- หน้าแรก
- เริ่มต้นด้วยหนี้สิน ผมกลายเป็นเศรษฐีได้ด้วยการแจ้งเบาะแส
- บทที่ 108 - ทะเลกว้างปลาโจนทยาน ฟ้าสูงนกบินถลา
บทที่ 108 - ทะเลกว้างปลาโจนทยาน ฟ้าสูงนกบินถลา
บทที่ 108 - ทะเลกว้างปลาโจนทยาน ฟ้าสูงนกบินถลา
บทที่ 108 - ทะเลกว้างปลาโจนทยาน ฟ้าสูงนกบินถลา
ความเงียบ บางครั้งคือการไม่มีอะไรจะพูด บางครั้งคือการไร้เสียงที่ดังยิ่งกว่ามีเสียง
ผ่านไปครู่ใหญ่ เฉินจื้อยิ้มแบบไม่มีเสียง "ทะเลกว้างปลาโจนทยาน ฟ้าสูงนกบินถลา"
หลินหนิงไม่ได้รับมุก
"ข้อความที่หลี่เสียนหมินส่งออกไปคุณไม่ต้องกังวล เขาแค่ระบุชื่อ ไม่ได้มีข้อมูลเจาะจงของคุณ คนชื่อหลินหนิงมีเยอะแยะไป ยิ่งไปกว่านั้น" เฉินจื้อพูดพลางเผยท่าทีทนงองอาจ "ที่นี่คือประเทศจีน!"
หลินหนิงผ่านพ้นความตกใจและโกรธเกรี้ยวในช่วงแรกมาแล้ว ก็รู้สึกว่ายังพอรับได้ หนึ่งคือความสามารถของตัวเองแข็งแกร่งขึ้น อีกอย่างก็คือ ที่นี่คือประเทศจีน ดังนั้น สิ่งที่เป็นภัยคุกคามต่อตัวเองมากที่สุด ไม่ใช่พวกสุนัขรับใช้เหล่านั้น แต่เป็น...
หลินหนิงตัดความคิดตัวเอง แล้วพูดว่า "อู๋ต้ายล่ะ? พวกเขาสายเดียวกัน น่าจะเก็บกวาดได้แล้วมั้ง แถมเขายังรู้ว่าผมชื่อ 'หลินหนิง' ขังไว้สักปีสองปีออกมา ก็ยังเป็นภัยแฝงอยู่ดี"
เฉินจื้อ: "ส่งคนไปจับแล้ว"
"นโยบายของเราคือดำเนินการตามกฎหมาย แต่..." พูดถึงตรงนี้ ดวงตาที่หยีลงของเขาก็ฉายแววเย็นเยียบวูบหนึ่ง ถอนหายใจ "บางครั้งอุบัติเหตุก็เกิดขึ้นได้ทุกที่ น่าเสียดายและน่าเศร้าใจจริงๆ"
ชั่วขณะที่เฉินจื้อพูด หลินหนิงสังเกตเห็นว่า ในแสงสีทองบนหัวเขามีสีแดงคล้ำแทรกขึ้นมาจางๆ เคลื่อนไหวสองสามทีก่อนจะกระจายตัวและหายไป
แต่แสงสีทองนั้นดูเหมือนจะมีเฉดสีที่ต่างจากเมื่อก่อนเล็กน้อย
??? หลินหนิงเกิดความเข้าใจบางอย่างขึ้นมาทันที นิ้วทองคำไม่ใช่คน มีความชอบมีความลำเอียง มันแค่ปฏิบัติตามกฎที่กำหนดไว้
ซี้ด~ เขานึกถึงสีทองแดงของผบ.หลี่ ตาแก่นั่นทำเรื่อง "ผิดกฎ" ไปเท่าไหร่กันนะ?
แต่ถ้าเป็น "สีแดง" ในกรณีนี้...
หลินหนิงขำ เขาช่างร้ายกาจ เขาชอบจังเลย~~~
เฉินจื้อเห็นหลินหนิงยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างมีความสุข ก็โล่งใจไปเปราะหนึ่ง
รู้สึกว่ามีบางคำพูดที่ต้องพูด ไม่ใช่เพื่อสมานรอยร้าว แต่เป็นคำอธิบายที่ควรมี
เขาเอ่ยปากว่า "ตัวคุณเองมีแฟ้มประวัติสองชุดอยู่แล้ว ระดับชั้นความลับของแฟ้มลับถูก... ถูกยกระดับขึ้นสูงสุด คนที่เปิดดูได้มีนับหัวได้" จากนั้นก็เน้นเสียง "แฟ้มประวัติหน้าฉากของคุณ เราเพิ่มข้อมูลให้คุณบรรทัดหนึ่ง"
พูดพลางมองหลินหนิงอย่างมีความนัย "เดือนพฤษภาคม ปี 20XX ตรวจ DNA ยืนยันเครือญาติสำเร็จที่ปักกิ่ง รายการนี้ติดป้ายแดง"
นี่ต่างหากคือการชดเชยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
หลินหนิงงงตึ้บ เขาไปยืนยันญาติกับใคร? บ้านไหน? ยังไงนะ?
