เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 46 ด้วยดาบในมือข้า! จะผ่าแยกผืนฟ้าปฐพีนี้ให้จงได้!!!

บทที่ 46 ด้วยดาบในมือข้า! จะผ่าแยกผืนฟ้าปฐพีนี้ให้จงได้!!!

บทที่ 46 ด้วยดาบในมือข้า! จะผ่าแยกผืนฟ้าปฐพีนี้ให้จงได้!!!


บทที่ 46 ด้วยดาบในมือข้า! จะผ่าแยกผืนฟ้าปฐพีนี้ให้จงได้!!!

ยามเมื่อผีเสื้อขยับปีก...ฟันเฟืองแห่งโชคชะตาเริ่มหมุนเหห่างจากวิถีเดิม

โลกใบนี้จะแปรเปลี่ยนไปในทิศทางใดหนอ?

เย่ฉางเฟิงทอดสายตามองร่างไร้วิญญาณของเหนียนเหล่าต้าเบื้องหน้าอย่างเงียบงัน

ในตอนแรกเริ่มนั้น...

เขาเพียงปรารถนาจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุข เก็บเนื้อเก็บตัวฝึกฝนวิชาอย่างเงียบเชียบ

รอจนกว่าจะมีฝีมือแก่กล้าเพียงพอ แล้วค่อยออกท่องไปในโลกกว้าง ลองมีความรักหวานซึ้งดูสักครา และหากมีโอกาส…ก็ค่อยยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากตามสมควร

เย่ฉางเฟิงรู้จักนิสัยของตนเองดี

ดังนั้น เมื่อผสานกับภาพอนาคตที่ฉายขึ้นบนม่านสวรรค์...เขาก็พอจะคาดเดาเส้นทางชีวิตของตัวเองได้คร่าวๆ

มันคงจะดำเนินไปในทำนองว่า—

กราบไหว้เข้านิกายที่ยอดไผ่ใหญ่ จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาฝึกตนจนบรรลุขั้นไท่ชิง

มีความรักที่สวยงามกับลู่เสวี่ยฉี…ระหว่างทางก็รวบรวมคัมภีร์สวรรค์ทั้งห้าเล่ม และท้ายที่สุดก็กวาดล้างนิกายมารพิษและนิกายอายุวัฒนะ...

เขาเป็นคนใจอ่อนโดยธรรมชาติ

หากมีกำลังความสามารถพอ เขาคงทนดูชาวบ้านตาดำๆล้มตายต่อหน้าไม่ได้

นี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมในอนาคต เขาถึงได้กลายเป็นเจ้านิกายชิงหยุน...เพราะลึกๆแล้ว เขาก็อยากจะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้นบ้าง

ในอนาคต...เมื่อเทพเจ้าอสูรกำเนิดขึ้น ใต้หล้าจะตกอยู่ในภยันตราย

ผู้คนนับไม่ถ้วนต้องล้มตาย อีกนับไม่ถ้วนต้องไร้ที่ซุกหัวนอน

เย่ฉางเฟิงคงทนไม่ได้แน่หากต้องเห็นภาพเหล่านั้นเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา

นี่มิใช่ความเมตตาปรานีแบบนักบุญผู้ศักดิ์สิทธิ์อะไรเทือกนั้น

แต่มันคือสามัญสำนึกที่คนเที่ยงธรรมพึงมี

เย่ฉางเฟิงเคยได้ยินประโยคหนึ่ง...ยามตกอับ พึงรักษาตัวให้รอด ยามรุ่งโรจน์ พึงเกื้อกูลใต้หล้า

ประโยคนี้ช่างเหมาะสมกับตัวเขาเสียเหลือเกิน ยามไร้กำลังก็ดูแลตัวเองให้ดี ยามมีกำลังก็ยื่นมือช่วยผู้อื่นบ้างตามสมควร เท่าที่เห็นสมควรและสบายใจ...

ทำไมฝ่ายธรรมะถึงถูกเรียกว่าฝ่ายธรรมะ?

ทำไมเจ้านิกายเต้าเสวียนถึงไม่มีใครด่าว่า?

นั่นเป็นเพราะจิตใจและการกระทำของข้า กระจ่างใสประดุจคันฉ่อง ทุกสิ่งที่ทำล้วนเพื่อความยุติธรรม

เจ้านิกายเต้าเสวียนรู้ทั้งรู้ว่าการใช้ดาบจูเซียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจะนำพาตนเองเข้าสู่หนทางมาร

แต่ทว่า...สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะใช้มัน

เพราะเหตุใด?

เพราะเขาคือเจ้านิกายชิงหยุน

เขาคือเสาหลักเพียงหนึ่งเดียวของฝ่ายธรรมะตลอดสามร้อยปีที่ผ่านมา

หากแม้แต่เขายังยอมแพ้ โลกใบนี้จะสิ้นหวังเพียงใดกัน...

….

