เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 109 - ไปมาหาสู่กันตามธรรมเนียม

บทที่ 109 - ไปมาหาสู่กันตามธรรมเนียม

บทที่ 109 - ไปมาหาสู่กันตามธรรมเนียม


บทที่ 109 - ไปมาหาสู่กันตามธรรมเนียม

พอพูดถึงสถานการณ์ "สงครามเย็น" หรือสงครามไซเบอร์ในต่างประเทศ เฉินจื้อก็ใบ้กิน

จะให้พูดว่าไง? ผลงานพอใช้ได้? ความหมายแฝงก็คือสู้เขาไม่ได้

ความคิดคนจีน ไม่ได้ที่หนึ่ง ก็คือล้มเหลว

"นิสัยเสีย" แบบนี้ มันฝังอยู่ในกระดูกชัดๆ

แต่ พวกเขาไม่อยากชนะเหรอ? เริ่มต้นช้า พลาดช่วงจังหวะทอง แถมทางฝั่งนั้นต่างหากที่ "ปิดปาก" ของจริง

ใช้วิธีเดียวกันนอกจากจะเปลืองแรงเปลืองเงินแล้ว ยังไม่โตอีก

หลินหนิงเห็นท่าทางเขา "จุ๊ๆๆ..."

เล่นแบบนี้ เราน่าจะเป็นบรรพบุรุษไม่ใช่เหรอ? พวกคุณนี่มันเศษเหล็กไร้ค่าจริงๆ

ลำบาก? อย่ามาพูดเรื่องความลำบาก เจ้านายต้องการแค่ผลลัพธ์

เฉินจื้อเริ่มจะหัวร้อน "ผมไม่ได้ดูแลส่วนนี้สักหน่อย! คุณมาลงที่ผมทำไม?"

พูดพลางจะลุกขึ้น "เห็นว่าไม่ตายก็พอละ ผมไปล่ะ ยุ่งจะตาย!"

หลินหนิงกดแขนเขาไว้ "เฮ้ย อย่าเพิ่งไปสิ คุยต่ออีกสิบบาท"

"ความน่าเชื่อถือของทางการพวกคุณ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ เท้าพองเพราะเดินเอง... เอ้ยๆ ตื่นเต้นอะไร! ไม่พูดแล้วๆ!"

กลัวเฉินจื้อจะไปจริง หลินหนิงรีบพูด "ตอนนั้นพวกมันสร้างสไตล์ 'อี้หลิน' ขึ้นมา เราหน้าด้านไม่เท่าพวกมัน แต่เราให้พวกฝรั่งดูชีวิตจริงของเราได้นี่นา!"

"ไปมาหาสู่กันตามธรรมเนียม เราจะเสียมารยาทไม่ได้นะ! พี่เฉิน!"

เฉินจื้อจนปัญญา "ไม่ว่าจะนำเสนอปัญหาในสังคมพวกเขา หรือโปรโมตข้อดีของเรา ก็โดนแบนหมดแหละ! สงครามแย่งชิง TkTk ก็มาจากเรื่องนี้นี่ไง"

หลินหนิงทำหน้าเจ้าเล่ห์ "ก็ให้พวกเขา 'ข้าม' มาแลกเปลี่ยนกันสิ ในถิ่นเรา ยังจะแบนได้อีกเหรอ?"

เฉินจื้อ: "หืม?"

หลินหนิง: "ในจีนมีแอปตั้งเยอะแยะ ทำไมต้องบล็อกโซน? เปิดสิ! ช่วงนี้ TkTk กำลังจะโดนแบนไม่ใช่เหรอ? แอปในจีนพวกนี้ไม่อยากรับไม้ต่อเหรอ? อาศัยจิตวิทยาต่อต้านของผู้ลี้ภัย TkTk ทำการตลาดผลิตภัณฑ์ไปเลย"

เฉินจื้อ: "นี่... อิมแพ็คไม่น่าจะเยอะนะ เพราะชาวต่างชาติโดนสื่อเขากรอกหู ไม่สนใจแถมยังดูถูกเราด้วยซ้ำ"

หลินหนิงขำ "จะดึงดูดคนยังไงเป็นเรื่องของบริษัท จะชักนำให้คน 'แลกเปลี่ยน' อะไรกัน เป็นเรื่องของพวกคุณ"

"อีกอย่าง ยิ่งโดนด่ายิ่งดัง! พวกฝรั่งที่ชอบทำตัวสูงส่งเหนือกว่าก็มีประโยชน์นะ แล้วก็ ต่างคนต่างทำให้อีกฝ่ายขยะแขยง จะหวังให้วิธีแบบนี้ตัดสินแพ้ชนะในรวดเดียวได้จริงเหรอ?"

