- หน้าแรก
- ความยิ่งใหญ่ของข้าถูกเปิดเผยโดยสวรรค์
- บทที่ 42 ปากแข็งแค่ไหน! จูบลงไปก็นุ่มอยู่ดี!
บทที่ 42 ปากแข็งแค่ไหน! จูบลงไปก็นุ่มอยู่ดี!
บทที่ 42 ปากแข็งแค่ไหน! จูบลงไปก็นุ่มอยู่ดี!
บทที่ 42 ปากแข็งแค่ไหน! จูบลงไปก็นุ่มอยู่ดี!
ภายใต้สายตาพินิจพิเคราะห์อันเปิดเผยของเย่ฉางเฟิง
โหยวจีมีหรือจะดูไม่ออกว่าอีกฝ่ายจงใจแกล้ง? เจ้าหมอนี่ไม่ได้คิดจะลงมือทำร้ายนางจริงๆหรอก...
เขาแค่ต้องการจะยลโฉมหน้าที่แท้จริงภายใต้ผ้าคลุมหน้าของนางเท่านั้น
“เจ้า!”
โหยวจีรู้สึกอับอายและโกรธเคืองยิ่ง
นางรีบยกแขนเสื้อขึ้นปิดบังใบหน้า ดวงตาดุจดวงดาวจ้องเขม็งไปยังเย่ฉางเฟิงด้วยความขุ่นเคือง พร้อมกับบริภาษออกมาด้วยความเจ็บใจว่า
“เจ้าคนลามก!”
ในฐานะหนึ่งในสี่ทูตศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายราชันย์ภูต
โหยวจียังมีอีกสถานะหนึ่งที่ซ่อนอยู่
ในอดีต นางเคยเป็นธิดาเทพของชนเผ่าหนึ่งในดินแดนรกร้าง
ธรรมเนียมปฏิบัติบังคับให้นางต้องสวมผ้าคลุมหน้าบดบังใบหน้าตลอดเวลา ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน เพื่อถวายการรับใช้แด่หมิงหวังและพระแม่ศักดิ์สิทธิ์
แต่ทว่า...หากวันใดที่มีบุรุษอื่นได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของนาง วันนั้นนางจะถูกปลดออกจากตำแหน่งธิดาเทพในทันที
และนับจากนั้นเป็นต้นไป นางจะมีทางเลือกเพียงทางเดียวคือ ต้องแต่งงานกับบุรุษผู้ที่ได้เห็นใบหน้าของนางเท่านั้น...
ด้วยเหตุนี้...ผ้าคลุมหน้าสำหรับโหยวจี จึงมีความหมายที่พิเศษและลึกซึ้งยิ่ง
แม้ว่าในปัจจุบัน นางจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งธิดาเทพแห่งดินแดนรกร้างแล้วก็ตาม
แต่นางก็สวมใส่ผ้าคลุมหน้าผืนนี้มานานถึงสามร้อยปีแล้ว
ความเคยชินบางอย่าง ย่อมยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วข้ามคืน
ในขณะนี้...หัวใจของโหยวจีสั่นไหวอย่างรุนแรง
นางไม่คาดคิดเลยว่าโฉมหน้าที่แท้จริงของตน จะถูกเด็กหนุ่มชุดครามตรงหน้าล่วงรู้เข้าจนได้ ความรู้สึกอับอายระคนโกรธเคืองพรั่งพรูขึ้นมาในอก
“เหยาเอ๋อร์!”
“พวกเราไปกันเถอะ!”
โหยวจีถลึงตาใส่เย่ฉางเฟิงด้วยความเจ็บใจ ก่อนจะรีบคว้ามือปี้เหยาแล้วหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
“เอ๊ะ?”
ปี้เหยายังคงทำหน้างงงวยด้วยความไม่เข้าใจ
เย่ฉางเฟิงมองตามแผ่นหลังของทั้งสองที่ค่อยๆลับสายตาไป จู่ๆเขาก็รู้สึกถึงความผิดบาปเล็กๆผุดขึ้นมาในใจ...
ก็แค่ดูหน้าแค่นั้นเอง ไม่เห็นต้องโกรธขนาดนั้นเลยนี่นา
เย่ฉางเฟิงเกาหัวแกรกๆด้วยความงุนงง เขาไม่รู้หรอกว่าผ้าคลุมหน้านั้นมีความหมายสำคัญเพียงใดต่อโหยวจี
และแน่นอนว่า...ต่อให้รู้ เขาก็คงพูดอะไรไม่ออกอยู่ดี
ก็ดูไปแล้วนี่นา จะให้ทำยังไงได้
เย่ฉางเฟิงยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ เขาหมุนตัวกลับ แล้วเดินมุ่งหน้ากลับไปยังห้องพักของตน
“แอ๊ด——”
ขณะที่เขาเดินผ่านหน้าห้องของลู่เสวี่ยฉี
ประตูที่ปิดสนิทเมื่อครู่ก็เปิดแง้มออกทันที ใบหน้างามที่ดูเย็นชาค่อยๆโผล่ออกมาจากความมืด
“เอ๊ะ?”
