- หน้าแรก
- ความยิ่งใหญ่ของข้าถูกเปิดเผยโดยสวรรค์
- บทที่ 46 ด้วยดาบในมือข้า! จะผ่าแยกผืนฟ้าปฐพีนี้ให้จงได้!!!
บทที่ 46 ด้วยดาบในมือข้า! จะผ่าแยกผืนฟ้าปฐพีนี้ให้จงได้!!!
บทที่ 46 ด้วยดาบในมือข้า! จะผ่าแยกผืนฟ้าปฐพีนี้ให้จงได้!!!
บทที่ 46 ด้วยดาบในมือข้า! จะผ่าแยกผืนฟ้าปฐพีนี้ให้จงได้!!!
ยามเมื่อผีเสื้อขยับปีก...ฟันเฟืองแห่งโชคชะตาเริ่มหมุนเหห่างจากวิถีเดิม
โลกใบนี้จะแปรเปลี่ยนไปในทิศทางใดหนอ?
เย่ฉางเฟิงทอดสายตามองร่างไร้วิญญาณของเหนียนเหล่าต้าเบื้องหน้าอย่างเงียบงัน
ในตอนแรกเริ่มนั้น...
เขาเพียงปรารถนาจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุข เก็บเนื้อเก็บตัวฝึกฝนวิชาอย่างเงียบเชียบ
รอจนกว่าจะมีฝีมือแก่กล้าเพียงพอ แล้วค่อยออกท่องไปในโลกกว้าง ลองมีความรักหวานซึ้งดูสักครา และหากมีโอกาส…ก็ค่อยยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากตามสมควร
เย่ฉางเฟิงรู้จักนิสัยของตนเองดี
ดังนั้น เมื่อผสานกับภาพอนาคตที่ฉายขึ้นบนม่านสวรรค์...เขาก็พอจะคาดเดาเส้นทางชีวิตของตัวเองได้คร่าวๆ
มันคงจะดำเนินไปในทำนองว่า—
กราบไหว้เข้านิกายที่ยอดไผ่ใหญ่ จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาฝึกตนจนบรรลุขั้นไท่ชิง
มีความรักที่สวยงามกับลู่เสวี่ยฉี…ระหว่างทางก็รวบรวมคัมภีร์สวรรค์ทั้งห้าเล่ม และท้ายที่สุดก็กวาดล้างนิกายมารพิษและนิกายอายุวัฒนะ...
เขาเป็นคนใจอ่อนโดยธรรมชาติ
หากมีกำลังความสามารถพอ เขาคงทนดูชาวบ้านตาดำๆล้มตายต่อหน้าไม่ได้
นี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมในอนาคต เขาถึงได้กลายเป็นเจ้านิกายชิงหยุน...เพราะลึกๆแล้ว เขาก็อยากจะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้นบ้าง
ในอนาคต...เมื่อเทพเจ้าอสูรกำเนิดขึ้น ใต้หล้าจะตกอยู่ในภยันตราย
ผู้คนนับไม่ถ้วนต้องล้มตาย อีกนับไม่ถ้วนต้องไร้ที่ซุกหัวนอน
เย่ฉางเฟิงคงทนไม่ได้แน่หากต้องเห็นภาพเหล่านั้นเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา
นี่มิใช่ความเมตตาปรานีแบบนักบุญผู้ศักดิ์สิทธิ์อะไรเทือกนั้น
แต่มันคือสามัญสำนึกที่คนเที่ยงธรรมพึงมี
เย่ฉางเฟิงเคยได้ยินประโยคหนึ่ง...ยามตกอับ พึงรักษาตัวให้รอด ยามรุ่งโรจน์ พึงเกื้อกูลใต้หล้า
ประโยคนี้ช่างเหมาะสมกับตัวเขาเสียเหลือเกิน ยามไร้กำลังก็ดูแลตัวเองให้ดี ยามมีกำลังก็ยื่นมือช่วยผู้อื่นบ้างตามสมควร เท่าที่เห็นสมควรและสบายใจ...
ทำไมฝ่ายธรรมะถึงถูกเรียกว่าฝ่ายธรรมะ?
ทำไมเจ้านิกายเต้าเสวียนถึงไม่มีใครด่าว่า?
นั่นเป็นเพราะจิตใจและการกระทำของข้า กระจ่างใสประดุจคันฉ่อง ทุกสิ่งที่ทำล้วนเพื่อความยุติธรรม
เจ้านิกายเต้าเสวียนรู้ทั้งรู้ว่าการใช้ดาบจูเซียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจะนำพาตนเองเข้าสู่หนทางมาร
แต่ทว่า...สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะใช้มัน
เพราะเหตุใด?
เพราะเขาคือเจ้านิกายชิงหยุน
เขาคือเสาหลักเพียงหนึ่งเดียวของฝ่ายธรรมะตลอดสามร้อยปีที่ผ่านมา
หากแม้แต่เขายังยอมแพ้ โลกใบนี้จะสิ้นหวังเพียงใดกัน...
