- หน้าแรก
- ความยิ่งใหญ่ของข้าถูกเปิดเผยโดยสวรรค์
- บทที่ 45 : ผีเสื้อขยับปีก...ฟันเฟืองแห่งโชคชะตาเริ่มหมุนเปลี่ยน!
บทที่ 45 : ผีเสื้อขยับปีก...ฟันเฟืองแห่งโชคชะตาเริ่มหมุนเปลี่ยน!
บทที่ 45 : ผีเสื้อขยับปีก...ฟันเฟืองแห่งโชคชะตาเริ่มหมุนเปลี่ยน!
บทที่ 45 : ผีเสื้อขยับปีก...ฟันเฟืองแห่งโชคชะตาเริ่มหมุนเปลี่ยน!
“หึ...”
เสียงแค่นหัวเราะดังขึ้นแผ่วเบาในความมืดสลัวของถ้ำโบราณ
เด็กหนุ่มในชุดสีครามยกยิ้มมุมปากอย่างเหยียดหยาม เขาปรายตามองเด็กสาวชุดขาวข้างกายเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปบีบมือนุ่มนิ่มของนางเบาๆเป็นเชิงส่งสัญญาณ
ลู่เสวี่ยฉีเข้าใจความหมายนั้นทันที
นางไม่รอช้า รีบเรียก ‘กระจกหกทิศ’ ออกมาใช้งาน
แสงสีทองอ่อนจางสาดส่องสว่างวาบไปทั่วทั้งถ้ำ เผยให้เห็นลำแสงสีเลือดหลายสายที่กำลังพุ่งตรงเข้ามาจากความมืดเบื้องหน้าด้วยความรวดเร็ว
“แย่แล้ว!”
สีหน้าของฉีฮ่าวและเจิงซูซูเปลี่ยนไปทันควัน
ใบหน้างดงามของลู่เสวี่ยฉีเองก็ฉายแววเคร่งเครียดขึ้นมา มือเรียวกระชับด้ามดาบเทียนหยาเอาไว้แน่น หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนกเล็กน้อย...
ทว่าในชั่วพริบตานั้นเอง
“วูบ!”
เย่ฉางเฟิงเพียงแค่ชักดาบไม้ไผ่ที่เหน็บอยู่ข้างเอวออกมา แล้วตวัดเบาๆไปเบื้องหน้า
ฉับพลัน...ปราณดาบอันรุนแรงก็ปกคลุมไปทั่วฟ้าดิน
แสงดาบเจิดจรัสกรีดผ่านความว่างเปล่า ปลดปล่อยเจตจำนงแห่งดาบอันไร้ขอบเขตที่แหลมคมเสียดแทง
เพียงแค่ชั่วกะพริบตาเดียว เหล่านักฆ่าของนิกายหลอมโลหิตที่ซุ่มโจมตีอยู่ในเงามืดก็ถูกสังหารจนหมดสิ้น
“ไปกันเถอะ”
เย่ฉางเฟิงเอ่ยเรียบๆก่อนจะเดินนำลึกเข้าไปด้านในต่อ
สำหรับเขาแล้ว เจ้าพวกเมื่อครู่ก็เป็นเพียงมดปลวกที่ไม่คุ้มค่าให้เสียเวลาด้วย
คณะทั้งสี่คนเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ระหว่างทางก็มีลูกสมุนนิกายมารกระโดดออกมาขวางทางบ้างประปราย แต่ทว่า...ไม่มีใครรอดพ้นคมดาบของเย่ฉางเฟิงไปได้แม้แต่คนเดียว
ไม่นานนัก พวกเขาก็เดินทางมาถึงโถงกว้างสุดปลายถ้ำโบราณ ตรงหน้าคือลานโล่งขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่รวมตัวของกองกำลังระดับหัวกะทิชุดสุดท้ายของนิกายหลอมโลหิต
“หือ!?”
เหนียนเหล่าต้าที่รออยู่ถึงกับใจหายวาบ เมื่อเห็นว่ากลุ่มของเย่ฉางเฟิงใช้เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งก้านธูปก็บุกเข้ามาถึงที่นี่ได้...