“เสวี่ยฉี เจ้ายงไม่นอนอีกหรือ?” เย่ฉางเฟิงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
เมื่อได้ยินคำถามนั้น แววตาของลู่เสวี่ยฉีก็เริ่มลอกแลกไปมา
นางไม่กล้าบอกตรงๆว่าตัวเองนอนไม่หลับ ความจริงแล้วตอนที่เย่ฉางเฟิงเปิดประตูห้องออกมา นางก็ได้ยินเสียงแล้ว แต่ด้วยความขัดเขินตามประสาหญิงสาว...
นางจึงไม่กล้าออกมาทักทาย
จากนั้น...นางก็นอนพลิกตัวไปมาข่มตาหลับไม่ลง ในหัวเต็มไปด้วยคำถามว่าดึกดื่นป่านนี้เย่ฉางเฟิงออกไปทำอะไรข้างนอก? และคอยเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวภายนอกอยู่ตลอดเวลา...
และนี่ไง?
ทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของเขากลับมา
นางก็รีบวิ่งตึ้กๆมาเปิดประตูรอทันที
อืม…สำหรับเด็กสาวที่กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก บางครั้งแค่ได้เห็นหน้าชายคนรักเพียงแวบเดียว ก็สามารถทำให้มีความสุขไปได้นานแสนนาน
เวลานี้...ลู่เสวี่ยฉีก็มีอาการประมาณนั้น
ดรุณีสาวกระพริบตาปริบๆก่อนจะโกหกคำโตออกไปหน้าตายว่า
“ข้าเพิ่งจะฝึกวิชาเสร็จ ได้ยินเสียงเจ้าเปิดประตูก็เลยออกมาดูน่ะ”
ฮึ!…เรื่องอะไรข้าจะยอมบอกว่าข้าคิดถึงเจ้าจนนอนไม่หลับกันเล่า!
เย่ฉางเฟิงมองลู่เสวี่ยฉีที่กำลังพูดปดตาใส
แม้เขาจะเพิ่งคบหากับนางได้ไม่นาน แต่ความเข้าใจในตัวลู่เสวี่ยฉีของเขานั้นเรียกได้ว่าทะลุปรุโปร่ง...
ยกตัวอย่างเช่นตอนนี้
เวลาแม่สาวหุ่นยนต์คนนี้พูดโกหก นางมักจะกระพริบตาถี่ๆเป็นสัญญาณบอกเหตุเสมอ
“เมื่อกี้ข้านอนไม่หลับ ก็เลยออกไปเดินเล่นมานิดหน่อยน่ะ”
เย่ฉางเฟิงอธิบายสั้นๆ ก่อนจะกล่าวต่อว่า
“งั้นข้ากลับไปพักผ่อนก่อนนะ? เจ้าเองก็รีบนอนล่ะ”
“อ๋อ...”
ลู่เสวี่ยฉีพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แต่แววตากลับดูละห้อยอาวรณ์อย่างเห็นได้ชัด
เย่ฉางเฟิงมองท่าทางนั้นก็รู้ทันทีว่านางไม่อยากให้เขาจากไปง่ายๆแบบนี้ เขาจึงนึกแผนการขึ้นมาได้
“จริงสิเสวี่ยฉี ข้ามีเรื่องอยากจะคุยกับเจ้าสักหน่อย”
“เรื่องอะไรหรือ?” ดรุณีสาวเอียงคอถามด้วยความสงสัย
“พวกเราเข้าไปคุยข้างในดีไหม?”
เย่ฉางเฟิงชี้มือไปที่ห้องของนางพลางส่งยิ้มเจ้าเล่ห์
หัวใจของลู่เสวี่ยฉีกระตุกวูบ นางรู้ทั้งรู้ว่าเย่ฉางเฟิงมีเจตนาแอบแฝงและจ้องจะรังแกนาง แต่ถึงกระนั้น นางก็ไม่อาจห้ามใจตัวเองได้ จึงยอมเปิดประตูให้แต่โดยดี
“ได้สิ...”
ทว่า...พอเย่ฉางเฟิงก้าวเท้าเข้ามาในห้อง นางก็เริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาตงิดๆ
ลู่เสวี่ยฉีจุดเทียนให้สว่างไสว พยายามวางมาดสำรวมกุลสตรีแล้วกล่าวว่า
“มีธุระอะไรจะคุยกับข้าหรือ? รีบพูดมาเถอะ พูดจบข้าจะได้พักผ่อนเสียที...”
สายตาของแม่สาวน้อยลอกแลกไปมาไม่กล้าสบตาตรงๆ
เห็นได้ชัดว่านางกำลังโกหกอีกแล้ว
เย่ฉางเฟิงเห็นท่าทางนั้นก็อดขำในใจไม่ได้
ปากแข็งงั้นรึ?
ชิชะ!
เขาถือวิสาสะนั่งลงข้างกายลู่เสวี่ยฉีทันที แล้วตีหน้าขรึมกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“เสวี่ยฉี เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงนอนไม่หลับ?”
