- หน้าแรก
- ความยิ่งใหญ่ของข้าถูกเปิดเผยโดยสวรรค์
- บทที่ 44 ฝันร้ายของนิกายมาร! หรือว่าเจ้านิกายชุดครามปรากฏตัวแล้ว?
บทที่ 44 ฝันร้ายของนิกายมาร! หรือว่าเจ้านิกายชุดครามปรากฏตัวแล้ว?
บทที่ 44 ฝันร้ายของนิกายมาร! หรือว่าเจ้านิกายชุดครามปรากฏตัวแล้ว?
บทที่ 44 ฝันร้ายของนิกายมาร! หรือว่าเจ้านิกายชุดครามปรากฏตัวแล้ว?
“ตูม—!”
สิ้นแสงดาบที่สาดส่อง พลันเกิดเป็นคลื่นพายุโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง
ผู้คนในที่นั้นต่างถูกแรงลมพัดจนเสื้อผ้าอาภรณ์ปลิวไสว เส้นผมยุ่งเหยิงระใบหน้า พวกเขาได้แต่ยืนตะลึงงัน จ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึง
เพียงดาบเดียว!
ดาบเดียวที่กวาดล้างถ้ำโบราณหว่านฝูจนราบคาบ!
ดาบเดียวที่บดขยี้ฝูงค้างคาวโลหิตจนสูญสิ้น!
นี่หรือคืออานุภาพของเซียนดาบอันดับหนึ่งในใต้หล้า?
สายตาของทุกคนจับจ้องไปเบื้องหน้า เห็นเพียงเด็กหนุ่มในชุดสีครามยืนหยัดท้าสายลม รูปร่างสูงโปร่ง เรือนผมสีดำสนิททิ้งตัวสลวยคลอเคลียไหล่ มือข้างหนึ่งกระชับ ‘ดาบเทียนหยา’ เอาไว้มั่น
แสงสีครามจากคมดาบส่องประกาย ขับเน้นให้บุคลิกของเขาดูเย็นชาและสูงส่งยิ่งขึ้น
เยี่ยนหงจ้องมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มผู้นั้นอย่างเหม่อลอย
ไม่รู้ทำไม...จู่ๆนางก็นึกอิจฉาลู่เสวี่ยฉีขึ้นมาตงิดๆ
อิจฉาที่อีกฝ่ายได้ครอบครองว่าที่สามีที่สมบูรณ์แบบถึงเพียงนี้
ผู้นำฝ่ายธรรมะแห่งยุทธภพ!
ผู้ครอบครองดาบจูเซียน!
เซียนดาบอันดับหนึ่งในใต้หล้า!
ตัวตนที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติเช่นนี้...เหตุใดสวรรค์จึงลิขิตให้ต้องเป็นสามีของลู่เสวี่ยฉีด้วยนะ?
ทางด้านหลี่สวินเองก็ได้แต่ยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความตะลึงงัน แววตาฉายชัดถึงความสะเทือนใจอย่างรุนแรง เขาจ้องมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มชุดครามด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา...
“นี่คือความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเขาหรือ?”
หลี่สวินรำพึงในใจ ก่อนจะก้มหน้าลงอย่างเงียบงัน ต่อหน้าตัวตนที่เจิดจรัสปานดวงตะวันเช่นนี้...ตัวเขาช่างดูไร้ค่า ราวกับธุลีดินที่ไม่อาจเทียบเคียงได้เลยแม้แต่น้อย
ฝ่าเซียง ฉีฮ่าว และคนอื่นๆต่างก็อ้าปากค้าง พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
ส่วนลู่เสวี่ยฉีนั้น ดวงตาคู่สวยใสกระจ่างกลับทอประกายระยิบระยับ นางมองดูเย่ฉางเฟิงที่ยืนอยู่เคียงข้างด้วยความตื่นเต้น ความภาคภูมิใจเอ่อล้นขึ้นมาในอกอย่างประหลาด...