หลินหนิงยิ้มร้าย "วัยรุ่นเล่นเน็ตเยอะ พวกเขาคืออนาคตนะ! เปิดช่องนี้ซะ—คนเราย่อมโหยหาสิ่งสวยงามเสมอ"

ไอเดียชั่วร้ายเสนอไปหมดแล้ว วิธีปฏิบัติจริงหลินหนิงไม่รู้หรอก ไม่มั่วซั่วแนะนำแล้ว

สุดท้ายสรุปว่า "ไม่ต้องผ่านการโปรโมตแบบทางการหรอก เอาแบบล่างขึ้นบน! ให้ภาคประชาชนมาเป็นเพื่อนกัน ไม่ต้องพูดเรื่องอื่น ทำไมเพื่อนทางจดหมาย เพื่อนทางเน็ตถึงมีมาตลอด? เพราะทุกคนอยากรู้อยากเห็นชีวิตคนอื่น มาคุยกันหน่อยสิ!"

เฉินจื้อทำท่าครุ่นคิด แต่มองท่าทางลำพองใจของหลินหนิงแล้ว ก็อดจะหาเรื่องไม่ได้

"คุณไม่กลัวว่าพอแลกเปลี่ยนกันแล้ว จะพบว่าต่างประเทศดีจริงๆ เหรอ?"

หลินหนิงพูดไม่ออก "ทำไม? ประเทศทุนนิยมของนายทุนหันมากินมังสวิรัติแล้วเหรอ? หลังโซเวียตล่มสลาย ก็ไม่จำเป็นต้องเอาใจชนชั้นแรงงานแล้ว ไม่ขูดรีดจนถึงกระดูก ก็เสียชื่อนายทุนหมดสิ"

หลินหนิงพูดพลางถอนหายใจ "จะว่าไป เราก็ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตที่ยากลำบากของประชาชนต่างชาติส่วนหนึ่งนะ ที่ไม่สร้างแรงกดดันเหมือนโซเวียตในตอนนั้น"

เฉินจื้อไม่สนใจคำพูดเพ้อเจ้อของหลินหนิง เขาจะไปสนพวกฝรั่งทำซากอะไร

วกกลับมาเรื่องเมื่อกี้ "ชักนำให้พวกเขาแลกเปลี่ยนในด้านไหนถึงจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี? อย่างน้อยต้องเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายสนใจ"

แล้วหลินหนิงจะรู้ไหม? แต่คนเราก็แค่คุยเล่นขี้โม้เรื่องการเมืองกันนั่นแหละ โม้ไปเถอะ ไม่ปอดแหกก็คือไม่แพ้

"วัฒนธรรมสองฝ่ายต่างกัน ก็เอาเรื่องพื้นฐานที่สุดในการดำรงชีวิตสิ! ปัจจัยสี่ บวกกับเรื่องงาน การใช้จ่าย การรักษาพยาบาล..."

หลินหนิงชะงักไป นึกอะไรขึ้นได้ ถามว่า "คุณรู้ไหมว่าในสถานการณ์ไหน คนแปลกหน้าจะกระตือรือร้นและทิ้งความห่างเหิน ความสำรวม มาคุยกันน้ำไหลไฟดับ?"

เขาไม่รอให้เฉินจื้อคิดคำตอบ ก็รีบเฉลยอย่างใจร้อน "ตอนแก้ข่าวลือไง! โดยเฉพาะข่าวลือเกี่ยวกับตัวเอง หรือบ้านเกิดตัวเอง!"

เขาถอนหายใจ "เฮ้อ... คิดถึงตอนนั้น ผมก็เคยเป็นหนุ่มขี้อายเก็บตัวมาก่อน!"

มุมปากเฉินจื้อกระตุกเป็นระลอกคลื่น

หลินหนิงทำหน้าเหมือนอดีตอันขมขื่น เล่าถึงประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงของเขา

"ตอนมหาลัยเปิดเทอมใหม่ๆ ทุกคนแนะนำตัว ผมเพิ่งพูดจบว่า 'ผมชื่อหลินหนิง มาจากมองโกเลียใน'" หลินหนิงมองเฉินจื้อแล้วถาม "คุณทายซิเกิดอะไรขึ้น?"

เฉินจื้อ: "คุณขี่ม้าไปเรียนเหรอ? มุกเก่าโคตร!"

หลินหนิงมองค้อน: "นั่นมันเมื่อ 6-7 ปีก่อน กำลังฮิตเลย! ผมเรียนมหาลัยสี่ปี เจอใครก็ต้องตอบคำถามเดิมๆ ว่า ไม่ได้ขี่ม้า! ไม่ได้ขี่ม้า! ไม่ได้ขี่ม้า! แล้วยังต้องอธิบายว่าไม่ได้อยู่ในกระโจม! เนื้อแพะไม่ได้ถูก! คนฮั่นในมองโกเลียในไม่ได้คะแนนพิเศษ! หมาป่าไม่เข้าบ้าน..."

