- หน้าแรก
- ความยิ่งใหญ่ของข้าถูกเปิดเผยโดยสวรรค์
- บทที่ 43 : สมคำร่ำลืออย่างแท้จริง!
บทที่ 43 : สมคำร่ำลืออย่างแท้จริง!
บทที่ 43 : สมคำร่ำลืออย่างแท้จริง!
บทที่ 43 : สมคำร่ำลืออย่างแท้จริง!
เขาคงซาง
สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองเหอหยาง ห่างออกไปหลายพันลี้
นับย้อนกลับไปเมื่อแปดร้อยปีก่อน ที่นี่เคยเป็นฐานที่มั่นของ 'นิกายหลอมโลหิต' มาช้านาน
อาณาบริเวณโดยรอบกว่าร้อยลี้ล้วนเป็นเขตแดนรกร้างเนื่องด้วยนิกายหลอมโลหิตได้เลี้ยงดูฝูงค้างคาวดูดเลือดที่มีนิสัยดุร้ายก้าวร้าวเอาไว้จำนวนมหาศาล
อย่าว่าแต่ผู้คนเลย แม้แต่สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นก็ยังยากที่จะพบเห็นในรัศมีร้อยลี้นี้...
“ฟึ่บ!”
แสงดาบหลายสายพุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้า
เย่ฉางเฟิง, ลู่เสวี่ยฉี และพรรรคพวก กวาดสายตามองความเงียบงันอันน่าขนลุกของเขาคงซางเบื้องหน้า
เจิงซูซูเอ่ยถามขึ้น “ศิษย์พี่เย่ พวกเราจะดำเนินการอย่างไรต่อไปดี? ดูเหมือนแถวนี้จะไม่เห็นเงาของศิษย์จากหุบเขาธูปสวรรค์หรือวัดเสียงสวรรค์เลย...”
เมื่อสิ้นคำถาม
ฉีฮ่าวเองก็หันมามองเย่ฉางเฟิงด้วยเช่นกัน
นับตั้งแต่เย่ฉางเฟิงเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง พวกเขาทั้งหมดก็เริ่มยึดถือเย่ฉางเฟิงเป็นผู้นำโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะทำการสิ่งใดล้วนต้องขอความเห็นจากเขาก่อนเสมอ
เห็นได้ชัดว่า...
ในใจของพวกเขา เย่ฉางเฟิงได้กลายเป็นเสาหลักที่ยึดเหนี่ยวจิตใจไปเสียแล้ว
เย่ฉางเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า
“พวกเราลองหาทางเข้า ‘ถ้ำค้างคาวโบราณ’ กันก่อนเถอะ”
“ตกลง”
ทุกคนพยักหน้ารับคำ จากนั้นพวกเขาก็เริ่มออกสำรวจไปทั่วบริเวณเขาคงซาง
ไม่นานนัก...ราตรีก็มาเยือน
ด้วยความที่เย่ฉางเฟิงล่วงรู้อยู่ก่อนแล้วว่า นิกายหลอมโลหิตได้เลี้ยงดูฝูงค้างคาวดูดเลือดไว้มากมายมหาศาล
เขาจึงได้เตือนลู่เสวี่ยฉีและคนอื่นๆล่วงหน้า ให้เก็บงำประกายแสงจากอาวุธวิเศษเสีย เพื่อไม่ให้แสงสว่างนั้นไปดึงดูดความสนใจของพวกค้างคาว...
ด้วยเหตุนี้เอง
การเดินทางของพวกเขาจึงราบรื่น ไร้ซึ่งอุปสรรคใดๆ
แต่ทว่า...
คนของวัดเสียงสวรรค์และหุบเขาธูปสวรรค์ กลับไม่ได้โชคดีเช่นนั้น
กลุ่มของเย่ฉางเฟิงได้ยินเสียงการต่อสู้ดังแว่วมาแต่ไกล
เมื่อลอบเข้าไปดูใกล้ๆก็พบศิษย์ทั้งสี่จากวัดเสียงสวรรค์และหุบเขาธูปสวรรค์ กำลังตกอยู่ในวงล้อมของฝูงค้างคาวดูดเลือดนับไม่ถ้วน
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เย่ฉางเฟิง ลู่เสวี่ยฉี และคนอื่นๆต่างก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วด้วยความหนักใจ
“ศิษย์น้องเย่” ฉีฮ่าวครุ่นคิดเล็กน้อย
เขายังไม่ผลีผลามเข้าไปช่วยเหลือในทันที แต่หันกลับมาถามความเห็นจากเย่ฉางเฟิงก่อนว่า
“พวกเราควรจะยื่นมือเข้าช่วยหรือไม่?”
