- หน้าแรก
- ความยิ่งใหญ่ของข้าถูกเปิดเผยโดยสวรรค์
- บทที่ 41: โฉมหน้าที่ซ่อนเร้นใต้ผ้าคลุมหน้า? งามพิลาสปานล่มเมือง ไยจึงกลายเป็นโจร!
บทที่ 41: โฉมหน้าที่ซ่อนเร้นใต้ผ้าคลุมหน้า? งามพิลาสปานล่มเมือง ไยจึงกลายเป็นโจร!
บทที่ 41: โฉมหน้าที่ซ่อนเร้นใต้ผ้าคลุมหน้า? งามพิลาสปานล่มเมือง ไยจึงกลายเป็นโจร!
บทที่ 41: โฉมหน้าที่ซ่อนเร้นใต้ผ้าคลุมหน้า? งามพิลาสปานล่มเมือง ไยจึงกลายเป็นโจร!
“เอ่อ...”
เสี่ยวเอ้อร์มีสีหน้าลำบากใจ
เย่ฉางเฟิงคือลูกค้าประจำของซานไห่หยวน
เขาแอบหนีลงเขามาเที่ยวเล่นที่นี่หลายต่อหลายครั้ง
แม้ทางร้านจะไม่ล่วงรู้ถึงสถานะที่แท้จริงของเขา แต่ก็จำได้แม่นว่าเขาคือลูกค้าชั้นดี…การลัดคิวเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้าประจำก่อน ย่อมเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รู้กันในหมู่ร้านค้า
ทว่า...
ในสถานการณ์เช่นนี้ เสี่ยวเอ้อร์ก็ไม่กล้าพูดความจริงออกไปตรงๆได้แต่กล่าวขอโทษขอโพยด้วยความนอบน้อม
“คุณหนูท่านนี้”
“ข้าน้อยจะรีบไปเร่งพ่อครัวให้เดี๋ยวนี้เลยขอรับ จะรีบยกอาหารมาเสิร์ฟให้ท่านโดยเร็วที่สุด...”
“ไม่ได้!” ปี้เหยาตวาดเสียงแข็งด้วยความโมโห “ทำไมพวกที่มาทีหลังถึงได้อาหารเร็วกว่าพวกเรา?”
ในฐานะธิดาประมุขนิกายราชันย์ภูต
ไม่ว่านางจะไปที่ใด ย่อมต้องได้รับการปรนนิบัติอย่างดีที่สุดเสมอ
แต่ในตอนนี้...
กลับมีคนได้รับสิทธิพิเศษเหนือกว่านาง?
เรื่องนี้ทำให้ปี้เหยารู้สึกขัดเคืองใจเป็นอย่างยิ่ง
แม้ว่าคนพวกนี้จะไม่รู้ฐานะของนาง
แต่...
นางเกลียดการถูกมองข้ามเป็นที่สุด
“เอ่อ…คือว่า...” เสี่ยวเอ้อร์อึกอักทำตัวไม่ถูก
ทันใดนั้นเอง...เสียงราบเรียบเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้น
“ในเมื่อพวกนางมาก่อน เช่นนั้นก็ยกไปเสิร์ฟให้พวกนางก่อนเถอะ ทางเราไม่รีบร้อน”
ปี้เหยาชะงักไปเล็กน้อย
นางหันขวับไปมองยังห้องต้นเสียง เห็นเด็กหนุ่มรูปงามในชุดครามยืนพิงกรอบประตูด้วยท่าทีผ่อนคลาย
สายตาของเขาดูเฉยเมย ราวกับไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องราววุ่นวายตรงหน้านี้เลยสักนิด...
“นี่!”
ปี้เหยารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันควัน
เมื่อได้สบตากับแววตาอันราบเรียบของฝ่ายตรงข้าม ทำไมจู่ๆนางถึงรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนพาลหาเรื่องไร้สาระไปได้ล่ะ?!
“เหยาเอ๋อร์!”
