เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 18 จะอยู่หรือจะไป?

ตอนที่ 18 จะอยู่หรือจะไป?

ตอนที่ 18 จะอยู่หรือจะไป?


"ข้าไม่ได้มีบุญคุณช่วยชีวิตอะไรกับลู่ไหวอัน ต่อให้มี ก็ไม่ต้องการให้เขาตอบแทน"

"อีกอย่าง ข้าจะพูดอีกครั้ง ต่อไปห้ามเจ้าพูดเรื่องงานแต่งของสวินสวินอีก เรื่องนี้ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ มีแต่สวินสวินคนเดียวเท่านั้นที่ตัดสินใจได้"

ดวงตาของซูสวินเป็นประกาย นางชะโงกหน้าออกมาจากด้านหลังของลู่ไหวอันมองไปที่บิดา

ในที่สุดซูว่างก็ยังคงรักษาความมีเหตุมีผลในเรื่องนี้เอาไว้ได้ ไม่ได้ถูกสิ่งที่เรียกว่าบุญคุณบังตาจนเลอะเลือน

คราวนี้ ถึงตาที่ซูเลี่ยงจะมีสีหน้าย่ำแย่บ้างแล้ว

สองประโยคนี้ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าเขาฉาดใหญ่ไม่ใช่หรือ?

พี่ใหญ่หมายความว่ายังไง? หมายความว่าเขาเอาเรื่องบุญคุณช่วยชีวิตมาข่มขู่พี่ใหญ่ทุกวันงั้นสิ?

หรือหมายความว่าเขาก้าวก่ายเรื่องงานแต่งของซูสวิน?

ซูเลี่ยงนึกถึงไหเสบียงที่ก้นรั่วของที่บ้าน ถ้าไม่ใช่เพื่อความอยู่รอด ใครมันจะอยากทำแบบนี้กัน

เอาเถอะ เขาชินกับการทำตัวหน้าด้านหน้าทนอยู่แล้ว เสบียงที่ได้มาต่างหากคือสิ่งสำคัญที่สุด

แต่ดูจากสถานการณ์วันนี้ เขาคงอยู่นานกว่านี้ไม่ได้แล้ว

"พี่ใหญ่พูดถูกแล้ว พี่ใหญ่ใจกว้างและมองการณ์ไกลจริงๆ งั้น... งั้นเสบียงพวกนี้พี่ก็จัดการกันเองเถอะ! ข้ากลับก่อนล่ะ"

ซูเลี่ยงมองเสบียงด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ ไม่เป็นไร รอให้พี่ใหญ่หายโกรธ คราวหน้าค่อยมาใหม่

เขาเป็นคนแบบนี้แหละ รู้จักดูทิศทางลมเป็นที่สุด

ทุกครั้งเขาสามารถเอาเปรียบซูว่างได้ โดยที่ไม่ไปแตะต้องขีดจำกัดความอดทนของซูว่างจนเกินไป

ลู่ไหวอันคิดในใจว่าถ้าคนแบบนี้เป็นศัตรู คงรับมือยากพอดู เพราะลื่นเป็นปลาไหลจับตัวยาก

แต่ภายใต้กฎเกณฑ์ของยุคสมัยนี้ คนประเภทนี้กลับรับมือได้ง่ายกว่ามาก

เพราะความต้องการของเขานั้นเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า และสำหรับลู่ไหวอันแล้ว ความต้องการแบบนี้มันจัดการง่ายนิดเดียว

ก็แค่เรื่องปากท้องให้อิ่มไม่ใช่หรือไง!

ซูสวินรู้จักนิสัยซูเลี่ยงดีที่สุด นางกระซิบกับลู่ไหวอันเบาๆ

"พี่เชื่อไหม พรุ่งนี้เขาก็มาอีก เผลอๆ ไม่ต้องรอถึงพรุ่งนี้หรอก คืนนี้ก็คงโผล่มาแล้ว!"

ซูว่างทำหน้าทะมึนพลางกล่าวว่า

"ไม่ต้องไปสนมันหรอก มันมาก็ไร้ประโยชน์ เสบียงพวกนี้เป็นของไหวอัน ไม่เกี่ยวกับข้าหรือมันทั้งนั้น ไหวอัน เจ้าอย่าคิดว่าข้าพูดตามมารยาทนะ"

"วางใจเถอะ ข้าจะไม่เข้าไปยุ่งกับเสบียงของเจ้าเด็ดขาด"

"เจ้าจะอยู่หรือจะไป เจ้าตัดสินใจเองได้เลย"

"ไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องบุญคุณช่วยชีวิตอะไรนั่น"

"ถ้าไม่มีข้า ก็อาจจะมีคนอื่นช่วยเจ้าก็ได้!"

