เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 41: โฉมหน้าที่ซ่อนเร้นใต้ผ้าคลุมหน้า? งามพิลาสปานล่มเมือง ไยจึงกลายเป็นโจร!

บทที่ 41: โฉมหน้าที่ซ่อนเร้นใต้ผ้าคลุมหน้า? งามพิลาสปานล่มเมือง ไยจึงกลายเป็นโจร!

บทที่ 41: โฉมหน้าที่ซ่อนเร้นใต้ผ้าคลุมหน้า? งามพิลาสปานล่มเมือง ไยจึงกลายเป็นโจร!


บทที่ 41: โฉมหน้าที่ซ่อนเร้นใต้ผ้าคลุมหน้า? งามพิลาสปานล่มเมือง ไยจึงกลายเป็นโจร!

“เอ่อ...”

เสี่ยวเอ้อร์มีสีหน้าลำบากใจ

เย่ฉางเฟิงคือลูกค้าประจำของซานไห่หยวน

เขาแอบหนีลงเขามาเที่ยวเล่นที่นี่หลายต่อหลายครั้ง

แม้ทางร้านจะไม่ล่วงรู้ถึงสถานะที่แท้จริงของเขา แต่ก็จำได้แม่นว่าเขาคือลูกค้าชั้นดี…การลัดคิวเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้าประจำก่อน ย่อมเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รู้กันในหมู่ร้านค้า

ทว่า...

ในสถานการณ์เช่นนี้ เสี่ยวเอ้อร์ก็ไม่กล้าพูดความจริงออกไปตรงๆได้แต่กล่าวขอโทษขอโพยด้วยความนอบน้อม

“คุณหนูท่านนี้”

“ข้าน้อยจะรีบไปเร่งพ่อครัวให้เดี๋ยวนี้เลยขอรับ จะรีบยกอาหารมาเสิร์ฟให้ท่านโดยเร็วที่สุด...”

“ไม่ได้!” ปี้เหยาตวาดเสียงแข็งด้วยความโมโห “ทำไมพวกที่มาทีหลังถึงได้อาหารเร็วกว่าพวกเรา?”

ในฐานะธิดาประมุขนิกายราชันย์ภูต

ไม่ว่านางจะไปที่ใด ย่อมต้องได้รับการปรนนิบัติอย่างดีที่สุดเสมอ

แต่ในตอนนี้...

กลับมีคนได้รับสิทธิพิเศษเหนือกว่านาง?

เรื่องนี้ทำให้ปี้เหยารู้สึกขัดเคืองใจเป็นอย่างยิ่ง

แม้ว่าคนพวกนี้จะไม่รู้ฐานะของนาง

แต่...

นางเกลียดการถูกมองข้ามเป็นที่สุด

“เอ่อ…คือว่า...” เสี่ยวเอ้อร์อึกอักทำตัวไม่ถูก

ทันใดนั้นเอง...เสียงราบเรียบเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้น

“ในเมื่อพวกนางมาก่อน เช่นนั้นก็ยกไปเสิร์ฟให้พวกนางก่อนเถอะ ทางเราไม่รีบร้อน”

ปี้เหยาชะงักไปเล็กน้อย

นางหันขวับไปมองยังห้องต้นเสียง เห็นเด็กหนุ่มรูปงามในชุดครามยืนพิงกรอบประตูด้วยท่าทีผ่อนคลาย

สายตาของเขาดูเฉยเมย ราวกับไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องราววุ่นวายตรงหน้านี้เลยสักนิด...

“นี่!”

ปี้เหยารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันควัน

เมื่อได้สบตากับแววตาอันราบเรียบของฝ่ายตรงข้าม ทำไมจู่ๆนางถึงรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนพาลหาเรื่องไร้สาระไปได้ล่ะ?!

“เหยาเอ๋อร์!”

ทันใดนั้น...เสียงอันไพเราะราวกับเสียงสวรรค์ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

สตรีในชุดกระโปรงสีดำสนิทปรากฏตัวขึ้นด้านหลังปี้เหยาตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครทราบ

ชุดสีดำรัดรูปขับเน้นสัดส่วนโค้งเว้าอันงดงามเย้ายวน ผิวขาวจัดตัดกับสีชุด ใบหน้าอันสมบูรณ์แบบถูกปกปิดไว้ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีดำบางเบา เหลือเพียงดวงตาดุจดวงดาวที่ส่องประกายวาววับออกมา

“ฟึ่บ!”

