- หน้าแรก
- ขอโทษด้วย กองยานของฉันรับแต่ทหารหญิง
- บทที่ 7 ยานอวกาศลำแรก ซีโร่บลิซซาร์ด (รีไรท์)
บทที่ 7 ยานอวกาศลำแรก ซีโร่บลิซซาร์ด (รีไรท์)
บทที่ 7 ยานอวกาศลำแรก ซีโร่บลิซซาร์ด (รีไรท์)
จ้าวหว่านเอ๋อมองยานอวกาศลำนี้ตั้งแต่หัวจรดท้ายอย่างระมัดระวัง และจ้องไปที่จ้าวเฉินด้วยความตกตะลึง
"ยานอวกาศลำนี้ประกอบขึ้นจากยานสามลำนั้น... ยานพิฆาต T2 ไฮยีน่า, ยานลาดตระเวนเบา T2 เกรย์วูล์ฟ, และยานประจัญบาน T2 เดวิลคร็อกโคไดงั้นเหรอ?"
เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมยานลำนี้ถึงให้ความรู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด เพราะโครงสร้างตัวยานของมันคล้ายกับยานประจัญบานระดับ T2 เดวิลคร็อกโคไดถึงเก้าส่วน
แต่โมดูลอาวุธที่ติดตั้งอยู่ด้านบน กลับเหมือนกับโมดูลของยานพิฆาตระดับ T2 ไฮยีน่ามาก
และยังมี...
สรุปสั้นๆ ก็คือ ยานลำนี้มีลักษณะเด่นของยานทั้งสามลำนั้นปนเปกันอยู่เต็มไปหมด
“ใช่แล้ว” จ้าวเฉินยอมรับออกมาอย่างเปิดเผย
เขาไม่สามารถพูดถึงยานลาดตระเวนเบาประจัญบาน T3 บลิซซาร์ดได้ แต่เรื่องที่เขาลงมือประกอบยานขึ้นมาเองเป็นเรื่องที่ซ่อนไม่ได้
เนื่องจากที่โกดังยานอวกาศของสถาบันมีบันทึกการแลกเปลี่ยนอยู่ และเมื่อรวมกับที่จ้าวเฉินจะใช้ยานลำนี้ไปดวลกับจางห่าวหรานในภายหลัง คนที่มีไหวพริบย่อมมองออกถึงที่มาที่ไปเหล่านี้
“นายใช้เวลาครึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมาอยู่ที่นี่เพื่อประกอบยานลำนี้เนี่ยนะ? นายไปเรียนรู้วิธีประกอบยานอวกาศมาตั้งแต่เมื่อไหร่?” จ้าวหว่านเอ๋อมองจ้าวเฉินด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ
การจะรื้อถอนยานสามลำเพื่อนำมาประกอบเป็นยานลำเดียวไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องมั่นใจด้วยว่าโมดูลแต่ละส่วนของยานลำนี้จะสามารถใช้งานได้จริง!
จ้าวเฉินชี้ไปที่ยานอวกาศ และกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ฉันมีความลับอีกเยอะ นอกจากหลักสูตรของแผนกกัปตันแล้ว ฉันยังแอบไปศึกษาด้านวิศวกรรมยานอวกาศด้วยตัวเองมาบ้าง
และนี่คือยานอวกาศลำแรกของฉัน ฉันตั้งชื่อให้มันว่า ซีโร่บลิซซาร์ด!"
