- หน้าแรก
- ขอโทษด้วย กองยานของฉันรับแต่ทหารหญิง
- บทที่ 6 ประกอบยานอวกาศ (รีไรท์)
บทที่ 6 ประกอบยานอวกาศ (รีไรท์)
บทที่ 6 ประกอบยานอวกาศ (รีไรท์)
อันที่จริง จุดประสงค์ที่จ้าวเฉินแลกยานอวกาศทั้งสามลำนี้เรียบง่ายมาก
ลำพังแค่ความสามารถของจ้าวเฉินในตอนนี้ การจะสร้างยานอวกาศระดับ T3 ที่ได้รับจากระบบขึ้นมาใหม่จากศูนย์นั้นเป็นไปไม่ได้เลย
อย่างไรก็ตาม หากอาศัยแผนผังเทคโนโลยีของยานลาดตระเวนเบาประจัญบานระดับ T3 บลิซซาร์ดเป็นพื้นฐาน แล้วนำยานทั้งสามลำตรงหน้ามาดัดแปลงและประกอบเข้าด้วยกัน
บางทีเขาอาจจะสร้างยานบลิซซาร์ดเวอร์ชันลดสเปกขึ้นมาได้!
ในสมองของจ้าวเฉินซึ่งมีทักษะของ 'สุดยอดวิศวกรยานอวกาศ' อยู่แล้วนั้น หลังจากผ่านการคำนวณนับครั้งไม่ถ้วน เขาก็มั่นใจว่าแผนการนี้มีความเป็นไปได้สูงถึง 80%!
“ใช้โครงสร้างหลักจากยานประจัญบานระดับ T2 เดวิลคร็อกโคได แล้วติดตั้งโมดูลสมรรถนะบางส่วนของยานไฮยีน่า และยานเกรย์วูล์ฟเข้าไป...” จ้าวเฉินพึมพำด้วยความตื่นเต้น นัยน์ตาฉายแววบ้าคลั่งออกมา
เมื่อวางแผนการประกอบเสร็จสิ้น จ้าวเฉินก็เริ่มลงมือทันที
เขาเดินไปที่แผงควบคุม และบังคับแขนกลอัจฉริยะด้วยตัวเอง เพื่อเริ่มการตัดชำแหละยานทั้งสามลำ
นี่คือครั้งแรกที่จ้าวเฉินทำการดัดแปลงยานอวกาศ
แต่ทันทีที่เริ่มลงมือ เขากลับรู้สึกราวกับว่าเคยทำเรื่องแบบนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เขารู้สึกคุ้นมือและควบคุมทุกอย่างได้อย่างแม่นยำไร้ที่ติ
ต่อให้เป็นวิศวกรยานอวกาศระดับอาวุโสของสถาบันมาเห็นเข้า ก็คงต้องตกตะลึงในฝีมือและเทคนิคของชายหนุ่มคนนี้
หากไม่มีประสบการณ์ลงมือจริงสักห้าสิบหรือหกสิบปี พร้อมคลังความรู้ระดับแนวหน้า ย่อมไม่มีทางทำงานได้ลื่นไหลเหมือนสายน้ำขนาดนี้ได้
การชำแหละยานอวกาศสามลำด้วยตัวคนเดียวนั้นถือเป็นงานที่หนักมาก
หากจ้างช่างซ่อมหรือวิศวกรมาช่วยย่อมแบ่งเบาภาระได้มาก
แต่จ้าวเฉินทำแบบนั้นไม่ได้
เหตุผลแรกคือ จ้าวเฉินไม่เหลือคะแนนของสถาบันแล้ว คะแนนทั้งหมดถูกใช้ไปกับการแลกชิ้นส่วนอะไหล่จนหมดเกลี้ยง
เหตุผลที่สองคือ กระบวนการนี้จะให้คนนอกรู้ไม่ได้เด็ดขาด การรื้อยานอวกาศสามลำที่แตกต่างกัน และนำมาประกอบเป็นยานลำใหม่เอี่ยม แถมยังต้องใช้เทคโนโลยีแกนกลางบางส่วนของยานระดับ T3 บลิซซาร์ด
หากมีใครสังเกตเห็นพิรุธแล้วข่าวแพร่งพรายออกไป ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจจะวุ่นวายจนเกินควบคุม
ดังนั้นตลอดกระบวนการนี้ จ้าวเฉินจึงต้องจัดการด้วยตัวเองทั้งหมด
จ้าวเฉินคำนวณในใจว่า เวลาประมาณยี่สิบกว่าวันก็น่าจะเพียงพอแล้ว
ในช่วงสามสัปดาห์ต่อมา จ้าวเฉินแทบจะโดดเรียนทุกวิชา ซึ่งเป็นเพราะช่วงใกล้สิ้นสุดภาคเรียน การสอบประเมินส่วนใหญ่จบลงไปแล้ว และเกรดเฉลี่ยของจ้าวเฉินก็สามารถเลื่อนขึ้นชั้นปีสี่ได้อย่างสบายๆ
ดังนั้นการขาดเรียนของจ้าวเฉินจึงไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากนัก
อย่างไรก็ตาม ข่าวการดวลของจ้าวเฉินกับจางห่าวหรานกลับแพร่กระจายไปทั่วชั้นปีสาม
นักศึกษาหลายคนต่างพากันไปที่ห้องเรียนเพื่อจะดูหน้าบาหน้าตกอันตามลือ แต่สุดท้ายก็ต้องผิดหวังกลับไปเพราะไม่เจอตัวจ้าวเฉิน
ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด!