ลู่ไหวอันพยักหน้า เขาสัมผัสได้ถึงความจริงใจในคำพูดของซูว่าง แต่เขาไม่ได้คิดจะจากไปนี่นา!

"คุณอาซู ผมเข้าใจความหมายของคุณอาครับ คุณอาช่วยชีวิตผมไว้ คุณอาอาจจะไม่ถือสา แต่ผมจะทำเป็นไม่ใส่ใจไม่ได้หรอกครับ!"

"ไม่อย่างนั้นผมจะกลายเป็นคนเนรคุณสิครับ?"

"แต่ผมขอพูดสักประโยคนะครับ บุญคุณช่วยชีวิตผมจะตอบแทนแน่นอน แต่ผมคงไม่จมปลักอยู่กับบุญคุณนั้น เสบียงพวกนี้มอบให้คุณอาเถอะครับ ถือเป็นการตอบแทนจากผม ตอนนี้ผมให้ได้เท่านี้แหละครับ"

ซูว่างได้ยินครึ่งประโยคแรกก็รู้สึกดีใจ อย่างน้อยก็พิสูจน์ได้ว่าความหวังดีของเขาไม่สูญเปล่า เขาช่วยคนถูกคนแล้ว

แต่พอได้ยินครึ่งประโยคหลัง สีหน้าของเขาก็แข็งค้างไป

"ให้เสบียงพวกเรา แล้วเจ้าจะทำยังไง?"

"ผมมีมือมีเท้าจะกลัวไม่มีข้าวกินหรือครับ? อีกอย่างคุณอาก็เห็นฝีมือการล่าสัตว์ของผมแล้ว รับรองว่าไม่อดตายแน่นอน"

เมื่อเห็นสีหน้าของซูว่างเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ลู่ไหวอันก็นึกว่าซูว่างกังวลว่าเสบียงจะไม่พอทำกิน

ไม่น่าใช่นะ! เสบียงเยอะขนาดนี้กินได้ตั้งนาน

ต่อให้กินอิ่มทุกมื้อก็ยังไม่มีปัญหา

แต่เขาก็ยังพูดปลอบใจต่อว่า

"วันนี้ผมยังเข้าป่าได้อีกรอบ พอล่าสัตว์ได้ พรุ่งนี้ก็เอาไปหาพ่อครัวใหญ่ที่ภัตตาคารดาวแดง แลกเสบียงมาเพิ่มอีก รับรองว่าพอแน่นอนครับ"

คิดไม่ถึงว่า คำพูดประโยคนี้จะทำให้คนทั้งสามคนหน้าถอดสีไปตามๆ กัน

ซูว่างมีสีหน้าลังเลใจ สุดท้ายก็ถอนหายใจยาวแล้วเอ่ยว่า

"พูดแบบนี้ แสดงว่าพรุ่งนี้เจ้าก็จะไปแล้วรึ?"

"ช่างเถอะ เจ้าจะไปก็ไปเถอะ! ด้วยความสามารถของเจ้า ไปที่อื่นคงมีอนาคตที่ดีกว่า"

"ยุคนี้คนหนุ่มที่กล้าหนีออกจากบ้านมาคนเดียว ย่อมต้องมีความคิดวางแผนสำหรับอนาคตอยู่แล้วสินะ? ข้าลืมถามเจ้าเลย ว่าเจ้าวางแผนจะไปที่ไหนต่อ?"

หลี่อิงเองก็ถอนหายใจตาม หลังจากอยู่ด้วยกันมาสามวัน นางรู้ว่าลู่ไหวอันเป็นเด็กดี

ถ้ามีโอกาส นางก็อยากจะยกซูสวินให้เขาจริงๆ

แต่ตอนนี้เขาอยากจะไป นางก็ไม่มีเหตุผลอะไรไปรั้งไว้

ไม่ต้องพูดถึงซูสวิน ทั้งอาลัยอาวรณ์ ทั้งสับสน อยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่กล้า

สองมือของนางจิกทึ้งชายเสื้อจนแทบขาด

'เดี๋ยวนะ สถานการณ์มันแปลกๆ แล้ว?'

ลู่ไหวอันคิดทบทวน 'ฉันไม่ได้บอกว่าจะไปสักหน่อย!'

'พวกเข้าตีความยังไงเนี่ย?'

เอ่อ แต่คำพูดของเขาดูเหมือนจะกำกวมจริงๆ นั่นแหละ

ยกเสบียงทั้งหมดให้พวกเขา แล้วตัวเองจะออกไปหาเสบียงใหม่

แบ่งแยกกันชัดเจนขนาดนี้ ความหมายก็คือจะแยกทางกับพวกเขาไม่ใช่หรือ!