เย่ฉางเฟิงถอนหายใจออกมาเบาๆ

ความรู้สึกบางอย่างสั่นไหวอยู่ในอก ความตายของเซียวอี้ไฉเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่สิ่งที่มากกว่านั้น...คือความปรารถนาลึกๆที่อยากทำเพื่อโลกใบนี้

"เมื่อก่อนข้าแค่อยากจะหลบซ่อนตัวอย่างเงียบๆ"

"แต่ตอนนี้...ข้าไม่อยากทำแบบนั้นแล้ว"

เย่ฉางเฟิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย

ดวงตาลึกล้ำคู่นั้นสงบนิ่งอย่างประหลาด ทว่าภายในกลับมีประกายคมกล้าแห่งดาบวูบไหว

“วูบ!”

เจตจำนงแห่งดาบเริ่มแหลมคมขึ้นเรื่อยๆ

จากความสงบเยือกเย็น ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นความดุดันเฉียบขาด

เฉกเช่นเดียวกับตัวตนของเย่ฉางเฟิง...

จากคนที่เคยคิดจะอยู่อย่างเฉื่อยชา หลบซ่อนตัวตน บัดนี้จิตใจของเขาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบเชียบ

และการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจนี้เอง ที่ส่งผลให้เจตจำนงแห่งดาบของเขาเปลี่ยนไป

มันเจิดจรัสและแหลมคมยิ่งกว่าเดิม!

“ตูมมมม!”

เจตจำนงแห่งดาบอันรุนแรงพุ่งทะยานเสียดฟ้า

อานุภาพแห่งจิตวิญญาณยิ่งทวีความดุดัน ราวกับแปรสภาพเป็นดาบเทพเจ้าที่สามารถผ่าแยกฟ้าดินได้ในพริบตา

ด้วยดาบในมือข้า…จะผ่าแยกผืนฟ้าปฐพีนี้ให้จงได้!!

“วิ้ง!”

ในวินาทีนั้น...กลิ่นอายรอบกายของเย่ฉางเฟิงก็เกิดการเปลี่ยนแปลง

ระดับพลังที่เคยติดอยู่ที่ขั้นซ่างชิงตอนปลาย กลับทะลวงผ่านไปได้อย่างง่ายดายและเป็นธรรมชาติ

"หืม?"

"นี่นับว่าเป็น...การรู้แจ้งงั้นรึ?"

เย่ฉางเฟิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

เขาพบว่าเมื่อครู่นี้ จิตใจของเขาเข้าสู่สภาวะกระจ่างใสอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

นี่คงเป็น...การบรรลุธรรมรูปแบบหนึ่งสินะ

“ฟึ่บ!”

เย่ฉางเฟิงหันกลับไปมองด้านหลัง

การต่อสู้ใกล้จะจบลงแล้ว

ด้วยระดับวรยุทธ์ของลู่เสวี่ยฉี ฉีฮ่าว และเจิงซูซู เหล่าสาวกนิกายหลอมโลหิตไม่อาจต้านทานได้เลย มันไม่ใช่การต่อสู้ แต่เป็นการสังหารฝ่ายเดียวเสียมากกว่า...

เปลวเพลิงและโลหิตลุกโชน

เย่ฉางเฟิงมองภาพเบื้องหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย

เขาไร้ซึ่งความสงสารต่อคนของนิกายหลอมโลหิต

เหตุใดนิกายมารจึงได้ชื่อว่าเป็นมาร?

ฆ่าคนเพื่อเลี้ยงหนอนพิษ สูบวิญญาณเพื่อหลอมอาวุธ สกัดเลือดเพื่อปรุงยา

สิ่งเหล่านี้คือเครื่องหมายการค้าของนิกายมาร

ตัวตนเช่นนี้...สมควรได้รับความเมตตางั้นรึ?

เหอะ!

คนที่สงสารคนชั่วต่างหาก ที่เป็นพวกนักบุญจอมปลอมจนน่าสมเพช

“ฉัวะ!”

ลู่เสวี่ยฉีตวัดดาบปลิดชีพศัตรูคนสุดท้าย

ใบหน้างดงามเย็นชาไร้ความรู้สึก ไม่มีความสงสารใดๆเจือปน เพราะนางตระหนักดีว่าคนเหล่านี้ไม่คู่ควรแก่ความเมตตา

หากมัวแต่สงสารพวกมัน...แล้วใครเล่าจะสงสารผู้บริสุทธิ์ที่ต้องตกเป็นเหยื่อ?

ดรุณีน้อยในชุดขาวหันกลับมา

ดวงตากลมโตทอประกายระยับเมื่อมองเห็นเย่ฉางเฟิง นางรีบวิ่งตึกๆเข้ามาหา

"เอ๊ะ?"

ลู่เสวี่ยฉีเอียงคอเล็กน้อย

นางจ้องมองเย่ฉางเฟิงอย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วเอ่ยอย่างลังเล

"เจ้าดูเหมือนจะ...เปลี่ยนไปนิดหน่อยนะ"

"เปลี่ยนตรงไหนรึ?"