ไฟสีแดงที่ประตูโรงงานกะพริบถี่ พร้อมเสียงสัญญาณแจ้งเตือนว่ามีคนขอเข้าพบ
ในช่วงไม่กี่นาทีแรกจ้าวเฉินไม่ได้สนใจ แต่เสียงแจ้งเตือนยังดังต่อเนื่องยาวนานถึงสิบนาที
สุดท้าย จ้าวเฉินก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาต้องลากร่างกายที่เหนื่อยล้าออกจากห้องทำงาน เดินตรงไปที่หน้าประตูแล้วเปิดมันออก
"จ้าวเฉิน นายบ้าไปแล้ว!"
ประตูเพิ่งเปิดออกแค่ช่องเล็กๆ ยังไม่ทันเห็นใบหน้าคนชัดๆ ก็ได้ยินเสียงเดือดดาลดังขึ้นก่อน พร้อมกับเรียวขาขาวผ่องยาวระหงก้าวพรวดเข้ามาข้างในอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่จ้าวหว่านเอ๋อเดินเข้ามา เธอก็ชี้หน้าด่าจ้าวเฉินเป็นชุดใหญ่
แต่คำพูดเหล่านั้นจ้าวเฉินแทบจะไม่ได้ฟังเลย เขาทำเพียงพิงกรอบประตูด้วยสภาพอิดโรย
“หว่านเอ๋อ... ด่าจบหรือยัง ถ้าจบแล้วฉันจะไปนอนแล้วนะ ฮ้าว...” จ้าวเฉินหรี่ตา พลางหาวหวอดออกมาคำโต
หญิงสาวเจ้าของทรวดทรงเพรียวบาง ผิวพรรณขาวราวหิมะที่อยู่ตรงหน้าเขาก็คือ จ้าวหว่านเอ๋อ น้องสาวของจ้าวเฉินนั่นเอง
เธอยังเป็นนักศึกษาชั้นปีสี่ของสถาบันทหารยานอวกาศดาวเหนือ และปีหน้าเธอก็จะขึ้นชั้นปีห้าแล้ว
ทำไมจ้าวเฉินที่เป็นพี่ชายถึงอยู่แค่ชั้นปีสาม ในขณะที่จ้าวหว่านเอ๋ออยู่ชั้นปีสี่น่ะเหรอ?
ก็เพราะจ้าวหว่านเอ๋อเป็นอัจฉริยะยังไงล่ะ เธอใช้เวลาเพียงหนึ่งปีในการผ่านหลักสูตรสามปี จนแซงหน้าพี่ชายอย่างจ้าวเฉินขึ้นมาเป็นนักศึกษาชั้นปีสี่
แถมด้วยรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่น เธอจึงครองตำแหน่งหนึ่งในสาวงามประจำสถาบันมาโดยตลอด
ตอนนี้เธอยังสวมชุดเครื่องแบบทหารสีขาวเต็มยศ เมื่อคำนวณจากการที่แม่สาวน้อยคนนี้หายหน้าไปครึ่งเดือนกว่าถึงเพิ่งโผล่มาหาเขา
มันต้องเกี่ยวข้องกับการประเมินครั้งสุดท้ายของชั้นปีสี่ ที่ต้องออกไปสอบภาคสนาม และเพิ่งกลับมาที่สถาบัน
พอเธอกลับมาและทราบข่าวปุ๊บ ก็น่าจะรีบดิ่งมาหาเขาทันที
จ้าวหว่านเอ๋อมองจ้าวเฉินที่มีขอบตาดำคล้ำเป็นหมีแพนด้า ผมเผ้ายุ่งเหยิง แถมตามตัวยังมีกลิ่นตุๆ โชยออกมา
เธอมองเลยไปด้านหลังจ้าวเฉิน ที่พื้นหน้าประตูโรงงานมีฟูกนอนแบบง่ายๆ วางอยู่ ข้างฟูกมีกล่องอาหารสำเร็จรูปที่กินแล้วกระจัดกระจายอยู่บนพื้น แถมยังมีกลิ่นบูดโชยออกมาด้วย
เพียงแค่นี้ก็พอจะเห็นได้ว่า จ้าวเฉินใช้ชีวิตอย่างไรในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา
“นี่ยังจะมีกะจิตกะใจไปนอนพักอีกเหรอ รู้ไหมว่านายก่อเรื่องใหญ่ขนาดไหน! เพื่อผู้หญิงคนเดียวถึงกับไปท้าดวลยานอวกาศกับจางห่าวหราน แถมยังลงเดินพันไว้ด้วยว่าใครแพ้ต้องลาออกจากสถาบัน นายบ้าไปแล้วหรือไง!” จ้าวหว่านเอ๋อพูดด้วยความโมโห พลางบิดหูจ้าวเฉินอย่างแรงด้วยอารมณ์เกลียดเหล็กที่ไม่เป็นกล้า
ตามปกติแล้ว แรงบิดขนาดนี้ต้องทำให้เจ็บจนสะดุ้ง
แต่ตอนนี้จ้าวเฉินที่ความง่วงงันเข้าครอบงำสมองอย่างหนัก กลับซบหน้าวูบลงไปบนตัวของจ้าวหว่านเอ๋อตรงๆ
“นี่นาย...”
