- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในยุค เจ็ดศูนย์ เส้นทางพลิกชีวิตของสาวน้อยกำพร้า
- บทที่ 11 เซาปิ่งอบเตาถ่าน
บทที่ 11 เซาปิ่งอบเตาถ่าน
บทที่ 11 เซาปิ่งอบเตาถ่าน
บทที่ 11 เซาปิ่งอบเตาถ่าน
เฉินเสี่ยวหลินกินแตงโมเข้าไปครึ่งลูกก็รู้สึกอิ่มตื้อ เธอตั้งใจว่าจะพักผ่อนในวิลล่ามิติสักครู่ รอให้อาการจุกเสียดทุเลาลงแล้วค่อยเริ่มฝึกวิชาการต่อสู้
เฉินเสี่ยวหลินเอนกายลงบนโซฟาได้เพียงครู่เดียว ความง่วงงุนก็เข้าครอบงำจนผล็อยหลับไป
เธอหลับไปได้ไม่นานก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะปวดปัสสาวะ หลังจากจัดการธุระในห้องน้ำเสร็จสรรพ เฉินเสี่ยวหลินก็ตาสว่างเต็มที่
เฉินเสี่ยวหลินพยายามข่มตาหลับต่อ แต่ก็ไม่อาจหลับลงได้อีก เธอจึงตัดสินใจเดินกลับเข้าห้องไปเปลี่ยนเป็นชุดฝึกซ้อมและเริ่มร่ายรำเพลงมวย ทักษะหมัดมวยของเฉินเสี่ยวหลินในยามนี้ถือว่ามีความก้าวหน้าไม่น้อย หากใครล่วงรู้ว่าเธอเพิ่งฝึกฝนมาเพียงแค่สองสามวัน คงต้องหลุดปากอุทานออกมาอย่างแน่นอนว่าเธอคืออัจฉริยะ
หลังจากร่ายรำกระบวนท่าไปราวสิบกว่ารอบ ในที่สุดเฉินเสี่ยวหลินก็หยุดพัก เมื่อครู่นี้เธอได้ทดลองผสานจังหวะการก้าวเท้าเข้ากับเพลงมวย ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง หมัดของเธอในเวลานี้ทั้งรวดเร็ว แม่นยำ และดุดัน เธอออกหมัดด้วยกระบวนท่าที่ผสานความแข็งกร้าวและอ่อนช้อยเข้าด้วยกันอย่างทรงพลัง จังหวะก้าวเท้าก็ทวีความรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ หากมีใครมาเห็นคงมองไม่ออกด้วยซ้ำว่าเธอออกหมัดอย่างไร เธอสามารถซัดศัตรูให้ปลิวกระเด็นได้ในเวลาเพียงชั่วอึดใจ
เมื่อฝึกวิชาเสร็จและหยุดพักจนหายเหนื่อย เฉินเสี่ยวหลินก็รีบไปอาบน้ำชำระร่างกาย สภาพที่เหงื่อท่วมตัวเช่นนี้ทำให้เธอรู้สึกเหนียวเหนอะหนะไม่สบายตัวเอาเสียเลย
อาบน้ำเสร็จ เฉินเสี่ยวหลินก็กลับมาหิวอีกครั้ง แตงโมลูกโตที่กินเข้าไปก่อนหน้านี้ย่อยสลายไปจนหมดสิ้น จู่ๆ เธอก็นึกอยากกินปัวปัวจี โดยเฉพาะส่วนปลายปีกไก่นั้นถือเป็นรสชาติที่อร่อยล้ำเลิศ เธอหยิบปัวปัวจีหนึ่งชุด ชานมเย็นหนึ่งแก้ว และสตรอว์เบอร์รีที่ล้างสะอาดแล้วอีกหนึ่งจานออกมาจากโกดังเก็บของ