ถึงจะบอกว่ามันเป็นเวอร์ชันลดสเปกของยานลาดตระเวนเบาประจัญบานระดับ T3 บลิซซาร์ด แต่จะใช้ชื่อบลิซซาร์ดไปเลยก็ดูจะไม่เหมาะสม
ดังนั้น จ้าวเฉินจึงตัดสินใจตั้งชื่อใหม่แยกออกมาว่า 'ซีโร่บลิซซาร์ด'
“ซีโร่... บลิซซาร์ด?” จ้าวหว่านเอ๋อพึมพำชื่อที่ฟังดูแปลกหูนี้
ยานลำนี้ที่ดูเหมือนยานประจัญบานก็ไม่ใช่ ยานลาดตระเวนก็ไม่เชิง แต่ดันมีกลิ่นอายของยานพิฆาตผสมอยู่ด้วย
สรุปแล้วมันเป็นยานประหลาดอะไรกันแน่
“นายแน่ใจเหรอว่ามันใช้ได้จริงๆ
จ้าวเฉิน ฉันรู้ว่านายเสียใจเรื่องเจียงซาช่า แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่เหมาะกับนาย อย่าขังตัวเองไว้ด้วยเรื่องนี้
อีกอย่าง สถานการณ์ในดินแดนของเราเป็นยังไง นายก็รู้ดีอยู่แล้ว
กว่าที่พวกเราสองคนจะใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายของตระกูลเพื่อเข้ามาเป็นนักศึกษาในสถาบันทหารยานอวกาศดาวเหนือได้มันไม่ใช่เรื่องง่าย มีเพียงการเรียนจบให้ได้อย่างราบรื่นเท่านั้นถึงจะมีหวังฟื้นฟูดินแดนขึ้นมาได้
นายเองก็คงไม่อยากเห็นบรรดาศักดิ์ของนายถูกจักรวรรดิยึดคืนไปหรอกใช่ไหม!
ถ้าเกิดนายถูกไล่ออกจากสถาบัน... นาย... นายจะกล้าไปสู้หน้า... ดวงวิญญาณพ่อแม่บนสวรรค์ได้ยังไง! แล้วยังการเสียสละของพี่สาวอีก...” จ้าวหว่านเอ๋อจ้องมองจ้าวเฉินด้วยความโกรธระคนเสียใจ
จากนั้น จ้าวหว่านเอ๋อก็กระชากข้อมือจ้าวเฉินทันที “ตามมานี่ ฉันจะไปขอให้เพื่อนสนิทช่วย ฐานะทางบ้านของเธอสูงมาก ฉันจะให้เธอช่วยออกหน้าเจรจากับจางห่าวหรานเพื่อยกเลิกการดวลครั้งนี้ซะ”
แต่จ้าวหว่านเอ๋อกลับลากตัวจ้าวเฉินไม่ไป
ตรงกันข้าม จ้าวเฉินกลับก้าวไปข้างหน้าแล้วช้อนตัวอุ้มจ้าวหว่านเอ๋อขึ้นในท่าเจ้าหญิงเสียอย่างนั้น
“นะ... นาย... นายจะทำอะไร...” แก้มของจ้าวหว่านเอ๋อขึ้นสีแดงระเรื่อ
“ไปดูยานอวกาศของฉันกัน” จ้าวเฉินไม่ได้พูดอะไรมาก เขาอุ้มจ้าวหว่านเอ๋อแล้ววิ่งตรงไปยังประตูทางเข้าของยานอวกาศ
เขาอุ้มเธอเดินผ่านโถงทางเดินที่ดูเก่าแก่ภายในยานอวกาศ จนมาถึงส่วนห้องบังคับการ ซึ่งเป็นเสมือน ‘มันสมอง’ ของยานลำนี้
ห้องบังคับการไม่ใหญ่มากนัก มีพื้นที่เพียงประมาณหนึ่งร้อยตารางเมตร
เนื่องจากยังไม่ได้เปิดระบบ ภายในห้องบังคับการจึงมืดสนิทไปหมด
จ้าวเฉินวางจ้าวหว่านเอ๋อลง แล้วเดินไปที่เก้าอี้กัปตันเพียงลำพัง เขานั่งลง แล้ววางมือลงบนพนักแขนด้านขวาของเก้าอี้
[ตรวจพบสิทธิ์การเข้าถึงระดับสูงสุด...]
[เริ่มขั้นตอนระบุตัวตน...]
[กัปตัน... จ้าวเฉิน... ระบุตัวตนเสร็จสิ้น...]
แผงควบคุมคริสตัลเลื่อนขึ้นมาตรงหน้าจ้าวเฉิน เขาทำการกดปุ่มสั่งการไม่กี่ครั้ง
[กำลังสตาร์ทระบบยานอวกาศ...]
[ระบบควบคุมหลักกำลังเริ่มทำงาน...]
[ระบบพลังงานกำลังเริ่มทำงาน... 10%... 30%... 60%...]