ทันใดนั้น...เสียงอันไพเราะราวกับเสียงสวรรค์ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
สตรีในชุดกระโปรงสีดำสนิทปรากฏตัวขึ้นด้านหลังปี้เหยาตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครทราบ
ชุดสีดำรัดรูปขับเน้นสัดส่วนโค้งเว้าอันงดงามเย้ายวน ผิวขาวจัดตัดกับสีชุด ใบหน้าอันสมบูรณ์แบบถูกปกปิดไว้ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีดำบางเบา เหลือเพียงดวงตาดุจดวงดาวที่ส่องประกายวาววับออกมา
“ฟึ่บ!”
โหยวจีจ้องมองเด็กหนุ่มชุดครามตรงหน้าด้วยความระแวดระวัง
ในขณะเดียวกัน เย่ฉางเฟิงก็ปรือตาขึ้นมองนางด้วยความเกียจคร้าน
“วิ้ง!”
เจตจำนงดาบอันแหลมคมวาบผ่านนัยน์ตาเขาเพียงชั่วพริบตา
เย่ฉางเฟิงปลดปล่อยรัศมีอำมหิตออกมาโดยไม่คิดปิดบัง แม้จะเป็นเพียงชั่วเสี้ยววินาที แต่ก็ทำให้โหยวจีรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล...
“ชิ”
เย่ฉางเฟิงยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
เขาเลิกสนใจสองสาว เเล้วหันไปสั่งเสี่ยวเอ้อร์ว่า
“ยกให้พวกนางไปก่อนเถอะ ทางเราไม่รีบ”
กล่าวจบ เขาก็หันหลังกลับเข้าห้องไป
“ปัง——”
ประตูห้องถูกปิดลง
…
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น
ปี้เหยาแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมาด้วยความโกรธจัด
สายตาอันเฉยเมยของเย่ฉางเฟิงเมื่อครู่ ช่างแตกต่างกับท่าทางก้าวร้าวของนางอย่างสิ้นเชิง
แล้วทำไมนางถึงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฝ่ายผิดที่ไปหาเรื่องเขานะ!?
นิสัยเอาแต่ใจของคุณหนูใหญ่กำเริบขึ้นมาทันที
นางถลกแขนเสื้อเตรียมจะบุกเข้าไปเอาเรื่องเย่ฉางเฟิงให้รู้ดำรู้แดง
“เหยาเอ๋อร์!” โหยวจีรีบคว้าตัวนางไว้
“น้ายู...”
ปี้เหยาเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอด
“อย่าก่อเรื่อง”
โหยวจีรู้สึกหนักอึ้งในใจ
แรงกดดันจากสายตาของเย่ฉางเฟิงเมื่อครู่ ทำให้หายใจไม่ทั่วท้อง
เขา...เป็นใครกันแน่!?
นิกายชิงหยุนมีศิษย์ฝีมือระดับนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
หรือว่า...
...
ราตรีคืบคลาน
ความมืดปกคลุมทั่วทั้งเมืองเหอหยาง
คณะของเย่ฉางเฟิงตกลงกันว่าจะพักผ่อนที่ซานไห่หยวนอีกหนึ่งคืน แล้วพรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เขาคงซางอย่างเร่งด่วน
“แอ๊ด——”
เย่ฉางเฟิงค่อยๆผลักประตูห้องออกมา
เขาชำเลืองมองไปทางห้องพักของแม่นางเสวี่ยฉีข้างๆเห็นประตูห้องปิดสนิท ไฟดับมืด แสดงว่าคงหลับไปแล้วกระมัง...
เย่ฉางเฟิงเลิกคิ้วขึ้น สายตาเหลือบไปเห็นเงาคนไหววูบที่ปลายทางเดิน
เย่ฉางเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆเดินทอดน่องไปยังปลายทางเดินนั้น
สำหรับความรู้สึกที่มีต่อปี้เหยา...เขาบอกได้เพียงว่าไม่ได้เป็นศัตรู แต่ก็ไม่ได้มีมิตรไมตรีอะไรมากมายนัก
ที่ไม่เป็นศัตรู ก็เพราะชื่นชมในตัวตนของนาง ที่กล้าสละชีวิตรับดาบจูเซียนเพื่อปกป้องคนที่รัก…คนเช่นนี้หาได้ยากยิ่งนัก
ส่วนที่ไม่ได้มีมิตรไมตรี
ก็เพราะสถานะที่ยืนอยู่คนละฝั่ง นิกายราชันย์ภูตคือหนึ่งในสี่นิกายมารใหญ่ เป็นฝ่ายอธรรมอย่างแท้จริง
ไม่ว่าจะพยายามล้างภาพลักษณ์อย่างไรก็คงไม่สะอาดขึ้นมาได้ การฆ่าคนอย่างผักปลา การใช้วิชาคุณไสยชั่วร้าย การดูหมิ่นเหยียดหยามใต้หล้า...