หลังจากจัดการปัวปัวจีและดูดชานมเย็นจนหมดแก้ว เฉินเสี่ยวหลินก็เรอออกมาอย่างอิ่มหนำสำราญ ส่วนสตรอว์เบอร์รีนั้น ดูเหมือนว่าเธอคงต้องเก็บกลับเข้าที่เพื่อเอาไว้กินในมื้อหน้าเสียแล้ว
โชคดีที่เฉินเสี่ยวหลินฝึกวิชาการต่อสู้เป็นประจำทุกวัน มิฉะนั้นหากเธอยังคงกินจุกจิกเช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วคงต้องกลายเป็นคนอ้วนฉุอย่างแน่นอน
วันรุ่งขึ้น เฉินเสี่ยวหลินตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ เช้าวันนี้เธอตั้งใจจะไปฝากท้องมื้อเช้าที่ร้านอาหารของรัฐ
หญิงสาวเดินทอดน่องมายังร้านอาหารของรัฐเพียงลำพัง ทว่าเมื่อมาถึง กลับพบว่าบริเวณหน้าร้านมีผู้คนยืนต่อคิวกันยาวเหยียดแล้ว
"คุณลุงคะ ทำไมวันนี้คนถึงได้เยอะนักล่ะคะ"
เฉินเสี่ยวหลินสะกิดถามคุณลุงที่ยืนอยู่ตรงหน้า เธอรู้สึกประหลาดใจจริงๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เห็นผู้คนมากมายหลั่งไหลมาที่ร้านอาหารของรัฐถึงเพียงนี้
"วันนี้ทางร้านทำเซาปิ่งไส้เนื้อวัวขายน่ะสิ คนเลยมาต่อคิวกันตั้งแต่เช้ามืด ลุงเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเหลืออีกสักกี่ชิ้น ถ้าซื้อกลับไปไม่ได้ มีหวังโดนเมียที่บ้านบ่นหูชาแน่"
ชายวัยกลางคนลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อกล่าวถึงเซาปิ่งเนื้อวัว เขาอยากลิ้มรสเนื้อวัวมานานแล้ว ทว่าวันนี้ดันมาสายเสียได้ พอเห็นคนข้างหน้าซื้อกันไปทีละหลายชิ้น เขาก็เริ่มใจคอไม่ดี กลัวว่าจะต้องมาเสียเที่ยว
เฉินเสี่ยวหลินเข้าใจความรู้สึกของลุงที่ถึงกับน้ำลายสอด้วยความอยากกิน ในยุคสมัยนี้ วัวควายถือเป็นแรงงานสำคัญในการทำเกษตรกรรม ตลอดทั้งปีจึงแทบจะหาเนื้อวัวกินไม่ได้เลย การที่ผู้คนจะโหยหารสชาติของมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
เฉินเสี่ยวหลินหมายมั่นปั้นมือว่าจะซื้อเซาปิ่งกลับไปตุนไว้เยอะหน่อย ถึงอย่างไรของที่เก็บไว้ในมิติก็ไม่มีวันเน่าเสียอยู่แล้ว
ครั้นถึงคิวของเฉินเสี่ยวหลิน เธอก็มองเห็นเซาปิ่งนอนก้นอยู่ในกะละมังเพียงห้าชิ้นเท่านั้น เมื่อหันไปเห็นแถวที่ยังคงต่อคิวยาวเหยียดอยู่ด้านหลัง หญิงสาวก็ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ช่างเถอะ เธอซื้อไปลองชิมแค่สองชิ้นก็พอ ส่วนอีกสามชิ้นที่เหลือก็แบ่งให้คนข้างหลังได้กินบ้างก็แล้วกัน!