โหยวจีจ้องมองเด็กหนุ่มชุดครามตรงหน้าด้วยความระแวดระวัง

ในขณะเดียวกัน เย่ฉางเฟิงก็ปรือตาขึ้นมองนางด้วยความเกียจคร้าน

“วิ้ง!”

เจตจำนงดาบอันแหลมคมวาบผ่านนัยน์ตาเขาเพียงชั่วพริบตา

เย่ฉางเฟิงปลดปล่อยรัศมีอำมหิตออกมาโดยไม่คิดปิดบัง แม้จะเป็นเพียงชั่วเสี้ยววินาที แต่ก็ทำให้โหยวจีรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล...

“ชิ”

เย่ฉางเฟิงยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ

เขาเลิกสนใจสองสาว เเล้วหันไปสั่งเสี่ยวเอ้อร์ว่า

“ยกให้พวกนางไปก่อนเถอะ ทางเราไม่รีบ”

กล่าวจบ เขาก็หันหลังกลับเข้าห้องไป

“ปัง——”

ประตูห้องถูกปิดลง

เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น

ปี้เหยาแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมาด้วยความโกรธจัด

สายตาอันเฉยเมยของเย่ฉางเฟิงเมื่อครู่ ช่างแตกต่างกับท่าทางก้าวร้าวของนางอย่างสิ้นเชิง

แล้วทำไมนางถึงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฝ่ายผิดที่ไปหาเรื่องเขานะ!?

นิสัยเอาแต่ใจของคุณหนูใหญ่กำเริบขึ้นมาทันที

นางถลกแขนเสื้อเตรียมจะบุกเข้าไปเอาเรื่องเย่ฉางเฟิงให้รู้ดำรู้แดง

“เหยาเอ๋อร์!” โหยวจีรีบคว้าตัวนางไว้

“น้ายู...”

ปี้เหยาเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอด

“อย่าก่อเรื่อง”

โหยวจีรู้สึกหนักอึ้งในใจ

แรงกดดันจากสายตาของเย่ฉางเฟิงเมื่อครู่ ทำให้หายใจไม่ทั่วท้อง

เขา...เป็นใครกันแน่!?

นิกายชิงหยุนมีศิษย์ฝีมือระดับนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?

หรือว่า...

...

ราตรีคืบคลาน

ความมืดปกคลุมทั่วทั้งเมืองเหอหยาง

คณะของเย่ฉางเฟิงตกลงกันว่าจะพักผ่อนที่ซานไห่หยวนอีกหนึ่งคืน แล้วพรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เขาคงซางอย่างเร่งด่วน

“แอ๊ด——”

เย่ฉางเฟิงค่อยๆผลักประตูห้องออกมา

เขาชำเลืองมองไปทางห้องพักของแม่นางเสวี่ยฉีข้างๆเห็นประตูห้องปิดสนิท ไฟดับมืด แสดงว่าคงหลับไปแล้วกระมัง...

เย่ฉางเฟิงเลิกคิ้วขึ้น สายตาเหลือบไปเห็นเงาคนไหววูบที่ปลายทางเดิน

เย่ฉางเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆเดินทอดน่องไปยังปลายทางเดินนั้น

สำหรับความรู้สึกที่มีต่อปี้เหยา...เขาบอกได้เพียงว่าไม่ได้เป็นศัตรู แต่ก็ไม่ได้มีมิตรไมตรีอะไรมากมายนัก

ที่ไม่เป็นศัตรู ก็เพราะชื่นชมในตัวตนของนาง ที่กล้าสละชีวิตรับดาบจูเซียนเพื่อปกป้องคนที่รัก…คนเช่นนี้หาได้ยากยิ่งนัก

ส่วนที่ไม่ได้มีมิตรไมตรี

ก็เพราะสถานะที่ยืนอยู่คนละฝั่ง นิกายราชันย์ภูตคือหนึ่งในสี่นิกายมารใหญ่ เป็นฝ่ายอธรรมอย่างแท้จริง

ไม่ว่าจะพยายามล้างภาพลักษณ์อย่างไรก็คงไม่สะอาดขึ้นมาได้ การฆ่าคนอย่างผักปลา การใช้วิชาคุณไสยชั่วร้าย การดูหมิ่นเหยียดหยามใต้หล้า...