สายตาของเขาจ้องมองสำรวจเย่ฉางเฟิงอยู่ครู่หนึ่ง
เมื่อเห็นอาภรณ์สีครามชุดนั้น...ความหวาดกลัวอย่างรุนแรงก็แล่นพล่านขึ้นมาในอก
ชุดคราม?
หรือว่าจะเป็น ‘เจ้านิกายชุดคราม’ ผู้นั้นที่ออกมาท่องยุทธภพแล้วจริงๆ!?
แววตาของเหนียนเหล่าต้าไหววูบ เขาพยายามข่มความกลัวในใจอย่างยากลำบาก ก่อนจะแสร้งทำเป็นวางมาดขรึมแล้วเอ่ยขึ้น
“เหอะ—”
“ไอ้พวกเด็กน้อยนิกายชิงหยุน ฝีมือไม่เลวนี่นา”
เหนียนเหล่าต้าเบนสายตาไปทางหลินเฟิง แล้วจงใจพูดยุยง
“สหายเต๋าหลินเฟิง ท่านเป็นถึงศิษย์หลานคนโปรดของผู้อาวุโสเฟิงเยว่...ไม่ทราบว่าท่านสนใจจะลงมือสั่งสอนศิษย์นิกายชิงหยุนพวกนี้สักหน่อยหรือไม่?!”
ได้ยินดังนั้น แววตาของหลินเฟิงก็ฉายแววเย่อหยิ่งจองหองขึ้นมาทันที
คำยกยอปอปั้นว่า ‘ศิษย์หลานคนโปรด’ ทำให้เขาตัวพองคับถ้ำ เขาเตรียมตัวจะออกไปประมือกับกลุ่มของเย่ฉางเฟิงโดยไม่ลังเล
“ฮึ!”
“เหนียนเหล่าต้า คนของนิกายหลอมโลหิตดูท่าจะไร้น้ำยาจริงๆมีแต่พวกกระจอกงอกง่อย สุดท้ายก็ต้องเดือดร้อนถึงมือข้าจนได้!”
หลินเฟิงปลด ‘พัดภูผานที’ ออกมาจากเอว…
ของวิเศษชิ้นนี้คืออาวุธคู่กายสร้างชื่อของเฟิงเยว่เหลาจู่ ซึ่งบัดนี้ตกทอดมาอยู่ในมือเขาแล้ว
บรรดายอดฝีมือนิกายหลอมโลหิตโดยรอบต่างจ้องมองกลุ่มเย่ฉางเฟิงตาเป็นมัน
หลินเฟิงเดินอาดๆเข้ามาอย่างอวดดี เขาชี้หน้าเย่ฉางเฟิงในชุดครามแล้วตวาดลั่น
“ไอ้หนู! คิดว่าใส่ชุดครามแล้วจะสำคัญตัวว่าเป็นว่าที่เจ้านิกายชิงหยุนในอนาคตจริงๆรึไง?”
“วันนี้ข้าจะแสดงให้ดูว่า ‘ความแข็งแกร่ง’ ที่แท้จริงมันเป็นยังไง!”
พูดจบ สายตาโลมเลียของหลินเฟิงก็เหลือบไปมองลู่เสวี่ยฉี
อาจเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นหญิงงามล่มเมืองเช่นนี้ แววตาของเขาจึงเต็มไปด้วยตัณหาราคะอย่างปิดไม่มิด
ฉากนี้ ทำให้ใบหน้าของเย่ฉางเฟิงดำทะมึนลงทันตา
ส่วนฉีฮ่าวและเจิงซูซูนั้นมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก...
เจ้าโง่นี่ไม่คิดบ้างเหรอว่า...เป็นไปได้ไหมที่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้า มันจะเป็น ‘เจ้านิกายชุดคราม’ ตัวจริงเสียงจริงน่ะ?!
“น่ารำคาญ!”
เย่ฉางเฟิงปรายตามองหลินเฟิงอย่างเย็นชา
เขาคร้านจะต่อปากต่อคำกับตัวตลกไร้ค่า จึงกระชับดาบไม้ไผ่ที่เอวแล้วตวัดออกไปเบาๆ
“ตูม!”
พลังพลังระดับ ‘ซ่างชิง’ ขั้นปลายถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไม่มีกั๊ก!
แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้าปกคลุมทั่วทั้งถ้ำโบราณในพริบตา
วินาทีนั้น...ลำแสงดาบเจิดจรัสพุ่งเสียดฟ้า!