….
เย่ฉางเฟิงถอนหายใจออกมาเบาๆ
ความรู้สึกบางอย่างสั่นไหวอยู่ในอก ความตายของเซียวอี้ไฉเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่สิ่งที่มากกว่านั้น...คือความปรารถนาลึกๆที่อยากทำเพื่อโลกใบนี้
"เมื่อก่อนข้าแค่อยากจะหลบซ่อนตัวอย่างเงียบๆ"
"แต่ตอนนี้...ข้าไม่อยากทำแบบนั้นแล้ว"
เย่ฉางเฟิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
ดวงตาลึกล้ำคู่นั้นสงบนิ่งอย่างประหลาด ทว่าภายในกลับมีประกายคมกล้าแห่งดาบวูบไหว
“วูบ!”
เจตจำนงแห่งดาบเริ่มแหลมคมขึ้นเรื่อยๆ
จากความสงบเยือกเย็น ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นความดุดันเฉียบขาด
เฉกเช่นเดียวกับตัวตนของเย่ฉางเฟิง...
จากคนที่เคยคิดจะอยู่อย่างเฉื่อยชา หลบซ่อนตัวตน บัดนี้จิตใจของเขาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบเชียบ
และการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจนี้เอง ที่ส่งผลให้เจตจำนงแห่งดาบของเขาเปลี่ยนไป
มันเจิดจรัสและแหลมคมยิ่งกว่าเดิม!
“ตูมมมม!”
เจตจำนงแห่งดาบอันรุนแรงพุ่งทะยานเสียดฟ้า
อานุภาพแห่งจิตวิญญาณยิ่งทวีความดุดัน ราวกับแปรสภาพเป็นดาบเทพเจ้าที่สามารถผ่าแยกฟ้าดินได้ในพริบตา
ด้วยดาบในมือข้า…จะผ่าแยกผืนฟ้าปฐพีนี้ให้จงได้!!
“วิ้ง!”
ในวินาทีนั้น...กลิ่นอายรอบกายของเย่ฉางเฟิงก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
ระดับพลังที่เคยติดอยู่ที่ขั้นซ่างชิงตอนปลาย กลับทะลวงผ่านไปได้อย่างง่ายดายและเป็นธรรมชาติ
"หืม?"
"นี่นับว่าเป็น...การรู้แจ้งงั้นรึ?"
เย่ฉางเฟิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เขาพบว่าเมื่อครู่นี้ จิตใจของเขาเข้าสู่สภาวะกระจ่างใสอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นี่คงเป็น...การบรรลุธรรมรูปแบบหนึ่งสินะ
“ฟึ่บ!”
เย่ฉางเฟิงหันกลับไปมองด้านหลัง
การต่อสู้ใกล้จะจบลงแล้ว
ด้วยระดับวรยุทธ์ของลู่เสวี่ยฉี ฉีฮ่าว และเจิงซูซู เหล่าสาวกนิกายหลอมโลหิตไม่อาจต้านทานได้เลย มันไม่ใช่การต่อสู้ แต่เป็นการสังหารฝ่ายเดียวเสียมากกว่า...
เปลวเพลิงและโลหิตลุกโชน
เย่ฉางเฟิงมองภาพเบื้องหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย
เขาไร้ซึ่งความสงสารต่อคนของนิกายหลอมโลหิต
เหตุใดนิกายมารจึงได้ชื่อว่าเป็นมาร?
ฆ่าคนเพื่อเลี้ยงหนอนพิษ สูบวิญญาณเพื่อหลอมอาวุธ สกัดเลือดเพื่อปรุงยา
สิ่งเหล่านี้คือเครื่องหมายการค้าของนิกายมาร
ตัวตนเช่นนี้...สมควรได้รับความเมตตางั้นรึ?
เหอะ!
คนที่สงสารคนชั่วต่างหาก ที่เป็นพวกนักบุญจอมปลอมจนน่าสมเพช
“ฉัวะ!”
ลู่เสวี่ยฉีตวัดดาบปลิดชีพศัตรูคนสุดท้าย
ใบหน้างดงามเย็นชาไร้ความรู้สึก ไม่มีความสงสารใดๆเจือปน เพราะนางตระหนักดีว่าคนเหล่านี้ไม่คู่ควรแก่ความเมตตา
หากมัวแต่สงสารพวกมัน...แล้วใครเล่าจะสงสารผู้บริสุทธิ์ที่ต้องตกเป็นเหยื่อ?
ดรุณีน้อยในชุดขาวหันกลับมา
ดวงตากลมโตทอประกายระยับเมื่อมองเห็นเย่ฉางเฟิง นางรีบวิ่งตึกๆเข้ามาหา
"เอ๊ะ?"
ลู่เสวี่ยฉีเอียงคอเล็กน้อย
นางจ้องมองเย่ฉางเฟิงอย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วเอ่ยอย่างลังเล
"เจ้าดูเหมือนจะ...เปลี่ยนไปนิดหน่อยนะ"
"เปลี่ยนตรงไหนรึ?"