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องหมายการค้าของนิกายมาร ยากที่จะลบล้างความผิดได้
ในอนาคต ราชันย์ภูต ‘ว่านเหรินหวัง’ เพื่อความทะเยอทะยานที่จะครองโลก ถึงขั้นเปิดผนึกค่ายกลสี่วิญญาณโลหิต ปลดปล่อยอสูรชูร่าออกมา ใครจะรู้ว่าสร้างหายนะให้แก่โลกหล้ามากมายเพียงใด!?
คนนิกาย์นี้เก็บไว้ทำซากอะไร ฆ่าทิ้งเสียให้สิ้นซากจะดีกว่า!
ส่วนปี้เหยา...
ในฐานะธิดาประมุขนิกายมาร มือนางก็คงไม่ได้สะอาดสะอ้านนักหรอก
หากจะบอกว่านางไม่เคยฆ่าใครเลย...ใครจะเชื่อ?
เมื่อเดินมาถึงปลายทางเดิน เย่ฉางเฟิงยืนพิงกำแพงด้วยท่าทีผ่อนคลาย
ชุดสีครามของเขาพลิ้วไหวตามแรงลม เส้นผมดำขลับทิ้งตัวลงปรกบ่า รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ดวงตาสีรัตติกาลจ้องมองไปเบื้องหน้า...
ที่ปลายสุดของทางเดินมีสวนดอกไม้เล็กๆตั้งอยู่
เห็นร่างของดรุณีน้อยในชุดครามกำลังเดินเล่นชมดอกไม้ในยามวิกาล นางเด็ดดอกไม้เล่นอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะเหลือบไปเห็นเย่ฉางเฟิงที่ยืนพิงกำแพงอยู่...
“หึ!” ปี้เหยาแค่นเสียงในลำคอ “จอมยุทธ์น้อยแห่งนิกายชิงหยุน ชอบแอบดูชาวบ้านหรืออย่างไร?”
นางรู้สถานะของเย่ฉางเฟิงจากปากของโหยวจีแล้ว ว่าเขาคือศิษย์นิกายชิงหยุน แต่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นใคร...
เย่ฉางเฟิงเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาปรายตามองปี้เหยา แล้วกล่าวเสียงเรียบ
“เจ้าสำคัญตัวผิดไปหน่อยกระมัง ที่ข้ามองไม่ใช่เจ้า แต่เป็น...”
“ฟึ่บ!”
สายตาของเย่ฉางเฟิงเบนไปยังมุมมืดไม่ไกลนัก
ตรงนั้นมีร่างของสตรีชุดดำยืนนิ่งอยู่ ร่างกายของนางกลมกลืนไปกับความมืดมิด
เมื่อเทียบกับปี้เหยาที่มีนิสัยเอาแต่ใจแบบคุณหนูแล้ว เขาสนใจในตัวโหยวจี ทูตหงส์เพลิง ผู้นี้มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด...
“เจ้า!” ปี้เหยาโกรธจนแทบเต้น
ตั้งแต่เล็กจนโต นางไม่เคยถูกใครเมินเฉยเช่นนี้มาก่อน
แถมยังมีคนกล้ามาว่านางสำคัญตัวผิดอีก!?
เย่ฉางเฟิงทำเป็นมองไม่เห็นอาการโกรธเกรี้ยวของปี้เหยา
ในสายตาของเขา…ปี้เหยาก็แค่เด็กสาวเอาแต่ใจคนหนึ่ง
ความจริงแล้วเขาสนใจโหยวจีมากกว่า
…..
“ฟึ่บ!”