…
“ชิ้ง!”
เย่ฉางเฟิงเก็บดาบเข้าฝัก เขาหันกลับมาสบตากับลู่เสวี่ยฉี
ครั้นเห็นประกายระยิบระยับดุจดวงดาวในดวงตาคู่งามของนาง เขาก็คลี่ยิ้มบางๆแล้วเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ไปกันเถอะ”
สิ้นคำ เขาก็จูงมือลู่เสวี่ยฉีเดินนำเข้าไปในถ้ำเป็นคนแรก
เมื่อเห็นดังนั้น ผู้คนที่เหลือจึงค่อยๆได้สติกลับคืนมา
พวกเขาเดินตามไปอย่างเงียบเชียบตลอดทาง พลางรู้สึกตะขิดตะขวงใจว่า...ตกลงพวกตนมาทำภารกิจ หรือแค่มาเดินประกอบฉากให้ดูคนรักกันแน่...
...
ณ ส่วนลึกของถ้ำโบราณหว่านฝู
หลิวฮ่าวและนักพรตสุนัขป่าที่เดิมทีรับหน้าที่เฝ้ายามอยู่ด้านนอก ต่างรีบร้อนวิ่งกระหืดกระหอบกลับเข้ามา เสียงตื่นตระหนกของพวกเขาดังก้องไปทั่วถ้ำ
“ท่านหัวหน้า! แย่แล้ว! พวกนิกายชิงหยุนบุกมาแล้วขอรับ!”
สิ้นเสียงรายงาน บรรยากาศภายในถ้ำก็โกลาหลขึ้นทันที สาวกนิกายหลอมโลหิตจำนวนมากเริ่มมีอาการตื่นกลัวจนทำอะไรไม่ถูก
“จะตื่นตูมอะไรกันนักหนา!”
“ตอนนี้พวกมันอยู่ที่ไหนกันแล้ว?”
“น่าจะใกล้ถึงปากถ้ำหว่านฝูแล้วขอรับ” นักพรตสุนัขป่ารีบรายงาน
“ในกลุ่มพวกมันมีคนเก่งกาจผิดมนุษย์อยู่คนหนึ่ง แค่ฟันดาบเดียวก็กวาดล้างฝูงค้างคาวโลหิตที่เราเลี้ยงไว้จนเกลี้ยงเลย!”
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของเหนียนเหล่าต้ายังคงเรียบเฉย เขาแค่นเสียงเย็นชาพลางกล่าวว่า
“ช่างหัวมันสิว่าจะเก่งกาจแค่ไหน ถ้ำโบราณหว่านฝูแห่งนี้คือถิ่นของนิกายหลอมโลหิต ในเมื่อกล้าบุกเข้ามา ก็อย่าหวังว่าจะได้ออกไปง่ายๆ!”
กล่าวจบ เหนียนเหล่าต้าก็เริ่มร่ายวิชาลับเพื่อสื่อสารกับค้างคาวโลหิตที่เหลืออยู่ภายในถ้ำ
หวังจะใช้สายตาของพวกมันตรวจสอบดูว่าคนของนิกายชิงหยุนบุกเข้ามาถึงไหนแล้ว
ค้างคาวโลหิตในถ้ำนี้มิใช่สัตว์อสูรธรรมดา แต่เป็นสัตว์ที่ถูกเลี้ยงดูด้วยวิชาอาคมพิเศษของนิกายหลอมโลหิต ผู้ฝึกวิชานี้จะสามารถเชื่อมจิตและมองเห็นผ่านดวงตาของพวกมันได้
“วูบ...”
ขณะที่เหนียนเหล่าต้ากำลังดำดิ่งสู่วิชาลับ สายตาของเขาเริ่มประสานเข้ากับเหล่าค้างคาว ภาพเลือนรางบริเวณปากถ้ำเริ่มปรากฏขึ้นในคลองจักษุ
ทว่า...ในวินาทีถัดมานั้นเอง
“ฉับ!”