เย่ฉางเฟิงยิ้มบางๆพลางยื่นมือไปหยิกแก้มนุ่มนิ่มของนางเบาๆ

"งื้อออ—"

ลู่เสวี่ยฉีทำท่าฮึดฮัดใส่เขาด้วยความขัดเขิน

นางชำเลืองมองไปด้านหลัง เห็นว่าเจิงซูซูและฉีฮ่าวต่างรู้หน้าที่ หันหลังให้พวกนางอย่างรู้งาน นางจึงไขว้มือไพล่หลัง แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆเย่ฉางเฟิง กระซิบว่า

"รู้สึกว่าเจ้า...ดูดีขึ้นน่ะ"

ดวงตาของเด็กสาวเป็นประกายวิบวับ

แก้มเนียนใสขึ้นสีแดงระเรื่อ เห็นได้ชัดว่านางเขินอายที่ต้องพูดชมออกมาตรงๆแต่สิ่งที่นางพูดก็คือความจริง

ในสายตาของนาง…เย่ฉางเฟิงในตอนนี้ดูดีขึ้นจริงๆไม่ใช่หน้าตาที่เปลี่ยนไป เพราะเขาหล่อเหลาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

แต่เป็นกลิ่นอายรอบตัวที่ดูสูงส่งเหนือโลกีย์ยิ่งขึ้น...

"ฮะๆ"

เย่ฉางเฟิงอดหัวเราะออกมาไม่ได้

เขารู้ดีถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตนเอง มันคือการยกระดับของจิตวิญญาณและบุคลิกภาพ

"ศิษย์พี่ฉี ศิษย์น้องเจิง"

เย่ฉางเฟิงไม่เสียเวลาอธิบายเรื่องนี้ เขาจูงมือลู่เสวี่ยฉีหันกลับไปหาฉีฮ่าวและเจิงซูซูที่กำลังยืนหันหลังให้อยู่ไม่ไกล

"ศิษย์น้องเย่"

ทั้งสองคนเดินเข้ามาด้วยท่าทางเก้ๆกังๆเล็กน้อย

ลู่เสวี่ยฉีหน้าแดงระเรื่อ นางรีบไปหลบอยู่ด้านหลังเย่ฉางเฟิงด้วยความเขินอาย

เย่ฉางเฟิงยังคงมีสีหน้าปกติ

เขาชี้มือไปทาง 'ห้วงมรณะ' ที่อยู่ไม่ไกล แล้วกล่าวว่า "ได้ยินมาว่านิกายหลอมโลหิตสร้างคลังสมบัติไว้ที่ส่วนลึกของทะเลไร้รัก...พวกเราลองลงไปดูหน่อยดีไหม?"

"เอาสิ"

ฉีฮ่าวและเจิงซูซูพยักหน้ารับคำโดยไม่ลังเล

เวลานี้...พวกเขาย่อมเชื่อมั่นในตัวเย่ฉางเฟิงอย่างหมดใจ

ตราบใดที่มีเย่ฉางเฟิงอยู่ พวกเขาก็ไม่กลัวอันตรายใดๆทั้งสิ้น

ทั้งสี่คนสบตากัน

จากนั้น...พวกเขาก็เหาะเหินลงสู่ห้วงมรณะเบื้องล่างทันที

ห้วงมรณะ คือหุบเหวลึกที่ซ่อนอยู่ภายในภูเขา อาณาเขตเบื้องล่างกว้างใหญ่ไพศาล และที่ส่วนลึกที่สุดนั้น มีมหาสมุทรใต้พิภพอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตตั้งอยู่

นามของทะเลแห่งนี้คือ—ทะเลไร้รัก!

ภายในทะเลไร้รักมีวิญญาณอาฆาตนับไม่ถ้วนล่องลอยอยู่

วิญญาณเหล่านี้เกิดจากผู้คนที่ตายไปแต่ยังมีห่วงและแรงอาฆาตฝังแน่น นานวันเข้าจึงกลายเป็นวิญญาณร้ายที่ไร้สติสัมปชัญญะ ล่องลอยไปมาอย่างไร้จุดหมายในทะเลอันมืดมิด

“วูบ!”

อาวุธวิเศษของกลุ่มเย่ฉางเฟิงเปล่งแสงเรืองรองออกมาจางๆ

แสงสว่างขับไล่ความมืดเผยให้เห็นวิญญาณร้ายจำนวนมหาศาลลอยวนเวียนอยู่รอบๆ

พวกมันยังคงรักษารูปร่างของมนุษย์เอาไว้ มีทั้งคนแก่ หนุ่มสาว ผู้หญิง หรือแม้กระทั่งเด็กเล็ก

แต่เห็นได้ชัดว่า...พวกมันไม่ใช่ 'มนุษย์' อีกต่อไปแล้ว

…….

จบบทที่ บทที่ 46 ด้วยดาบในมือข้า! จะผ่าแยกผืนฟ้าปฐพีนี้ให้จงได้!!!

คัดลอกลิงก์แล้ว