ตุ้บ!
จ้าวหว่านเอ๋อเสียหลักจนนั่งแปะลงกับพื้น โดยมีจ้าวเฉินพิงซบเธออยู่ราวกับเด็กน้อย
“ตาบ้าเอ๊ย!” จ้าวหว่านเอ๋อทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายก็ทำได้เพียงลากจ้าวเฉินเข้าไปนอนด้านในโรงงาน
แต่เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมองไปยังพื้นที่จอดยานอวกาศขนาดใหญ่เท่าสนามฟุตบอลหลายสนามภายในโรงงาน เธอก็ถึงกับตก
แต่เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นและมองไปที่ลานจอดรถยานอวกาศที่มีขนาดเท่ากับสนามฟุตบอลหลายสนามในโรงงานยานอวกาศ เธอก็ถึงกับตะลึง
ยานอวกาศลำหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ที่นั่น
โครงสร้างยานดูเก่ามาก บางจุดยังมีรอยบุบเบี้ยวไม่สม่ำเสมอ หรือแม้กระทั่งร่องรอยของการถูกกระสุนปืนใหญ่ยิงใส่
บนโต๊ะปฏิบัติการรอบๆ ยังมีชิ้นส่วนอะไหล่ทั้งเล็กและใหญ่กระจัดกระจายอยู่ทั่ว
แต่ถึงอย่างนั้น จ้าวหว่านเอ๋อกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายดุดันที่ซ่อนอยู่บนยานอวกาศลำนี้
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ จ้าวหว่านเอ๋อรู้สึกว่ายานอวกาศตรงหน้าดูคุ้นตาอย่างประหลาด แต่เธอกลับนึกไม่ออกว่าในสารานุกรมยานรบอวกาศที่เคยเรียนมา มียานรุ่นไหนหน้าตาแบบนี้บ้าง
"หว่านเอ๋อ..."
เสียงเรียกจากด้านหลังดึงสติจ้าวหว่านเอ๋อกลับสู่โลกความเป็นจริง
จ้าวเฉินตื่นขึ้นมาแล้ว และนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น
ถึงแม้จะได้งีบไปเพียงสิบนาที แต่สภาพของจ้าวเฉินในตอนนี้ดูดีขึ้นกว่าเดิมมาก
“นี่นาย... ยานลำนี้มันคืออะไร?” จ้าวหว่านเอ๋อชี้ไปยังยานอวกาศตรงหน้า
"ก็ยานอวกาศของฉันไง" จ้าวเฉินตอบไปตามสัญชาตญาณ
“อย่ามาโกหก นายจะหลอกฉันก็หัดเตรียมบทมาบ้างเถอะ! ฉันได้ยินมาจากปากหลีเว่ยแล้ว ว่าพี่ใช้แต้มสะสมแลกยานเก่าๆ มาสามลำ มันไม่ใช่...” จ้าวหว่านเอ๋อพูดค้างไว้ครึ่งทาง แล้วหยุดกะทันหัน
เธอหันกลับไปมองยานลำนั้นด้วยสายตาเหลือเชื่อ ดูเหมือนเธอจะรู้แล้วว่าทำไมตัวเองถึงรู้สึกคุ้นเคยกับยานที่ไม่รู้จักลำนี้
“หว่านเอ๋อ ปกติเธอออกจะฉลาดไม่ใช่เหรอ นี่มองไม่ออกจริงๆ เหรอเนี่ย” มุมปากของจ้าวเฉินยกยิ้ม พลางพูดหยอกล้อ