ลำแสงดาบสีน้ำเงินครามอันเจิดจรัสพุ่งทะยานออกมาจากความว่างเปล่า เข้าเชือดเฉือนสายสัมพันธ์นั้นจนขาดสะบั้นในพริบตา!
วินาทีนั้น เหนียนเหล่าต้าทนรับไม่ไหว แสงสว่างจ้าทิ่มแทงจิตวิญญาณจนแทบจะมืดบอด
“อ๊ากกก!”
เขากรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด การเชื่อมจิตถูกตัดขาดอย่างรุนแรง ซึ่งนั่นหมายความว่า...ค้างคาวโลหิตในถ้ำโบราณหว่านฝู ถูกสังหารจนหมดสิ้นแล้ว!
แต่ในเสี้ยววินาทีก่อนภาพจะตัดไป เหนียนเหล่าต้าทันได้เห็นเงาร่างสายหนึ่ง...
บุรุษหนุ่มในชุดสีเขียว ผมยาวสลวย รูปร่างสูงโปร่ง
ชุดคราม...
ชุดครามงั้นรึ!?
หรือว่าจะเป็นเขา?
ภาพความทรงจำเกี่ยวกับ ‘เจ้านิกายชุดคราม’ ที่เคยปรากฏบนม่านสวรรค์แล่นเข้ามาในหัวของเหนียนเหล่าต้าทันที
หรือว่าคนผู้นั้นจะมาที่นี่แล้ว? เขามาเพื่อกวาดล้างนิกายหลอมโลหิตงั้นหรือ?
ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกุมจิตใจ เพราะหากอ้างอิงจากข้อมูลที่ม่านสวรรค์เคยเปิดเผย...ในอนาคตข้างหน้า นิกายหลอมโลหิตจะต้องล่มสลายด้วยน้ำมือของเจ้านิกายชุดครามผู้นี้!
เพียงแต่เหนียนเหล่าต้าไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า วันแห่งหายนะจะมาถึงเร็วขนาดนี้
“ไม่!”
“ต้องไม่ใช่เขาแน่!”
“คนของนิกายชิงหยุนเองยังไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของ ‘เขา’ เลยด้วยซ้ำ!”
“ขนาดเจ้าเฒ่าพิษและพวกตาแก่ทั้งหลายยังไม่รู้...มันจะเป็นไปได้ยังไงที่บังเอิญขนาดนี้...”
เหนียนเหล่าต้าพยายามปลอบใจตัวเองในใจ เขาตั้งสติแล้วรีบสั่งการลูกสมุนรอบกาย เตรียมพร้อมรับมือและต่อต้านผู้บุกรุก
ทันใดนั้น ชายหนุ่มใบหน้าซีดขาวผู้หนึ่งก็ก้าวออกมา จ้องมองเหนียนเหล่าต้าด้วยสายตาอำมหิต แล้วเอ่ยถามเสียงแข็ง
​
“ท่านเหนียนเหล่าต้า”
“ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
เหนียนเหล่าต้าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งทำเป็นโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ก็แค่พวกลูกกระจ๊อกของนิกายชิงหยุนไม่กี่คนเท่านั้น ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัว”
พูดจบ เขาก็แกล้งสบถออกมาอย่างหัวเสีย
“ไอ้พวกเวรเอ๊ย กล้าดีมารังแกค้างคาวโลหิตที่ข้าเลี้ยงไว้...”
สำหรับเหนียนเหล่าต้าในตอนนี้ ในเมื่อยังไม่แน่ใจว่าเจ้านิกายชุดครามผู้นั้นมาจริงหรือไม่ การมีคนอยู่ข้างกายเยอะๆย่อมดีที่สุด
หากเกิดเหตุร้ายและคนผู้นั้นมาจริงๆเขาจะได้อาศัยจังหวะชุลมุนหลบหนีไปได้
ชายหนุ่มที่เอ่ยถามเมื่อครู่คือ ‘หลินเฟิง’ หลานชายของ ‘เฟิงเยว่เหลาจู่’ แห่งเขานักพรต หลินเฟิงผู้นี้มีฝีมือไม่เลว แถมยังหนุ่มแน่นเลือดร้อน เหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นโล่กำบังชั้นดี
...