ลู่ไหวอันหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก

"ผมไม่ได้คิดจะไปนะครับ ผมอยากอยู่ที่นี่ ไม่รู้ว่าคุณอาซูจะยอมรับผมไว้ไหม"

"หือ? เจ้าหมายความว่าเจ้าจะอยู่ที่นี่?"

ลู่ไหวอันพยักหน้า

"ใช่ครับ เดิมทีผมออกมาจากบ้านก็ไม่มีจุดหมายปลายทางอยู่แล้ว คุณอาซูช่วยผมไว้ นี่ก็คือบุพเพสันนิวาสไม่ใช่หรือครับ!"

"จะไปที่ไหนก็เหมือนกัน ผมเลยอยากปักหลักอยู่ที่นี่ซะเลย"

"ติดอยู่แค่ว่าตัวผมไม่มีอะไรเลย ไม่รู้ว่าต้องดำเนินการเรื่องเอกสารยังไงบ้าง"

ซูว่างระงับความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ ตบมือฉาดใหญ่

"เรื่องเอกสารข้าจัดการเอง! ในตัวเจ้ามีใบส่งตัวไม่ใช่รึ! พรุ่งนี้ตามข้าไปที่คอมมูน ไปสถานีตำรวจลงบันทึกขอย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาก่อน"

"ไว้เจ้ามีเวลา ค่อยกลับไปทำเรื่องย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านเดิม"

ยุคสมัยนี้การ "ย้ายจากเกษตรกรเป็นไม่ใช่เกษตรกร" นั้นยากมาก แต่การย้ายทะเบียนบ้านจากชนบทสู่ชนบทนั้นง่ายนิดเดียว

บางพื้นที่ต่อให้ไม่ย้ายทะเบียนก็ไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำ

เต็มที่ถ้าโดนตรวจสอบ ค่อยมาทำเรื่องทีหลังก็ได้

ลู่ไหวอันแปลกใจ "ง่ายขนาดนั้นเลยหรือครับ?"

เขารู้มาว่ายุคนี้จะไปไหนมาไหนต้องใช้ใบส่งตัว การควบคุมเข้มงวดมาก

แต่ในความเป็นจริง งานพวกนี้ใช้ระบบคนทำมือทั้งหมด จึงมักเกิดปัญหาการแจ้งซ้ำหรือแจ้งเท็จอยู่บ่อยครั้ง

วิธีที่ซูว่างเสนอถือว่าเป็นขั้นตอนที่ถูกต้องตามระเบียบที่สุดแล้ว

เพียงแค่ให้ลู่ไหวอันอยู่อาศัยไปก่อน ในขณะที่ทะเบียนบ้านยังย้ายมาไม่เสร็จสมบูรณ์

สีหน้าของซูสวินเปลี่ยนจากทุกข์ระทมเป็นยินดีปรีดา เมื่อกี้ทำเอานางตกใจแทบแย่

ถ้าลู่ไหวอันไปจริงๆ นางกลัวว่าจะหนีไม่พ้นชะตากรรมที่ต้องแต่งงานกับเถียนต้าลี่

เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางก็แอบตัดสินใจอย่างเด็ดขาด!

นางจะรั้งลู่ไหวอันไว้ นาง... นางจะแต่งงานกับลู่ไหวอัน!

ซูว่างและหลี่อิงไม่รู้ว่าลูกสาวตัวเองใจกล้าขนาดนี้แล้ว ทั้งคู่กำลังยิ้มแย้มเตรียมจัดการกับเสบียงกองโต

"ไหวอัน ในเมื่อเจ้าจะอยู่ต่อ เสบียงพวกนี้เจ้าก็เป็นคนจัดการเถอะ!"

"ถ้าเจ้าให้ข้าจริงๆ เกรงว่าน้องชายไม่เอาถ่านของข้าจะมาตามรังควานขอส่วนแบ่งอีก"

พอพูดถึงเรื่องนี้ ความกังวลก็ฉายชัดบนใบหน้าซูว่างอีกครั้ง

เขารู้ว่าลู่ไหวอันต้องให้พวกเขากินเสบียงพวกนี้ด้วยกันแน่ๆ ฤดูหนาวปีนี้ครอบครัวเขาผ่านพ้นไปได้แน่นอน

แต่ว่า... เขายังเป็นหัวหน้ากองพลตงเฟิงอยู่นะ!

สถานการณ์ในกองพลตอนนี้เข้าขั้นวิกฤตแล้ว ได้ยินว่าหลายครอบครัว คนแก่เริ่มยอมอดอาหารเพื่อประหยัดเสบียงไว้ให้ลูกหลานได้มีชีวิตรอดกันแล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 18 จะอยู่หรือจะไป?

คัดลอกลิงก์แล้ว