เย่ฉางเฟิงเลิกคิ้วขึ้น เขาไม่ได้เอื้อนเอ่ยวาจาใด เพียงแค่ยกมือขึ้นกุมด้ามดาบไม้ไผ่ที่ข้างเอวอย่างมั่นคง
จากนั้น...เพียงแค่เขาสะบัดดาบออกไปเบาๆ
“ตูม——”
ชั่วพริบตา ปราณดาบอันน่าสะพรึงกลัวก็พุ่งทะยานเสียดฟ้า
แสงดาบเจิดจรัสสาดส่องไปทั่วผืนป่าทึบจนสว่างวาบ รัศมีดาบไร้ลักษณ์เชือดเฉือนฝูงค้างคาวดูดเลือดร่วงกราวราวใบไม้ร่วง
โลหิตสีแดงฉานโปรยปรายลงมาดุจสายฝน ชโลมร่างของศิษย์หุบเขาธูปสวรรค์จนเปียกโชกกลายเป็นลูกหมาตกน้ำ...
“อมิตาพุทธ!”
‘ฝ่าเซียง’ แห่งวัดเสียงสวรรค์สังเกตเห็นกลุ่มของเย่ฉางเฟิงมาแต่ไกล
เขารีบพาคนของหุบเขาธูปสวรรค์ทั้งสองเดินออกมาจากกองซากศพค้างคาวด้วยสภาพเนื้อตัวเปรอะเปื้อนเลือด พร้อมกับประสานมือคารวะขอบคุณเย่ฉางเฟิง
“ขออภัย ไม่ทราบว่าท่านคือศิษย์พี่จากนิกายชิงหยุนใช่หรือไม่?”
เย่ฉางเฟิงปรายตามองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง
พูดตามตรง เขาไม่ได้มีความรู้สึกดีๆให้กับวัดเสียงสวรรค์และหุบเขาธูปสวรรค์สักเท่าไหร่นัก
วัดเสียงสวรรค์นั้นยังพอทำเนา อย่างน้อยก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็นนิกายฝ่ายธรรมะ
แต่หุบเขาธูปสวรรค์นี่สิ แทบจะไม่ต่างอะไรกับพวกนิกายมารเลย
เจ้าหุบเขาคนปัจจุบัน ‘อวิ๋นอี้หลาน’ เพื่อความทะเยอทะยานที่จะครองใต้หล้า ถึงกับกล้าปลดปล่อย ‘เทพอสูร’ ที่ถูกผนึกมานับหมื่นปีออกมา
ไอ้หมอนี่ก็เลวร้ายพอๆกับจอมมาร ‘ว่านเหรินหวัง’ นั่นแหละ
มักใหญ่ใฝ่สูง และสมควรตายด้วยกันทั้งคู่
เย่ฉางเฟิงส่งสายตาเป็นสัญญาณให้ฉีฮ่าวรับหน้าแทน
ส่วนตัวเขาเองนั้น ดึงมือลู่เสวี่ยฉีให้มายืนหลบฉากอยู่ข้างๆอย่างไม่ใส่ใจ ซึ่งประจวบเหมาะกับที่ลู่เสวี่ยฉีเองก็ไม่ใช่คนชอบสุงสิงกับคนแปลกหน้าอยู่แล้ว
ฉีฮ่าวเข้าใจความหมายทันที
เขาก้าวออกมาข้างหน้า ประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า
“ข้าคือฉีฮ่าวจากนิกายชิงหยุน ยินดีที่ได้พบทุกท่าน...”
“อมิตาพุทธ!”
“อาตมาคือฝ่าเซียงจากวัดเสียงสวรรค์ ส่วนท่านนี้คือศิษย์น้องฝ่าซาน และสองท่านนี้คือศิษย์เอกจากหุบเขาธูปสวรรค์”
ฝ่าเซียงแนะนำตัวทีละคนจนครบ
เมื่อกล่าวจบ เขาก็หันมาคารวะเย่ฉางเฟิงอีกครั้ง
“ขอบพระคุณศิษย์พี่ที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ”
ทว่า...ทันทีที่พูดจบประโยค
ฝ่าเซียงก็พลันชะงักค้างไป
อาศัยแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา เขาได้เห็นใบหน้าของลู่เสวี่ยฉีอย่างชัดเจน และจำนางได้ในทันที
คุณพระช่วย!
นี่มันภรรยาในอนาคตของเจ้านิกายชิงหยุนที่ปรากฏในม่านสวรรค์ไม่ใช่หรือ?
เซียนดาบหญิงอันดับหนึ่งในภายภาคหน้า!
เช่นนั้นแล้ว...ฝ่าเซียงหันขวับไปมองเย่ฉางเฟิงที่ยืนจับมืออยู่เคียงข้างนาง สายตาปะทะเข้ากับชุดสีครามที่เขาสวมใส่อยู่พอดี
น่าเสียดาย...