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องหมายการค้าของนิกายมาร ยากที่จะลบล้างความผิดได้

ในอนาคต ราชันย์ภูต ‘ว่านเหรินหวัง’ เพื่อความทะเยอทะยานที่จะครองโลก ถึงขั้นเปิดผนึกค่ายกลสี่วิญญาณโลหิต ปลดปล่อยอสูรชูร่าออกมา ใครจะรู้ว่าสร้างหายนะให้แก่โลกหล้ามากมายเพียงใด!?

คนนิกาย์นี้เก็บไว้ทำซากอะไร ฆ่าทิ้งเสียให้สิ้นซากจะดีกว่า!

ส่วนปี้เหยา...

ในฐานะธิดาประมุขนิกายมาร มือนางก็คงไม่ได้สะอาดสะอ้านนักหรอก

หากจะบอกว่านางไม่เคยฆ่าใครเลย...ใครจะเชื่อ?

เมื่อเดินมาถึงปลายทางเดิน เย่ฉางเฟิงยืนพิงกำแพงด้วยท่าทีผ่อนคลาย

ชุดสีครามของเขาพลิ้วไหวตามแรงลม เส้นผมดำขลับทิ้งตัวลงปรกบ่า รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ดวงตาสีรัตติกาลจ้องมองไปเบื้องหน้า...

ที่ปลายสุดของทางเดินมีสวนดอกไม้เล็กๆตั้งอยู่

เห็นร่างของดรุณีน้อยในชุดครามกำลังเดินเล่นชมดอกไม้ในยามวิกาล นางเด็ดดอกไม้เล่นอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะเหลือบไปเห็นเย่ฉางเฟิงที่ยืนพิงกำแพงอยู่...

“หึ!” ปี้เหยาแค่นเสียงในลำคอ “จอมยุทธ์น้อยแห่งนิกายชิงหยุน ชอบแอบดูชาวบ้านหรืออย่างไร?”

นางรู้สถานะของเย่ฉางเฟิงจากปากของโหยวจีแล้ว ว่าเขาคือศิษย์นิกายชิงหยุน แต่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นใคร...

เย่ฉางเฟิงเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาปรายตามองปี้เหยา แล้วกล่าวเสียงเรียบ

“เจ้าสำคัญตัวผิดไปหน่อยกระมัง ที่ข้ามองไม่ใช่เจ้า แต่เป็น...”

“ฟึ่บ!”

สายตาของเย่ฉางเฟิงเบนไปยังมุมมืดไม่ไกลนัก

ตรงนั้นมีร่างของสตรีชุดดำยืนนิ่งอยู่ ร่างกายของนางกลมกลืนไปกับความมืดมิด

เมื่อเทียบกับปี้เหยาที่มีนิสัยเอาแต่ใจแบบคุณหนูแล้ว เขาสนใจในตัวโหยวจี ทูตหงส์เพลิง ผู้นี้มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด...

“เจ้า!” ปี้เหยาโกรธจนแทบเต้น

ตั้งแต่เล็กจนโต นางไม่เคยถูกใครเมินเฉยเช่นนี้มาก่อน

แถมยังมีคนกล้ามาว่านางสำคัญตัวผิดอีก!?

เย่ฉางเฟิงทำเป็นมองไม่เห็นอาการโกรธเกรี้ยวของปี้เหยา

ในสายตาของเขา…ปี้เหยาก็แค่เด็กสาวเอาแต่ใจคนหนึ่ง

ความจริงแล้วเขาสนใจโหยวจีมากกว่า

…..

“ฟึ่บ!”

โหยวจีค่อยๆก้าวออกมาจากความมืด

ดวงตาคู่งามจ้องมองเย่ฉางเฟิงเขม็ง แฝงแววหวาดระแวงอยู่ลึกๆ

นางขบคิดอยู่นาน ก็นึกไม่ออกว่านิกายชิงหยุนมีศิษย์อย่างเย่ฉางเฟิงตั้งแต่เมื่อไหร่

แต่...เมื่อเห็นชุดสีครามที่เขาสวมใส่อยู่ในตอนนี้

โหยวจีกลับนึกถึงตัวตนของอีกคนหนึ่งขึ้นมาได้

….เจ้านิกายชิงหยุนในอนาคต!