โหยวจีค่อยๆก้าวออกมาจากความมืด
ดวงตาคู่งามจ้องมองเย่ฉางเฟิงเขม็ง แฝงแววหวาดระแวงอยู่ลึกๆ
นางขบคิดอยู่นาน ก็นึกไม่ออกว่านิกายชิงหยุนมีศิษย์อย่างเย่ฉางเฟิงตั้งแต่เมื่อไหร่
แต่...เมื่อเห็นชุดสีครามที่เขาสวมใส่อยู่ในตอนนี้
โหยวจีกลับนึกถึงตัวตนของอีกคนหนึ่งขึ้นมาได้
….เจ้านิกายชิงหยุนในอนาคต!
หรือว่าจะเป็นเขาจริงๆ?
เวลานี้...ทั่วทั้งแผ่นดินมีใครบ้างไม่รู้จักเจ้านิกายชุดครามผู้โด่งดังจากม่านสวรรค์?
แต่สำหรับตัวตนที่แท้จริงของเขานั้น...จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีใครล่วงรู้
แม้แต่เจ้านิกายเต้าเสวียนเจ้านิกายคนปัจจุบันก็ยังไม่รู้ นับประสาอะไรกับคนอื่น...
โหยวจีรู้สึกสับสน เป็นไปไม่ได้หรอกที่แค่ออกมาเดินเล่นข้างนอก จะบังเอิญมาเจอกับว่าที่เจ้านิกายผู้ยิ่งใหญ่คนนั้นเข้าพอดี!?
โอกาสมันน้อยเกินไป
เจ้านิกายชุดครามผู้ลึกลับ จะมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้านางง่ายๆแบบนี้เชียวหรือ?!
โหยวจีพยายามสลัดความคิดนี้ออกไป นางเงยหน้าขึ้น จ้องมองเย่ฉางเฟิงอย่างไม่ลดละ
สายตาของทั้งสองปะทะกัน บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ
โหยวจีเตรียมพร้อมที่จะลงมือได้ทุกเมื่อ
ทว่า...ในชั่วพริบตานั้น
“ชิ้ง——”
เย่ฉางเฟิงเป็นฝ่ายลงมือก่อน
ปราณดาบอันแหลมคมพุ่งตรงเข้าใส่โหยวจีด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ
“ตูม!”
สีหน้าของโหยวจีเปลี่ยนไปทันที
นางประเมินฝีมือของเย่ฉางเฟิงต่ำเกินไป
คิดว่าเขาคงอยู่แค่ระดับต้นของขั้นซ่างชิง แต่ไม่นึกเลยว่าพลังที่ระเบิดออกมาจะเหนือกว่านางเสียอีก!?
ขั้นกลางของซ่างชิง?
หรือว่าขั้นปลาย?
“ฟ้าววว!”
ปราณดาบแหวกอากาศพุ่งเข้ามา
ดูเหมือนแค่หยั่งเชิง แต่เป้าหมายกลับชัดเจนยิ่งนัก
ร่างเพรียวของโหยวจีเบี่ยงหลบวูบหนึ่ง แต่ปราณดาบนั้นก็ตามติดมาราวกับเงา ก่อเกิดลมกรรโชกแรง พัดพาผ้าคลุมหน้าอันลึกลับของนางให้ปลิวหลุดออกไป
วินาทีถัดมา ใบหน้าที่งดงามสมบูรณ์แบบก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางราตรี
แสงจันทร์สาดส่องลงบนร่างของสตรีชุดดำ ขับเน้นกลิ่นอายความลึกลับและบริสุทธิ์
ผิวพรรณที่ขาวซีดเล็กน้อยจากการไม่ค่อยโดนแสงแดด ยิ่งทำให้นางดูงดงามราวกับภาพวาด...
“เจ้า!”
โหยวจีถลึงตามองเด็กหนุ่มชุดครามด้วยความตกใจระคนโกรธเคือง
เย่ฉางเฟิงเลิกคิ้วมอง
ใบหน้าของโหยวจีช่างงดงามจับใจจริงๆเป็นความงามแบบเย็นชาที่แฝงความเปราะบาง ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารและอยากปกป้อง...
“ชิ” เย่ฉางเฟิงส่ายหน้าเบาๆพลางรำพึงว่า
“โฉมสคราญปานล่มเมือง ไยจึงลดตัวลงเป็นโจร?”
…………….