เย่ฉางเฟิงสวมหมวกสานปิดบังใบหน้าส่วนใหญ่เอาไว้ ทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน
“หือ!?”
ทางด้าน ‘หลี่ซวิน’ และ ‘เยี่ยนหง’ จากหุบเขาธูปสวรรค์ก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติเช่นกัน
แววตาของเยี่ยนหงฉายแววประหลาดใจ
นางจ้องมองไปที่ร่างของเย่ฉางเฟิงอย่างไม่วางตา
ส่วนหลี่ซวินนั้น...วินาทีแรกที่เขาเห็นลู่เสวี่ยฉี ขาของเขาก็แทบจะก้าวไม่ออก ตกตะลึงในความงามของนางทันที
“วิ้ง!”
ในชั่วพริบตานั้น เจตจำนงดาบอันแผ่วเบาก็พลันปรากฏขึ้น
มันพัดผ่านร่างของทุกคนราวกับสายลมเอื่อยๆแต่แฝงไว้ด้วยนัยยะของการตักเตือน...
หลี่ซวินใจหายวาบ เขารีบดึงสติกลับมา จากนั้นก็เพ่งมองเย่ฉางเฟิงให้ชัดๆอีกครั้ง แล้วความจริงก็กระจ่างชัดในใจทันที
เขาคนนี้คือ ‘เจ้านิกายชุดคราม’ ที่ถูกเปิดเผยในม่านสวรรค์คนนั้นงั้นรึ!?
วินาทีนี้...ไม่ว่าจะเป็นฝ่าเซียง หรือเยี่ยนหง
ในหัวใจของพวกเขาต่างผุดคำนิยามที่ม่านสวรรค์เคยมอบให้แก่เจ้านิกายชุดครามผู้นี้ขึ้นมาพร้อมกัน——
ผู้นำแห่งฝ่ายธรรมะ!
ผู้ถือครองดาบจูเซียน!
เซียนดาบอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า!
“ครืนนน!”
เย่ฉางเฟิงปลดปล่อยแรงกดดันออกมาจางๆเขาปรายตามองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยสั้นๆว่า
“ไปกันเถอะ”
สิ้นเสียง เขาก็เดินเคียงคู่ไปกับลู่เสวี่ยฉีทันที
เพียงแค่การเผชิญหน้ากันครั้งแรก
ฝ่าเซียงและพรรคพวกก็ถูกบารมีของเขาข่มขวัญจนอยู่หมัด
“ศิษย์พี่ฉีฮ่าว...”
ริมฝีปากของฝ่าเซียงขยับเล็กน้อย
เขาหันไปมองฉีฮ่าวและเจิงซูซู หวังจะสอบถามถึงตัวตนที่แท้จริงของเย่ฉางเฟิง
เขา...ใช่เจ้านิกายชุดครามคนนั้นจริงๆหรือไม่!?!
“ฮ่าๆ” เจิงซูซูหัวเราะร่า
“ต้องขออภัยศิษย์พี่ฝ่าเซียงด้วย ศิษย์พี่ของข้ามีสถานะที่ค่อนข้างพิเศษ จึงไม่สะดวกที่จะเปิดเผยนาม”
“ถูกต้องแล้ว”
ฉีฮ่าวพยักหน้าสนับสนุน
พวกเขาทั้งสองรับปากเย่ฉางเฟิงไว้แล้วว่าจะช่วยปกปิดความลับ
ดังนั้น...ย่อมไม่แพร่งพรายสิ่งใดออกไปแม้แต่น้อย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฝ่าเซียงและคนอื่นๆก็เริ่มครุ่นคิดตาม
แม้ฉีฮ่าวและเจิงซูซูจะไม่ได้เอ่ยปากยืนยันตรงๆแต่ประโยคเมื่อครู่ก็นับว่าบอกใบ้ข้อมูลที่สำคัญที่สุดออกมาแล้ว...
‘เขา’ ก็คือเจ้านิกายชุดครามผู้นั้นนั่นเอง!