เฉินเสี่ยวหลินรับเซาปิ่งสองชิ้นกับเต้าฮวยน้ำขิงมาหนึ่งชาม จากนั้นจึงมองหาที่ว่างภายในร้านอาหารของรัฐแล้วนั่งลง
อืม... เซาปิ่งเนื้อวัวร้านนี้อร่อยล้ำเลิศจริงๆ ไม่รู้ว่าพ่อครัวจะรับจ้างทำเพิ่มให้เธอเป็นพิเศษได้หรือไม่ เอาไว้ตอนกินเสร็จค่อยเดินไปลองเลียบเคียงถามดูดีกว่า
เฉินเสี่ยวหลินค่อยๆ ละเมียดละไมลิ้มรสชาติอาหารอย่างช้าๆ กว่าจะจัดการมื้อเช้าเสร็จ ผู้คนภายในร้านอาหารของรัฐก็บางตาลงไปมากแล้ว อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครทันสังเกตเห็น เธอจึงแอบเดินหลบไปทางช่องสั่งอาหารอย่างเงียบเชียบ
"พี่สาวคะ เซาปิ่งเนื้อวัวของวันนี้อร่อยมากเลย ไม่ทราบว่าพ่อครัวท่านไหนเป็นคนลงมือทำหรือคะ"
เฉินเสี่ยวหลินหยิบกิ๊บติดผมกำใหญ่ที่เธอไปรับซื้อราคาส่งมาจากเมืองเจ้อเจียง ยัดใส่มือของพนักงานเสิร์ฟสาวในร้านอาหารของรัฐ
"ว้าว! กิ๊บติดผมพวกนี้สวยจังเลย นี่เธอให้ฉันจริงๆ เหรอ"
เหอชุ่ยหงที่กำลังยืนเหม่อลอยอยู่นั้น ถึงกับตาโตเมื่อจู่ๆ ก็มีกิ๊บติดผมสีสันสดใสแวววาวกำใหญ่มาปรากฏอยู่ตรงหน้า
เฉินเสี่ยวหลินพยักหน้ารับอย่างใจกว้าง ของพรรค์นี้เธอมีถมเถไป ในชีวิตก่อนตอนที่ไปเดินตลาดค้าส่งสินค้าเบ็ดเตล็ดที่อี้อู ของพวกนี้ขายแค่ชิ้นละเหมาเดียวเท่านั้น ตอนนั้นเธอเหมามาเป็นกะตั้ก ต่อให้ใช้ไปจนชั่วชีวิตนี้ก็คงไม่มีวันหมด
"เธอชอบเซาปิ่งของวันนี้งั้นเหรอ นี่เป็นสูตรเด็ดของพ่อฉันเองเชียวนะ อร่อยใช่มั้ยล่ะ จะบอกให้ว่าเซาปิ่งไส้หมูกับไส้ผักกาดดองของพ่อฉันก็รสชาติเยี่ยมยอดไม่แพ้กันเลยนะ"
เหอชุ่ยหงโอ้อวดฝีมือปลายจวักของพ่อตนเองด้วยความภาคภูมิใจ! เธอกินเซาปิ่งฝีมือพ่อมาตั้งแต่เล็กจนโตก็ยังไม่รู้สึกเบื่อเลยสักนิด เพียงเท่านี้ก็การันตีรสมือของพ่อครัวเหอได้เป็นอย่างดีแล้ว
"รบกวนพี่สาวช่วยไปถามคุณพ่อให้หน่อยได้ไหมคะ ว่าพอจะรับจ้างทำเซาปิ่งให้ฉันสักหน่อยได้หรือเปล่า ส่วนพวกเนื้อวัว เนื้อหมู แล้วก็แป้งสาลี ฉันจะเป็นคนจัดเตรียมมาให้เอง รับรองว่าจะจ่ายค่าเหนื่อยให้อย่างงามจนท่านพอใจเลยล่ะค่ะ"
เฉินเสี่ยวหลินขยับเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของเหอชุ่ยหงเพื่อบอกจุดประสงค์ของตนเองเสียงเบา
"ถ้างั้นเธอรออยู่ตรงนี้แป๊บเดียวนะ เดี๋ยวฉันเข้าไปถามพ่อให้"
เหอชุ่ยหงรีบเก็บกิ๊บติดผมที่เฉินเสี่ยวหลินมอบให้ใส่ลงในกระเป๋าเสื้อ แล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องครัวทันที
ผ่านไปครู่ใหญ่ เธอก็เดินกลับออกมาพร้อมกับชายวัยกลางคนคนหนึ่ง
"สวัสดีแม่หนู ตามฉันมาทางนี้สิ!"
พ่อครัวเหอรับหน้าที่เป็นพ่อครัวแผนกของว่างประจำร้านอาหารของรัฐ ปกติแล้วเขามักจะแอบรับจ้างทำอาหารนอกรอบเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองอยู่เป็นทุนเดิม ดังนั้นเมื่อได้ยินชุ่ยหงลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนบอกว่ามีคนอยากจ้างทำเซาปิ่ง เขาก็รีบวางมือจากงานตรงหน้าแล้วเดินตามออกมาทันที
เฉินเสี่ยวหลินเดินตามหลังพ่อครัวเหอออกไปทางด้านหลังของร้านอาหารของรัฐจนถึงมุมอับสายตาคน
"พ่อครัวเหอคะ ฉันอยากได้เซาปิ่งไส้เนื้อวัวห้าร้อยชิ้น แล้วก็ไส้หมูกุยช่ายอีกห้าร้อยชิ้นค่ะ ไม่ทราบว่าเบ็ดเสร็จแล้วจะต้องใช้แป้งกับเนื้อสัตว์ปริมาณเท่าไหร่คะ"
เฉินเสี่ยวหลินกะว่าจะสั่งทำตุนเอาไว้เยอะหน่อย เพราะถึงอย่างไรเธอก็ต้องไปใช้ชีวิตทนทุกข์อยู่ในชนบทยาวนานถึงเจ็ดปีเชียวล่ะ!