เย่ฉางเฟิงยิ้มบางๆพลางยื่นมือไปหยิกแก้มนุ่มนิ่มของนางเบาๆ
"งื้อออ—"
ลู่เสวี่ยฉีทำท่าฮึดฮัดใส่เขาด้วยความขัดเขิน
นางชำเลืองมองไปด้านหลัง เห็นว่าเจิงซูซูและฉีฮ่าวต่างรู้หน้าที่ หันหลังให้พวกนางอย่างรู้งาน นางจึงไขว้มือไพล่หลัง แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆเย่ฉางเฟิง กระซิบว่า
"รู้สึกว่าเจ้า...ดูดีขึ้นน่ะ"
ดวงตาของเด็กสาวเป็นประกายวิบวับ
แก้มเนียนใสขึ้นสีแดงระเรื่อ เห็นได้ชัดว่านางเขินอายที่ต้องพูดชมออกมาตรงๆแต่สิ่งที่นางพูดก็คือความจริง
ในสายตาของนาง…เย่ฉางเฟิงในตอนนี้ดูดีขึ้นจริงๆไม่ใช่หน้าตาที่เปลี่ยนไป เพราะเขาหล่อเหลาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
แต่เป็นกลิ่นอายรอบตัวที่ดูสูงส่งเหนือโลกีย์ยิ่งขึ้น...
"ฮะๆ"
เย่ฉางเฟิงอดหัวเราะออกมาไม่ได้
เขารู้ดีถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตนเอง มันคือการยกระดับของจิตวิญญาณและบุคลิกภาพ
"ศิษย์พี่ฉี ศิษย์น้องเจิง"
เย่ฉางเฟิงไม่เสียเวลาอธิบายเรื่องนี้ เขาจูงมือลู่เสวี่ยฉีหันกลับไปหาฉีฮ่าวและเจิงซูซูที่กำลังยืนหันหลังให้อยู่ไม่ไกล
"ศิษย์น้องเย่"
ทั้งสองคนเดินเข้ามาด้วยท่าทางเก้ๆกังๆเล็กน้อย
ลู่เสวี่ยฉีหน้าแดงระเรื่อ นางรีบไปหลบอยู่ด้านหลังเย่ฉางเฟิงด้วยความเขินอาย
เย่ฉางเฟิงยังคงมีสีหน้าปกติ
เขาชี้มือไปทาง 'ห้วงมรณะ' ที่อยู่ไม่ไกล แล้วกล่าวว่า "ได้ยินมาว่านิกายหลอมโลหิตสร้างคลังสมบัติไว้ที่ส่วนลึกของทะเลไร้รัก...พวกเราลองลงไปดูหน่อยดีไหม?"
"เอาสิ"
ฉีฮ่าวและเจิงซูซูพยักหน้ารับคำโดยไม่ลังเล
เวลานี้...พวกเขาย่อมเชื่อมั่นในตัวเย่ฉางเฟิงอย่างหมดใจ
ตราบใดที่มีเย่ฉางเฟิงอยู่ พวกเขาก็ไม่กลัวอันตรายใดๆทั้งสิ้น
ทั้งสี่คนสบตากัน
จากนั้น...พวกเขาก็เหาะเหินลงสู่ห้วงมรณะเบื้องล่างทันที
ห้วงมรณะ คือหุบเหวลึกที่ซ่อนอยู่ภายในภูเขา อาณาเขตเบื้องล่างกว้างใหญ่ไพศาล และที่ส่วนลึกที่สุดนั้น มีมหาสมุทรใต้พิภพอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตตั้งอยู่
นามของทะเลแห่งนี้คือ—ทะเลไร้รัก!
ภายในทะเลไร้รักมีวิญญาณอาฆาตนับไม่ถ้วนล่องลอยอยู่
วิญญาณเหล่านี้เกิดจากผู้คนที่ตายไปแต่ยังมีห่วงและแรงอาฆาตฝังแน่น นานวันเข้าจึงกลายเป็นวิญญาณร้ายที่ไร้สติสัมปชัญญะ ล่องลอยไปมาอย่างไร้จุดหมายในทะเลอันมืดมิด
“วูบ!”
อาวุธวิเศษของกลุ่มเย่ฉางเฟิงเปล่งแสงเรืองรองออกมาจางๆ
แสงสว่างขับไล่ความมืดเผยให้เห็นวิญญาณร้ายจำนวนมหาศาลลอยวนเวียนอยู่รอบๆ
พวกมันยังคงรักษารูปร่างของมนุษย์เอาไว้ มีทั้งคนแก่ หนุ่มสาว ผู้หญิง หรือแม้กระทั่งเด็กเล็ก
แต่เห็นได้ชัดว่า...พวกมันไม่ใช่ 'มนุษย์' อีกต่อไปแล้ว
…….