"หมายความว่าไง?"
เฉินจื้อเชิดหน้าขึ้น "ป้ายแดง แทนความหมายว่าเป็นญาติของผู้นำระดับสูง"
หลินหนิงเริ่มจะจับใจความได้รางๆ สร้างชาติกำเนิดให้เขาเหรอ? บ้านใครอะ? เปลี่ยนพ่อแม่ให้ใหม่? ล้อเล่นน่า
นี่คือเครื่องหมายระบุสถานะ คนในระบบเห็นแฟ้มประวัติเขาปุ๊บก็เข้าใจทันที ด้วยความสามารถในการ "หาเรื่อง" ของหลินหนิง จะได้ไม่ไปสะดุดขาพวกเจ้าถิ่นตายน้ำตื้น
หลินหนิงยิ่งคิดยิ่งตื่นเต้น มีสถานะชั้นนี้ พฤติกรรมหลายอย่างและที่มาของเงินทองของเขาก็เหมือนมีเกราะป้องกันเพิ่มขึ้นอีกชั้น
แถมเขารู้สถานการณ์ในต่างถิ่นดี ถ้าไม่อยากแกล้งตาบอดก็อย่าเที่ยวไปเดินเพ่นพ่าน แต่ตอนนี้มีไพ่ใบนี้แล้ว เขาก็ไม่ต้องอุดอู้แต่ในปักกิ่ง ทิวทัศน์งดงามของมาตุภูมิ เขาก็ออกไปเที่ยวชมได้แล้ว
พอหลินหนิงคิดได้ ก็ยิ้มกว้างจนเห็นฟัน "ต่อไปผมเดินกร่างได้แล้วสินะ?"
"คุณเป็นปูรึไง?" เฉินจื้อกลอกตา "มันแค่เป็นเกราะป้องกัน ปกปิดความพิเศษบางอย่างของคุณ แล้วก็ทำให้พวกกระจอกเกรงใจหน่อย แต่ถ้าคุณทำผิด ก็ว่ากันไปตามกฎหมาย"
เฉินจื้อมองหลินหนิง พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "มาตรการคุ้มครองที่ควรมี เราจัดให้หมด เราจะไม่ยอมให้วีรบุรุษต้องหลั่งเลือด..."
"หยุด!" หลินหนิงรีบขัดจังหวะ "หยุดเลย! อย่ามาทำให้คำว่า 'วีรบุรุษ' แปดเปื้อน!"
หลินหนิงพูดอย่างจริงจัง "ผมก็แค่ช่างฝีมือหากินตามประสาชาวบ้าน อาศัยเงินรางวัลนำจับประทังชีวิต ทำไม่ได้หรอกไอ้ประเภทมองเงินทองเป็นเศษดิน หรือมองความตายเหมือนกลับบ้าน อย่างมากก็นับว่าเป็นคนธรรมดาที่มีจิตสำนึกดีหน่อยแค่นั้นแหละ!"
หลินหนิงไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นวีรบุรุษ และไม่เคยคิดจะเป็น ยิ่งทำตัวเป็นวีรบุรุษไม่เป็น
เขาโลภ บ้ากาม รักสนุก ไม่มีอุดมการณ์ แม้แต่ยางอายก็ไม่มี เมื่อสองวันก่อนยังหงุดหงิดที่หาเว็บโป๊ไม่เจออยู่เลย วีรบุรุษบ้านไหนเป็นแบบนี้?
ถึงแม้ตอนนี้เพื่ออนาคตที่สดใส เขาจะยอมทิ้งชั้นสองของร้านนวดเท้า ทิ้งเบอร์ 88, 98, น้องหง, น้องหลาน, หวังกัง, ถุย~ ขีดฆ่าชื่อสุดท้ายทิ้ง
เขาเป็นแค่ตัวประกอบตัวจ้อยที่โชคดีได้เกิดใหม่ มีความสามารถนิดหน่อย ขอแค่ได้เป็นคนว่างงานผู้รื่นรมย์ เสพสุขอย่างอิสระในยุคที่สงบสุขนี้
นี่คือยุคสมัยที่ดีที่สุด เบื้องบนยังไม่เน่าเฟะ ประชาชนยังมีเลือดร้อน ช่างโชคดีแค่ไหน?
ยุคโกลาหลสร้างวีรบุรุษ ยุครุ่งเรืองคือสุสานวีรบุรุษ
ประเทศจีนตอนนี้ ไม่ต้องการวีรบุรุษ
เฉินจื้อจะพูดอะไรต่อ แต่หลินหนิงเปลี่ยนเรื่อง
"ไอ้พวก 'ห้าแสน' ในเน็ตนั่นสถานการณ์เป็นไงบ้าง?"