ฉับพลัน...ความเคารพเลื่อมใสก็บังเกิดขึ้นในใจของฝ่าเซียงจนเปี่ยมล้น
แม้แต่หลี่ซวินและเยี่ยนหงเอง ในใจก็เริ่มมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
คนของวัดเสียงสวรรค์และหุบเขาธูปสวรรค์รีบจัดการตัวเองให้เรียบร้อย
จากนั้น...พวกเขาก็รีบติดตามคณะของเย่ฉางเฟิงไป โดยที่แต่ละคนต่างตกอยู่ในภวังค์ความคิดอันหลากหลาย
ระหว่างทางไม่มีใครกล้าเอ่ยปากสนทนา สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังแผ่นหลังของบุรุษหนุ่มในชุดครามเบื้องหน้าอย่างไม่วางตา
ไม่นานนัก...ในที่สุดทุกคนก็ค้นพบปากถ้ำลึกสุดหยั่ง ณ บริเวณไหล่เขาคงซาง
เมื่อทอดสายตามองเข้าไป
ภายในถ้ำนั้นเต็มไปด้วยฝูงค้างคาวดูดเลือดเกาะกลุ่มกันอยู่อย่างหนาแน่นจนน่าขนลุก
ที่แห่งนี้คือ ‘ถ้ำค้างคาวโบราณ’ ทางเข้าสู่รังลับของนิกายหลอมโลหิตอย่างไม่ต้องสงสัย
“อมิตาพุทธ”
ฝ่าเซียงพึมพำบทสวดแผ่วเบา ก่อนเอ่ยขึ้นว่า
“แม้ค้างคาวดูดเลือดเหล่านี้จะมีพลังฝีมือเพียงเล็กน้อย แต่พวกมันมีจำนวนมากมายมหาศาลเหลือคณานับ พวกเราควรจะบุกฝ่าเข้าไปอย่างไรดี...”
กล่าวจบ เขาก็หันไปมองเย่ฉางเฟิงเพื่อขอความเห็น
สายตาทุกคู่รอบข้างต่างก็หันมาจับจ้องที่เขาเป็นจุดเดียว
ท่ามกลางสายตาที่รอคอยคำตอบ เย่ฉางเฟิงเพียงแค่เหลือบตาขึ้นมองถ้ำค้างคาวโบราณเบื้องหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย
จากนั้น…เขาก็ค่อยๆเอื้อมมือไปคว้าด้ามดาบ ‘เทียนหยา’ ที่อยู่ในมือของลู่เสวี่ยฉีมากุมไว้แน่น
ช่วยไม่ได้...แม้ดาบไม้ไผ่ที่พกติดตัวจะเป็นของวิเศษเช่นกัน
แต่...อานุภาพทำลายล้างยังน้อยไปสักหน่อย
เห็นทีหลังจากนี้คงต้องเร่งหาวัสดุล้ำค่ามาหลอมสร้างดาบคู่กายจริงๆจังๆเสียแล้ว
“ชิ้ง!”
ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องของทุกคน
ดาบเทียนหยาพลันพุ่งออกจากฝัก!
แสงดาบสีครามเจิดจรัสพุ่งทะยานเสียดฟ้า
ฝ่าเซียงและคนอื่นๆต่างมองดูด้วยความฉงน
เขา...กำลังจะทำอะไรกันแน่?!
ท่ามกลางความสงสัยของทุกคน เย่ฉางเฟิงค่อยๆยกดาบเทียนหยาขึ้นเหนือศีรษะ
จากนั้น——
“ตูมมมมม!!!”
ลำแสงดาบอันน่าสะพรึงกลัวฟาดฟันลงมาอย่างรุนแรง ปราณดาบไร้สิ้นสุดรวมตัวกันเป็นลำแสงรุ้งพาดผ่านท้องฟ้า เจตจำนงแห่งดาบอันเจิดจ้าสาดส่องจนถ้ำค้างคาวโบราณสว่างวาบไปทั่วทุกซอกทุกมุม
ดาบนี้!
กวาดล้างหมื่นค้างคาวจนสิ้นซาก!
“ครืน——”
แสงดาบอันทรงพลังแทบจะผ่าถ้ำค้างคาวโบราณออกเป็นสองซีกในแนวขวาง
ฝูงค้างคาวดูดเลือดที่อาศัยอยู่ภายในถูกระเบิดหายไปในพริบตาภายใต้คมดาบนี้ แม้แต่ตัวถ้ำเองก็เกือบจะถูกปาดจนราบเป็นหน้ากลอง...
เมื่อเห็นภาพที่เกิดขึ้น ทุกคนในที่นั้นต่างยืนตะลึงงัน ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป
กระแสลมกรรโชกแรงจากการฟาดฟันพัดโหมกระหน่ำออกมาจากปากถ้ำ
แรงลมพัดพาจนชายเสื้อของทุกคนสะบัดไหว เส้นผมปลิวว่อนไม่เป็นทรง
แม้แต่ลู่เสวี่ยฉีเอง ดวงตาคู่สวยยังต้องเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง
เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นเย่ฉางเฟิงลงมืออย่างเต็มกำลัง
เพียงแค่ดาบเดียว...ก็สามารถกวาดล้างถ้ำค้างคาวโบราณไปได้เกือบครึ่ง?!
ฝ่าเซียงและพรรคพวกต่างอ้าปากค้าง พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ในวินาทีนั้น จิตใจของทุกคนต่างหวนนึกถึงคำยกย่องที่ปรากฏในม่านสวรรค์โดยพร้อมเพรียงกัน
เซียนดาบอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า!
ช่างสมคำร่ำลืออย่างแท้จริง!
….........