"แป้งสาลีสักแปดสิบชั่งก็น่าจะเอาอยู่ ส่วนเนื้อวัวกับเนื้อหมูใช้อย่างละยี่สิบชั่ง กุยช่ายอีกสักสิบชั่งก็พอ แต่ไม่ว่าเธอจะเตรียมวัตถุดิบมามากน้อยแค่ไหน ฉันก็จะทำให้จนหมดนั่นแหละ ส่วนค่าแรงขอคิดที่ห้าหยวนก็แล้วกัน ถ้าเธอตกลง ตอนเที่ยงตรงก็เอาเนื้อกับแป้งไปส่งให้ฉันที่ประตูหลังครัวได้เลย"
เซาปิ่งตั้งหนึ่งพันชิ้น พ่อครัวเหอมั่นใจว่าถ้าได้ลูกชายกับลูกสาวมาเป็นลูกมือ เขาจะสามารถปั้นและอบมันให้เสร็จทันภายในสามทุ่มคืนนี้ได้อย่างแน่นอน
"ตกลงค่ะ แล้วจะให้ฉันมารับของได้ตอนกี่โมงคะ"
เงินแค่ห้าหยวนถือเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยมากสำหรับเฉินเสี่ยวหลิน! ตราบใดที่มันเป็นเงินที่จ่ายเพื่อแลกกับของกิน เธอล้วนรู้สึกว่ามันคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์
"สามทุ่มคืนนี้ มารับของที่ประตูหลังครัวเหมือนเดิมก็แล้วกัน แล้วอย่าลืมหาพวกตะกร้าหรือกะละมังไม้ใบใหญ่ๆ มาใส่ของกลับไปด้วยล่ะ"
พ่อครัวเหอเหลือบไปเห็นคนกำลังเดินผ่านมาแต่ไกล จึงรีบกำชับหญิงสาวอีกสองสามประโยคก่อนจะเดินแยกตัวกลับเข้าไปในห้องครัว
เฉินเสี่ยวหลินยกนาฬิกาขึ้นดู เวลานี้เพิ่งจะเก้าโมงกว่าเท่านั้น ยังเหลือเวลาอีกถมเถกว่าจะถึงเวลานัดส่งวัตถุดิบ เธอจึงตั้งใจว่าจะแวะไปที่สำนักงานเขตเสียก่อน เพราะเธอยังต้องไปไหว้วานให้ป้าหลิวช่วยจัดการเรื่องย้ายทะเบียนบ้านให้อีก
ระหว่างทางที่เดินผ่านร้านหนังสือ จู่ๆ เฉินเสี่ยวหลินก็นึกขึ้นมาได้ว่าในยุคสมัยนี้สายอาชีพนักแปลภาษาถือเป็นที่ต้องการตัวอย่างมาก บางทีเธออาจจะลองแวะเข้าไปดูสักหน่อยเผื่อจะมีช่องทางทำเงิน
เมื่อเฉินเสี่ยวหลินก้าวเท้าเข้าไปภายในร้านหนังสือ เธอก็บังเอิญเห็นเถ้าแก่ร้านที่ดูแลอยู่ที่นี่กำลังนั่งสัปหงกอยู่พอดิบพอดี
"เถ้าแก่คะ ไม่ทราบว่าทางร้านหนังสือรับสมัครนักแปลภาษาบ้างไหมคะ"
"นี่เธอรู้ภาษาอังกฤษด้วยงั้นรึ"
หวังปั๋วเหวินเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง ก็พบว่าคนที่เอ่ยปากถามเขาเป็นเพียงแค่เด็กสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น ในใจลึกๆ เขาไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไรนักว่าเด็กสาวอายุน้อยเพียงแค่นี้จะมีความรู้ความสามารถในเรื่องของการแปลภาษา