เขาถอนหายใจ "ผมไม่มีทางจะขี้อายเก็บตัวได้อีกต่อไป ต้องอธิบายให้เคลียร์!"

หลินหนิง: "พอฝรั่งมา คุณก็ให้คนไปถาม—"

"พวกยูเงินเดือนสูงแถมงานสบายใช่ไหม ล้างจานสามเดือนก็ซื้อวิลล่าซื้อร้านอาหารได้แล้ว?"

"ได้ข่าวว่าที่นั่นโรงพยาบาลไม่ต้องเสียเงิน หาหมอกินยาฟรีหมด ดีจังเลย! อะไรทำนองนี้แหละ"

"ทุกคนต่างไม่พอใจชีวิตตัวเอง งั้นก็มาเทียบบัญชีกันดู ดูซิว่าตกลงชีวิตใครดีกว่ากัน!"

เฉินจื้อรู้สถานการณ์จริงของต่างประเทศดี ได้ยินหลินหนิงพูดแบบนี้

"............" ร้ายกาจมาก!!

เด็กหนุ่มคิดอะไรเพ้อฝัน ฟังดูไม่เข้าท่า แต่ก็แฝงความรู้สึกแปลกๆ ว่า "ไม่แน่อาจจะเวิร์ก"

เดี๋ยวกลับไปคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดู ยังไงก็ไม่เสียหายอะไร

ส่วนหลินหนิงจริงๆ ก็แค่หาเรื่องคุยจนมันปาก คุยเสร็จ สะใจแล้ว ก็โยนทิ้งไว้ข้างหลัง

หลังจากเฉินจื้อกลับไป

ห้องผู้ป่วยเงียบลง หลินหนิงหาววอดหนึ่ง

คุยเล่นขี้โม้ บรรยากาศดี เหมือนได้กลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน เรื่องที่ทุกคนต่างอึดอัดใจเหล่านั้นราวกับลมพัดผ่านผิวน้ำไร้ร่องรอย

หลินหนิงนับนิ้ว คำนวณว่าหน่วยงานความมั่นคงติดเงินเขาเท่าไหร่

แล้วมานั่งคิดว่าหลี่เสียนหมินนับเป็นผลงานของเขาไหม เขาพบความจริงอันน่าหดหู่ว่า เหมือนจะถูกจัดไปอยู่ในสายของอันเจ้าเฉิง

แบบนี้ก็ได้แค่ล้านเดียวสิ

หลินหนิงชะงัก เหมือนทางตำรวจยังติดเงินเขาอยู่อีกไม่น้อย

กำลังคำนวณทรัพย์สินของตัวเอง

โทรศัพท์ดังขึ้น เป็นทนายจาง

กดรับสาย ทนายจางยังคงกระชับฉับไวเข้าประเด็นเหมือนเดิม

"สองเรื่อง เรื่องแรกวันพุธหน้า คดีกับแฟนเก่าคุณขึ้นศาล"

"เรื่องที่สอง บริษัทเก่าคุณแพ้อนุญาโตตุลาการ ยื่นฟ้องแพ่งต่อทันที พวกเขาแค่ต้องการยื้อเวลาให้คุณรำคาญใจ"

"วันพุธหน้าผมจะไปตรงเวลา เดี๋ยวคุณส่งเวลามาให้ผมนะ" หลินหนิงตอบรับอย่างไม่ใส่ใจนัก

ฟ้องหลิวชิงเป้ย เพื่อตัดขาดจากอดีตให้สิ้นซาก และเป็นการให้คำอธิบายแก่ "หลินหนิง"

ปะทะกันสองครั้ง เขามองออกแล้วว่านี่มันคนประเภทไหน โง่เง่าแล้วยังโลภมาก อีกอย่างเขามีหลักฐานในมือ เขาแค่มองเป็นเรื่องตลก ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากแล้ว

ส่วนบริษัทเก่า

มุมปากหลินหนิงยกยิ้มเย็นชา เดิมทีก็แค่เรื่องซวยที่ทำงานเจอคนพาล คิดว่าชนะอนุญาโตตุลาการเชือดนิ่มๆ สักมีดก็จบแล้ว

ไม่นึกว่าจะรนหาที่ตายเอง!

พอดีช่วงนี้เขาธาตุไฟเข้าแทรก งั้นก็เล่นกับพวกมันให้สนุกหน่อยแล้วกัน—

"บริษัทเก่าฟ้องผม แน่นอนว่าต้องสู้คดีให้ถึงที่สุด ทนายจาง ร่วมงานกันอย่างราบรื่นอีกครั้งครับ!"

จบบทที่ บทที่ 109 - ไปมาหาสู่กันตามธรรมเนียม

คัดลอกลิงก์แล้ว