หรือว่าจะเป็นเขาจริงๆ?

เวลานี้...ทั่วทั้งแผ่นดินมีใครบ้างไม่รู้จักเจ้านิกายชุดครามผู้โด่งดังจากม่านสวรรค์?

แต่สำหรับตัวตนที่แท้จริงของเขานั้น...จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีใครล่วงรู้

แม้แต่เจ้านิกายเต้าเสวียนเจ้านิกายคนปัจจุบันก็ยังไม่รู้ นับประสาอะไรกับคนอื่น...

โหยวจีรู้สึกสับสน เป็นไปไม่ได้หรอกที่แค่ออกมาเดินเล่นข้างนอก จะบังเอิญมาเจอกับว่าที่เจ้านิกายผู้ยิ่งใหญ่คนนั้นเข้าพอดี!?

โอกาสมันน้อยเกินไป

เจ้านิกายชุดครามผู้ลึกลับ จะมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้านางง่ายๆแบบนี้เชียวหรือ?!

โหยวจีพยายามสลัดความคิดนี้ออกไป นางเงยหน้าขึ้น จ้องมองเย่ฉางเฟิงอย่างไม่ลดละ

สายตาของทั้งสองปะทะกัน บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ

โหยวจีเตรียมพร้อมที่จะลงมือได้ทุกเมื่อ

ทว่า...ในชั่วพริบตานั้น

“ชิ้ง——”

เย่ฉางเฟิงเป็นฝ่ายลงมือก่อน

ปราณดาบอันแหลมคมพุ่งตรงเข้าใส่โหยวจีด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ

“ตูม!”

สีหน้าของโหยวจีเปลี่ยนไปทันที

นางประเมินฝีมือของเย่ฉางเฟิงต่ำเกินไป

คิดว่าเขาคงอยู่แค่ระดับต้นของขั้นซ่างชิง แต่ไม่นึกเลยว่าพลังที่ระเบิดออกมาจะเหนือกว่านางเสียอีก!?

ขั้นกลางของซ่างชิง?

หรือว่าขั้นปลาย?

“ฟ้าววว!”

ปราณดาบแหวกอากาศพุ่งเข้ามา

ดูเหมือนแค่หยั่งเชิง แต่เป้าหมายกลับชัดเจนยิ่งนัก

ร่างเพรียวของโหยวจีเบี่ยงหลบวูบหนึ่ง แต่ปราณดาบนั้นก็ตามติดมาราวกับเงา ก่อเกิดลมกรรโชกแรง พัดพาผ้าคลุมหน้าอันลึกลับของนางให้ปลิวหลุดออกไป

วินาทีถัดมา ใบหน้าที่งดงามสมบูรณ์แบบก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางราตรี

แสงจันทร์สาดส่องลงบนร่างของสตรีชุดดำ ขับเน้นกลิ่นอายความลึกลับและบริสุทธิ์

ผิวพรรณที่ขาวซีดเล็กน้อยจากการไม่ค่อยโดนแสงแดด ยิ่งทำให้นางดูงดงามราวกับภาพวาด...

“เจ้า!”

โหยวจีถลึงตามองเด็กหนุ่มชุดครามด้วยความตกใจระคนโกรธเคือง

เย่ฉางเฟิงเลิกคิ้วมอง

ใบหน้าของโหยวจีช่างงดงามจับใจจริงๆเป็นความงามแบบเย็นชาที่แฝงความเปราะบาง ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารและอยากปกป้อง...

“ชิ” เย่ฉางเฟิงส่ายหน้าเบาๆพลางรำพึงว่า

“โฉมสคราญปานล่มเมือง ไยจึงลดตัวลงเป็นโจร?”

…………….

จบบทที่ บทที่ 41: โฉมหน้าที่ซ่อนเร้นใต้ผ้าคลุมหน้า? งามพิลาสปานล่มเมือง ไยจึงกลายเป็นโจร!

คัดลอกลิงก์แล้ว