ดาบไม้ไผ่ในมือเย่ฉางเฟิงส่องประกายวูบ เจตจำนงแห่งดาบอันน่าสะพรึงกลัวกรีดผ่านมิติ ทำลายทุกการป้องกัน และพุ่งตรงเข้าใส่หลินเฟิงอย่างเหี้ยมโหด...
เดิมทีหลินเฟิงยังวางท่าสบายๆ
แต่เมื่อได้เห็นอานุภาพของดาบนี้กับตา สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความหวาดกลัวแล่นจับขั้วหัวใจ!
“แย่ล่ะ!”
หลินเฟิงพยายามตะเกียกตะกายจะกางพัดภูผานทีออกมาป้องกัน
แต่...ดาบนี้รวดเร็วเกินไป
เพียงชั่วกะพริบตา มันก็พุ่งมาถึงตรงหน้าเขาแล้ว
“ฉัวะ!”
ศีรษะหลุดออกจากบ่า!
เลือดสีแดงสดพุ่งกระฉูดราวกับน้ำพุ ร่างไร้ศีรษะล้มตึงลงกับพื้น...
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ผู้คนในเหตุการณ์ยังไม่ทันตั้งสติ
หลินเฟิงผู้เย่อหยิ่งจองหองเมื่อครู่...ก็กลายเป็นศพไปเสียแล้ว
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ
เหนียนเหล่าต้าได้สติเป็นคนแรก เขาตระหนักถึงตัวตนของเย่ฉางเฟิงได้ในทันที แววตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
“พลังระดับนี้? ปราณดาบเช่นนี้?”
“เจ้าคือ...”
“เจ้านิกายชุดครามที่ปรากฏในนิมิตม่านสวรรค์!?”
เสียงตะโกนของเหนียนเหล่าต้าเปรียบเสมือนการจุดชนวนระเบิดแห่งความกลัวกลางวงล้อม
ตั้งแต่ตอนที่ม่านสวรรค์เปิดเผยเรื่องราวในครั้งแรก สาวกนิกายหลอมโลหิตต่างก็อกสั่นขวัญแขวนอยู่แล้ว เพราะในนิมิตนั้นระบุชัดเจนว่า นิกายของพวกเขาจะถูกเจ้านิกายชุดครามผู้นี้กวาดล้างจนสิ้นซาก!
เพียงแต่...พวกเขาไม่คิดเลยว่า วันแห่งหายนะจะมาถึงเร็วขนาดนี้!?
“หนีเร็ว!”
“เจ้านิกายชิงหยุนมาแล้ว...”
“ทุกคนวิ่ง!!”
สาวกนิกายหลอมโลหิตแตกฮือราวกับผึ้งแตกรัง
เหนียนเหล่าต้าเองก็รู้ดีว่าตนไม่ใช่คู่มือของเย่ฉางเฟิง จึงหันหลังกลับเตรียมจะอาศัยความชุลมุนหลบหนี
แต่…ต่อหน้าเย่ฉางเฟิง
เขายังจะมีโอกาสหนีรอดไปได้อีกหรือ?
“วูบ!”
ดาบไม้ไผ่วาดผ่านอากาศ
แสงดาบพุ่งวาบไปถึงด้านหลังของเหนียนเหล่าต้าในเสี้ยววินาที
“อ๊ากกก!!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้น เหนียนเหล่าต้าล้มคว่ำหน้าลง ขาทั้งสองข้างของเขาถูกคมดาบตัดขาดสะบั้นโดยไม่ทันรู้ตัว
เวลานี้...
สาวกนิกายหลอมโลหิตที่เหลือต่างวิ่งหนีตายกันอลหม่าน ฉีฮ่าวและเจิงซูซูไม่รอช้า รีบกระโจนเข้าใส่และเริ่มการไล่ล่าฝ่ายเดียว
โดยเฉพาะลู่เสวี่ยฉี...
มือหนึ่งกุมดาบเทียนหยา อีกมือคุมกระจกหกทิศคุ้มกาย ท่ามกลางฝูงศัตรู นางไร้ซึ่งคู่ต่อกร สาวกนิกายมารมากมายต่างจบชีวิตลงภายใต้คมดาบของนาง...