“ไม่รู้สิ”
“เพราะว่า...ข้ายังขาด ‘จุมพิตราตรีสวัสดิ์’ ไปน่ะสิ”
กล่าวจบ
เย่ฉางเฟิงก็ไม่รีรอ เขาประคองใบหน้างามของนางขึ้นมา แล้วประทับจูบลงไปอย่างแผ่วเบาทันที
“อื้อ!!!”
ลู่เสวี่ยฉีเบิกตากว้างด้วยความตกใจกับการจู่โจมกะทันหัน
หัวใจดวงน้อยสั่นไหวระริก ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ แต่ทว่า...
ไม่นานนัก ร่างกายที่เกร็งเขม็งก็ค่อยๆอ่อนระทวยลง
เพราะในแง่หนึ่งแล้ว...นี่มิใช่สิ่งที่นางเฝ้ารอคอยอยู่ลึกๆหรอกหรือ?
นับตั้งแต่จูบแรกครานั้น ในใจของลู่เสวี่ยฉีก็มักจะเฝ้าถวิลหาความใกล้ชิดสนิทสนมกับเย่ฉางเฟิงอยู่เสมอ
ซึ่งความจริงแล้ว...นี่ก็คืออาการปกติของผู้ที่กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก
แต่ทว่าไม่นาน...ลู่เสวี่ยฉีก็เริ่มนึกเสียใจขึ้นมา
เพราะเย่ฉางเฟิงเริ่มยก ‘อุ้งมือหมู’ เจ้าเล่ห์ของเขาขึ้นมาซุกซนอีกแล้ว
ครานี้อยู่ในห้องหอที่เงียบสงัดสองต่อสอง ลู่เสวี่ยฉีจะหนีพ้นเงื้อมมือมารได้จริงหรือ?
ดูท่าจะยาก...
กระต่ายน้อยขดตัวดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดของเย่ฉางเฟิงอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไร้ผล
เคราะห์ยังดี ที่เย่ฉางเฟิงยังรู้จักยับยั้งชั่งใจ
เขารู้ดีว่าข้าวต้องกินทีละคำ ดังนั้นเขาจึงเพียงแค่วางมือลงบน ‘ยอดเขาเสวี่ยฉี’ เท่านั้น
มิได้รุกคืบไปมากกว่านี้
นานเข้า...ร่างกายที่เคยแข็งเกร็งของแม่สาวน้อยผู้บอบบาง ก็ค่อยๆผ่อนคลายลง ดูเหมือนนางจะเริ่มชินกับมือไม้อันซุกซนของเย่ฉางเฟิงเสียแล้ว
จุมพิตนี้เนิ่นนาน...จนท้ายที่สุดลู่เสวี่ยฉีเริ่มมึนงงเพราะขาดอากาศหายใจ นางจึงยกมือขึ้นผลักอกเย่ฉางเฟิงเบาๆ...
ทั้งสองค่อยๆผละออกจากกัน
เมื่อก้มลงมอง...ริมฝีปากบางบวมเจ่อเล็กน้อย ชุดกระโปรงสีขาวของนางยับยู่ยี่ดูไม่จืด
“เจ้า...”
ลู่เสวี่ยฉีถลึงตาใส่เขาแก้มป่อง
ด้วยความเขินอาย นางจึงรีบผลักไสเย่ฉางเฟิงทันที
“ออกไปเร็ว! รีบออกไปเลยนะ!”
เย่ฉางเฟิงถูกดันออกมานอกห้องด้วยความรู้สึกหัวร่อไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
ภายในห้อง...หัวใจของลู่เสวี่ยฉีหวานล้ำดั่งน้ำผึ้ง
จากเดิมที่นอนไม่หลับ พอได้รับจุมพิตราตรีสวัสดิ์เข้าไป คืนนี้นางคงหลับสนิทฝันดีตลอดคืน...
ส่วนเย่ฉางเฟิงจำต้องเดินคอตกกลับห้องตัวเองอย่างช่วยไม่ได้
คืนนี้เขาคงข่มตาหลับไม่ลงแน่ๆจึงตัดสินใจนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรไปตลอดทั้งคืน
จนกระทั่งรุ่งสาง เมื่อฉีฮ่าวและคนอื่นๆตื่นขึ้น พวกเขาก็ทานมื้อเช้าร่วมกันเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางสู่เขาคงซาง
ระหว่างนั้น...ลู่เสวี่ยฉีวางตัวได้เป็นปกติทุกอย่าง
ราวกับว่าเมื่อคืนไม่มีเรื่องราววาบหวามใดๆเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
เย่ฉางเฟิงได้แต่ลอบถอนหายใจในใจ
สตรีเพศนี่สมกับเป็นนักแสดงโดยกำเนิดจริงๆแม้แต่แม่นางเสวี่ยฉีผู้เย็นชา เวลาจะตบตาผู้คนก็ทำได้เนียนสนิทไร้ที่ติ
….…