ
"เด็กดี อย่าเศร้าไปเลย พี่ล่าสัตว์เก่งจะตาย รับรองว่าต่อไปถ้าเธออยากกินไก่เมื่อไหร่ ก็ต้องได้กินเมื่อนั้น"
พอพูดจบ ลู่ไหวอันก็รู้สึกว่าคำพูดของตัวเองดูคลุมเครือไปหน่อย
ประจวบเหมาะกับเสียงของหลี่อิงกับซูว่างดังเข้ามาพอดี
หลี่อิงมองดูหนุ่มสาวสองคนในครัวด้วยความสนใจ
"พ่อมัน หมายความว่าสวินสวินก็มีใจหรือ..."
"ข้ารู้สึกว่าสวินสวินมีใจนะ เฮ้อ ติดแต่ไม่รู้ว่าไหวอันคิดยังไงนี่สิ!"
"ไหวอันต้องมีใจแน่นอน!"
หลี่อิงฟันธง
"พ่อมันลองคิดดูสิ ถ้าเขาไม่มีใจ เขาจะยอมอยู่ต่อทำไม?"
"อุ๊ย ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านจะกลับห้องไปพักผ่อนไม่ใช่หรือจ๊ะ?"
ซูสวินหน้าแดงก่ำตะโกนถาม
"ไปแล้วๆ พวกเรากำลังจะไปแล้วจ้า มีอะไรก็เรียกนะ! อย่าฝืนทำเองล่ะ!"
หลี่อิงกำชับทิ้งท้าย
ซูสวินถึงค่อยหันกลับมาด้วยท่าทางขัดเขิน
นางได้ยินเต็มสองหูว่าลู่ไหวอันเรียกนางว่าอะไร แถมสิ่งที่แม่พูดก็มีเหตุผล
ที่ลู่ไหวอันยอมอยู่ต่อ เป็นเพราะ...
ซูสวินรวบรวมความกล้าถามขึ้นทันควัน
"พี่ไหวอัน! พี่... ที่พี่อยู่ต่อเป็นเพราะ... เพราะ..."
สุดท้ายนางก็เขินอายเกินกว่าจะพูดออกมา
ลู่ไหวอันหัวเราะในลำคอ
อันที่จริงแค่นี้ก็นับว่ายากมากแล้ว หญิงสาวในยุคนี้กล้าพูดขนาดนี้ถือว่าใจกล้ามาก
ในเมื่อซูสวินยังกล้าถาม แล้วลู่ไหวอันจะมีอะไรต้องไม่กล้า!
"เธอคิดว่าเป็นเพราะอะไรล่ะ?"
"ฉัน... ฉันไม่รู้" ซูสวินส่ายหน้าด้วยความเขินอาย
"ได้ ถ้าเธอไม่รู้ งั้นพี่จะบอกให้"
"พี่เต็มใจอยู่ต่อเพื่อเธอ แล้วเธอล่ะเต็มใจไหม?"
ความหมายชัดเจนเสียจนไม่ต้องอธิบายเพิ่ม ซูสวินย่อมเข้าใจดี
รอยยิ้มที่มุมปากของนางกลั้นไว้ไม่อยู่แล้ว นางพยักหน้าทั้งที่ยังเขินอาย แต่ก็รู้สึกว่ายังจริงใจไม่พอ
จึงตอบเสริมเสียงเบาหวิวว่า "ฉันเต็มใจจ้ะ"
หัวใจของลู่ไหวอันพองโต คำว่า 'ฉันเต็มใจ' ประโยคนี้ ไม่ต่างอะไรกับคำปฏิญาณในงานแต่งงานเลย
เขาพูดด้วยความตื่นเต้น
"งั้นก็ตกลงตามนี้ เธอรอพี่นะ! แต่ก่อนหน้านั้น พี่ต้องสะสมสินสอดให้เยอะกว่านี้ก่อน!"
"อื้อ!" ครั้งนี้เสียงตอบรับเบายิ่งกว่าเดิม
"พึ่บพั่บๆ"
ทั้งสองมัวแต่สารภาพความในใจ จนลืมไปว่ากำลังทำอะไรอยู่
ไก่ป่าที่ถูกลู่ไหวอันหิ้วอยู่ อดรนทนไม่ไหวต้องกระพือปีกประท้วง
'จะฆ่าก็รีบฆ่าสิวะ! ก่อนตายยังต้องมาทนดูคนจีบกันอีก!'
ลู่ไหวอันคว้าปีกไก่ไว้ หัวเราะร่า
"ทำกับข้าวก่อน ทำกับข้าวก่อน เดี๋ยวจะให้ชิมฝีมือพี่"
เมื่อก่อนลู่ไหวอันอยู่คนเดียว ฝีมือการทำอาหารก็พอตัวอยู่แล้ว
แถมเขายังอยากลองวิชาใหม่ด้วยว่าจะเป็นยังไง!
ตั้งแต่เมื่อคืนตอนทำไข่คั่วต้นหอม ทักษะใหม่ก็ถูกกระตุ้นขึ้นมา—ทักษะการทำอาหาร
และนี่เป็นทักษะเดียวที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว
เพียงแต่เมื่อคืนยุ่งมาก พอกลับถึงห้องก็หลับเป็นตาย เลยยังไม่ได้ดูรายละเอียด
ตอนนี้ในหน้าต่างทักษะของแผงคุณสมบัติระบุว่า
ทักษะ: แพทย์แผนจีน (ระดับ 1, 4/10) การล่าสัตว์ (ระดับ 1, 7/10) การทำอาหาร (ระดับ 2, 6/10)
ทักษะการทำอาหารระดับสูงกว่าอีกสองทักษะเสียอีก แถมเมื่อคืนยังเพิ่มขึ้นมาตั้งสามแต้ม
เขาชักจะอดใจรอไม่ไหวแล้วสิ!