ส่วนเย่ฉางเฟิงเดินทอดน่องเข้ามาอย่างใจเย็น
เขามายืนหยุดอยู่ตรงหน้าเหนียนเหล่าต้าที่นอนร้องครวญคราง แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“นิกายชิงหยุนของข้า มีศิษย์พี่ผู้หนึ่งนามว่า ‘เซียวอี้ไฉ’ แฝงตัวเข้ามาเป็นสายลับในนิกายของเจ้า...ตอนนี้เขาเป็นตายร้ายดีอย่างไร?!”
จะถามหาที่อยู่ของสายลับต่อหน้าหัวหน้านิกายมารอย่างหน้าตาเฉยเช่นนี้...ทั่วหล้าคงมีแค่เย่ฉางเฟิงคนเดียวที่กล้าทำ
“ฮ่าๆๆๆ!”
เหนียนเหล่าต้าหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
เขารู้ตัวดีว่าคงไม่มีทางรอดชีวิตไปได้ จึงคิดจะพูดจาปั่นป่วนให้เย่ฉางเฟิงเจ็บปวดเล่น
“เซียวอี้ไฉงั้นรึ? มันตายห่าไปแล้ว!”
“โดนยอดฝีมือระดับสูงของนิกายศักดิ์สิทธิ์เราตบตายคาที่! แล้วก็โดนตัดหัวไปแล้วด้วย...”
สีหน้าของเย่ฉางเฟิงเคร่งขรึมลง
เขาคิดว่าอีกฝ่ายกำลังโกหก จึงตวัดดาบฟันแขนของเหนียนเหล่าต้าขาดกระเด็นไปข้างหนึ่งโดยไม่ลังเล
“พูดความจริงมา” เย่ฉางเฟิงกล่าวเสียงเย็น
“อ๊ากกก!”
ใบหน้าของเหนียนเหล่าต้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
ความจริง?
ที่ข้าพูดอยู่นี่ก็ความจริงทั้งนั้นโว้ย!
“เซียวอี้ไฉถูกคนของนิกายวิญญาณฆ่าตายแล้ว หัวก็ถูกเอากลับไป ดาบเจ็ดดาราของมันก็โดนยึดไปแล้ว...”
“ฆ่าข้าเถอะ ให้ข้าได้ตายสบายๆที”
เหนียนเหล่าต้าสิ้นฤทธิ์เดชโดยสมบูรณ์ ตอนนี้เขาปรารถนาเพียงความตายเท่านั้น
ได้ยินคำยืนยัน เย่ฉางเฟิงก็ใจหายวาบ
ศิษย์พี่เซียวอี้ไฉ...ตายแล้วจริงๆหรือ?
นี่...นี่นับเป็น ‘ปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีก’ สินะ?
เย่ฉางเฟิงตวัดดาบบั่นคอเหนียนเหล่าต้าจนขาดสะบั้น แล้วจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิด
อนาคตที่ม่านสวรรค์เปิดเผย คืออนาคตที่แท้จริง
แต่ทว่า...การเปิดเผยนั้น เปรียบเสมือนผีเสื้อที่เริ่มขยับปีกบิน
ฟันเฟืองแห่งโชคชะตาจึงเริ่มหมุนเปลี่ยน หลุดออกจากวิถีเดิมที่ควรจะเป็น
ยกตัวอย่างเช่น—
ในเส้นเวลาเดิม เย่ฉางเฟิงจะเก็บตัวฝึกตนจนถึงขั้นไท่ชิงแล้วค่อยออกท่องยุทธภพ แต่เมื่อม่านสวรรค์ปรากฏ เขาก็เปลี่ยนใจไม่อยากเก็บตัวอีกต่อไป...
เซียวอี้ไฉ...คือผู้เสียสละจากการหมุนของฟันเฟืองนี้
และหากมองในอีกมุมหนึ่ง
ถ้าตอนนั้นเย่ฉางเฟิงไม่เข้าไปช่วยไว้ได้ทันท่วงที ลู่เสวี่ยฉีเองก็อาจจะกลายเป็นหนึ่งในผู้เสียสละของความเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน
คงได้แต่กล่าวว่า—
เป็นคราวเคราะห์และชะตากรรมโดยแท้!
….