เมื่อจ้าวเฉินเปิดใช้งานยานอวกาศอย่างเป็นทางการ ระบบไฟก็เริ่มเปิดใช้งาน และห้องบังคับการทั้งหมดก็สว่างขึ้น
จากนั้น อสุรกายยักษ์ลำนี้ก็เริ่มฟื้นคืนชีพ!
[ระบบขับเคลื่อนกำลังตรวจเช็กอัตโนมัติ... การตรวจสอบเสร็จสิ้น... สถานะปกติ...]
[ระบบอาวุธกำลังตรวจเช็กอัตโนมัติ... การตรวจสอบเสร็จสิ้น... สถานะปกติ...]
[ระบบ...]
บนห้องบังคับการ เสียงสังเคราะห์ดังขึ้นต่อเนื่อง
ยานรบอวกาศลำแรกของจ้าวเฉิน ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว!
[โมดูลทั้งหมดทำงานปกติ พลังงานคงเหลือ 19%]
จ้าวเฉินยกกำปั้นขึ้นด้วยความดีใจ ถึงแม้เขาจะมีความรู้ด้านเทคโนโลยี แต่พูดตามตรงเขาก็ไม่กล้ารับประกันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะสำเร็จ
นึกไม่ถึงเลยว่าการสตาร์ทเครื่องครั้งแรกจะราบรื่นขนาดนี้
"มันสตาร์ทติดจริงๆ ด้วย..." จ้าวหว่านเอ๋อเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน
“เป็นไง? เจ๋งใช่ไหมล่ะ” จ้าวเฉินลุกจากเก้าอี้กัปตัน แล้วเอามือพาดไหล่จ้าวหว่านเอ๋อเหมือนเป็นพี่น้องคู่ซี้
ถึงแม้ทั้งคู่จะเป็นพี่น้องกันจริงๆ แต่เพราะจ้าวหว่านเอ๋อมีความสามารถโดดเด่นมาตลอด ในบางครั้งความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงดูเหมือนพี่สาวกับน้องชายมากกว่า
จ้าวหว่านเอ๋อกรอกตาใส่ “ต่อให้สตาร์ทติดแล้วยังไงล่ะ? พลังทำลายล้างเป็นยังไง? เอาไปรบจริงได้หรือเปล่า? ทั้งหมดนั่นยังเป็นปัญหา
ฉันได้ยินมาว่ายานของจางห่าวหรานน่ะเป็นยานระดับ T2 ของจริงนะ
นายแน่ใจเหรอว่ายานประกอบเองลำนี้จะสู้ไหว? อย่าให้ถึงเวลาพอยิงกันแล้วยานแยกส่วนไปคนละทิศละทางล่ะ”
“น้องสาว ทำไมไม่เชื่อมือพี่ชายบ้างเลยล่ะ
อย่าว่าแต่สู้ไหวไหมเลย แค่สิบนาที... ฉันก็ถล่มยานระดับ T2 ของเจ้าจางห่าวหรานนั่นจนเละได้แล้ว!” จ้าวเฉินกล่าวด้วยความมั่นใจ พลางชูสองนิ้วไขว้กันเป็นรูปกากบาท
“เหอะ... สิบนาที... เมื่อก่อนไม่เห็นรู้เลยว่านายชอบโอ้อวดขนาดนี้” จ้าวหว่านเอ๋อเหล่ตามองจ้าวเฉิน เธอไม่เชื่อคำพูดของเขาเลยสักนิด
“อีกอย่าง บนยานลำนี้มีนายอยู่แค่คนเดียว แม้แต่ลูกยานก็ไม่มี แล้วจะไปรบยังไง?”