กลับมาที่ปากทางถ้ำโบราณหว่านฝู
หลังจากเย่ฉางเฟิงใช้ดาบเดียวทำลายล้างฝูงค้างคาวจนสิ้นซาก ผนังถ้ำบางส่วนพังถล่มลงมา
ซากค้างคาวนับไม่ถ้วนกองทับถมปิดทางเดิน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง เศษหินและซากศพช่วยกลบกองมูลค้างคาวที่พื้นไปได้พอสมควร
คณะเดินทางก้าวเข้าสู่ภายในถ้ำ โดยมีเย่ฉางเฟิงเดินนำลึกเข้าไปเรื่อยๆ
ไม่นานนัก พวกเขาก็พบกับทางแยกสองทางที่ทอดยาวไปสู่ความมืดมิดคนละทิศละทาง ด้านบนของทางแยกนั้นมีศิลาจารึกตั้งตระหง่าน สลักอักษรเอาไว้ว่า—
[วิถีสวรรค์สถิตที่ข้า!]
ลู่เสวี่ยฉีขมวดคิ้วเรียวงามเข้าหากันเล็กน้อย
นางจ้องมองตัวอักษรบนศิลาด้วยแววตาที่เริ่มจับเกล็ดน้ำแข็ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“พวกมารนอกรีต บังอาจกล้าอ้างตัวเป็นวิถีสวรรค์เชียวหรือ?”
“ชิ้ง!”
ร่างระหงในชุดขาวพลิ้วไหว ดาบเทียนหยาในมือถูกชักออกจากฝัก แสงเย็นยะเยือกพุ่งเสียดฟ้า ปราณดาบอันเจิดจ้ากรีดผ่านความว่างเปล่าในพริบตา
“ตูม!”
แผ่นศิลาจารึกถูกคมดาบฟันขาดสะบั้นจนพังทลายลง
ลู่เสวี่ยฉีเก็บดาบเข้าฝักอย่างสง่างาม แล้วกลับมายืนเคียงข้างเย่ฉางเฟิงเงียบๆดั่งเดิม...
เห็นภาพนี้เข้า คนจากหุบเขาธูปสวรรค์และวัดเสียงสวรรค์ต่างพากันเงียบกริบ
เมื่อได้เห็นบุรุษชุดครามและสตรีชุดขาวเคียงคู่กันเช่นนี้ ในใจของพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชมปนอิจฉา
ช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยกเสียจริง
…
“ศิษย์น้อง” ฉีฮ่าวก้าวออกมาหาเย่ฉางเฟิงแล้วเอ่ยถาม
“ตอนนี้มีทางแยกสองทาง พวกเราควรทำอย่างไรดี?”
ทุกคนต่างหันมามองเย่ฉางเฟิงเป็นตาเดียวเพื่อรอคำตอบ
เย่ฉางเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจ “เช่นนั้นก็แบ่งกำลังกันเป็นสองทางเถิด”
ว่าแล้วเขาก็พาลู่เสวี่ยฉีและคณะส่วนหนึ่งเดินมุ่งหน้าไปทางแยกซ้าย
ฝ่าเซียงและหลี่สวินหันมามองหน้ากัน เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น พวกเขาจึงจำต้องจับคู่กันเดินไปทางแยกขวา
ขณะที่กลุ่มของเย่ฉางเฟิงเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆพวกเขาก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ บรรยากาศรอบตัวดูไม่ชอบมาพากล
ในความมืดสลัวเริ่มปรากฏเงาดำวูบวาบเคลื่อนไหว สายตาอันเย็นชาและกระหายเลือดหลายคู่กำลังจดจ้องมองพวกเขาอยู่อย่างเงียบงัน...
..…