เฉินจื้อเห็นหลินหนิงอยากเปลี่ยนหน้ากระดาษก็ให้ความร่วมมือ
ตอบว่า "คนจีนทั้งนั้น รับเงินองค์กรต่างชาติมาทำงาน"
พูดพลางเดาะลิ้น ทำหน้าเหม็นเบื่อ "พวกผีเปรตตัวเล็กๆ ทั้งนั้น แต่ผลกระทบและการทำลายล้างสูงมาก ส่วนหนึ่งส่งให้ตำรวจจัดการ พฤติกรรมผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็จัดโทษหนักสุด อีกส่วนที่เป็นตัวการหลัก พวกผมเป็นคนกำหนดโทษ"
หลินหนิงขยะแขยงกลุ่มคนพวกนี้ที่สุด เทียบกับพวกที่ถือมีดถือปืนสู้กันซึ่งหน้าแล้ว พวกนี้น่ารังเกียจกว่าเยอะ แถมอันตรายไม่ใช่น้อย
ตอนนี้ไม่มีประเทศไหนกล้าใช้กำลังทหารกับจีนตรงๆ แต่สงครามที่มองไม่เห็นไม่เคยหยุดนิ่ง
นิตยสาร "อี้หลิน" และคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ตะวันตกอื่นๆ เสื่อมความนิยม ก็เปลี่ยนมาเป็นรูปแบบโจมตีและด้อยค่าระบบและวัฒนธรรมของประเทศอย่างเป็นระบบ
ชีวิตใครจะไม่มีเรื่องกวนใจ สังคมจะไม่มีข้อเสียได้ยังไง พอถูกพวกมันขยายผลแล้วใส่สีตีไข่ ความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมก็พุ่งสูงขึ้นเป็นธรรมดา
ก็มุกบ่อนทำลายจากภายในนั่นแหละ
พวกมันใช้ที่ตะวันออกกลางหรือแอฟริกาจนคล่องปรื๋อ
เฉินจื้อรู้ซึ้งถึงพลังทำลายล้างของสิ่งนี้ดี
แต่พวกเขาสตาร์ทช้าในด้านนี้ พลาดโอกาสแก้ไขไปหลายครั้ง แถมจะไปปิดปากก็ทำไม่ได้
ถ้าปิดปาก ระยะยาวผลเสียจะยิ่งหนัก เพราะสุดท้าย สิ่งที่ถูกปิดกั้นอาจเป็นช่องทางส่งเสียงของคนระดับล่าง
หลินหนิงรู้สึกไม่สบอารมณ์ บ่นพึมพำ "พวกคุณก็หัดใช้สมองหน่อยสิ จะปล่อยให้พวกมันทำลายและสร้างความขยะแขยงอยู่แบบนี้เหรอ?"
เฉินจื้อกลอกตา "ทำไมจะไม่ทำ ทั้งแก้ข่าว ให้ความรู้เรื่องปูมหลังและจุดประสงค์ของคนพวกนี้"
พูดแล้วก็ถอนหายใจ "เสียดายที่ได้ผลน้อยมาก"
หลินหนิงเห็นด้วยอย่างยิ่ง "ทฤษฎีสมคบคิดและเรื่องฉาวโฉ่มันขายดีกว่า!"
หยุดไปครู่หนึ่ง หลินหนิงถาม "ยุค 50-60 ทุกคนใช้ชีวิตลำบาก ทำไมตอนนั้นคนไม่เห็นรู้สึกเป็นทุกข์หรือความขัดแย้งในสังคมรุนแรงขนาดนี้?"
เฉินจื้อ: "นั่นเพราะเมื่อก่อนลำบากกว่า ต่อมาทุกคนก็ลำบากเหมือนกัน แต่ประเทศต้องการหลุดพ้นจากความยากจนล้าหลัง ต้องพัฒนา และกระบวนการพัฒนาก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะ..."
หลินหนิงโบกมือขัดจังหวะ "อย่าคุยเรื่องการเมือง และไม่ต้องมาเลคเชอร์สังคมศาสตร์ให้ผมฟัง ตูไม่รู้เรื่อง"
"คุณก็บอกเองว่าตอนนั้นทุกคนลำบากเหมือนกัน ช่องว่างระหว่างข้าราชการกับคนงานก็ไม่ได้ต่างกันมาก ความขัดแย้งในสังคมเลยไม่รุนแรงเท่าไหร่ เพราะงั้น ปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือทนไม่ได้ที่ทรัพยากรในสังคมถูกจัดสรรไม่ยุติธรรม"
เฉินจื้อจะอ้าปากอธิบาย แต่หลินหนิงไม่อยากฟังเขาพล่ามทฤษฎีการพัฒนาสังคมอะไรนั่น
เรียนหนังสือมาเหมือนกัน ทฤษฎีรู้หมด แต่คนที่ลำบากคือตัวเราเอง แล้วทำไมจะไม่มีสิทธิ์ไม่พอใจ? ถ้าตัวเองคือราคาที่ต้องจ่าย แล้วยังต้อง "รู้ความ" ต้อง "เห็นอกเห็นใจ" อีกเหรอ? ทำไม? เป็นทาสเหรอ? อีกอย่างก็แค่บ่นๆ ไม่ได้จะก่อกบฏสักหน่อย
หลินหนิงกลอกตา เปลี่ยนไปถามว่า "เขามาปั่นป่วนบ้านเรา แล้วพวกคุณล่ะ? สถานการณ์ 'สงครามเย็น' ของคุณในต่างประเทศเป็นไงบ้าง?"