จ้าวเฉินตบมือฉาดใหญ่ ดวงตาเป็นประกาย “ฉันลืมเรื่องนี้ไปสนิทเลย มิน่าล่ะตอนสตาร์ทเครื่องยนต์เมื่อกี้ ถึงรู้สึกเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง”
จ้าวหว่านเอ๋อเอามือกุมขมับ
เธอรู้สึกสิ้นหวังกับพี่ชายคนนี้เหลือเกิน “ฉันว่าฉันไปปรึกษาเพื่อนสนิทดีกว่า ว่าจะจัดการเรื่องนี้ยังไงดี”
“หว่านเอ๋อ บอกฉันหน่อยว่าจะหาลูกยานได้เร็วที่สุดที่ไหน!” จ้าวเฉินมองน้องสาวด้วยสายตาคาดหวัง
เขาเก่งในการปรับแต่ง และรื้อถอนยานอวกาศ
แต่ถ้าเป็นเรื่องบริหารจัดการแบบนี้ จ้าวเฉินมืดแปดด้านจริงๆ
“นี่ยังไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้ไว้เลย แต่ดันไปท้าดวลยานอวกาศเนี่ยนะ?” จ้าวหว่านเอ๋อพูดอย่างเอือมระอา แต่ก็ยอมอธิบายให้จ้าวเฉินฟัง “แหล่งที่มาของลูกยานปกติมีอยู่สามทาง หนึ่งคือเหล่านักศึกษาจากแผนกอื่นในสถาบัน เพราะนอกจากแผนกกัปตันที่พวกเราเรียนอยู่แล้ว ยังมีแผนกเฉพาะทางอื่นๆ อีกมากมาย
ทางเลือกที่สองคือการรับสมัครทหารผ่านศึกที่ปลดเกษียณมาจากกองทัพจักรวรรดิ พวกนี้ฝีมือการันตีได้แน่นอน แต่ค่าจ้างน่ะแพงมหาศาล
ทางเลือกที่สามคือลูกยานจากแหล่งที่ไม่ค่อยขาวสะอาดนัก อย่างพวกที่เคยทำงานสายสีเทา โจรสลัด หรือพวกทาส
จริงๆ แล้วเรื่องการหาลูกยาน ทางสถาบันก็มีช่องทางให้นะ
นายลองใช้บัตรประจำตัวเชื่อมต่อกับเครือข่ายของสถาบันดู ในนั้นจะมีช่องทางรับสมัครลูกยานโดยเฉพาะ”
จ้าวเฉินลูบคาง พลางถามแทบจะทันทีว่า “แบบไหนถูกที่สุดล่ะ”
จ้าวหว่านเอ๋อกรอกตาอีกรอบ แต่เธอก็พอจะรู้ว่าในกระเป๋าของจ้าวเฉินน่ะมีเงินอยู่แค่หยิบมือเดียว
“แน่นอนว่าถูกที่สุดก็ต้องพวกทาสนั่นแหละ ส่วนใหญ่จะเป็นเชลยศึก ซึ่งในนั้นก็มีพวกที่เคยทำงานบนยานอวกาศมาก่อน
แต่เพราะปัญหาด้านความภักดีและสถานะของพวกเขา หลายคนเลยไม่ค่อยอยากใช้ทาสเท่าไหร่ อย่างมากก็แค่จัดงานระดับล่างสุดให้ทำ
ส่วนงานบนห้องบังคับการน่ะ ยังไงก็ควรจะ...”
ในขณะที่จ้าวหว่านเอ๋อกำลังพูดอยู่นั้น จ้าวเฉินก็ได้ใช้บัตรประจำตัวเชื่อมต่อเครือข่ายของสถาบันเรียบร้อยแล้ว
เขาเข้าไปที่ช่องทางรับสมัครลูกยาน และมองเห็นตัวเลือก ‘ทาส’ อยู่ที่มุมหนึ่ง
พอกดเข้าไป ก็มีรายชื่อทาสปรากฏออกมาเป็นตับ
จ้าวเฉินกวาดสายตามองไปรอบหนึ่ง จู่ๆ สายตาของจ้าวเฉินก็จับจ้องไปที่รายชื่อทาสคนหนึ่งเขม็ง ราวกับเจอขุมทรัพย์ล้ำค่า!
“คนนี้แหละ!” จ้าวเฉินกดแลกเปลี่ยนอย่างไม่ลังเล
เนื่องจากคะแนนของสถาบันถูกใช้จนเกลี้ยงแล้ว ครั้งนี้จ้าวเฉินจึงต้องควักเงินส่วนตัวจ่ายแทน
“นายทำอะไรลงไปน่ะ?” เมื่อเห็นจ้าวเฉินปิดหน้าจอโฮโลแกรมด้วยสีหน้าพึงพอใจ จ้าวหว่านเอ๋อก็เริ่มมีลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีขึ้นมาทันที